คุยกับ เซีย ผู้หญิงไทยที่เข้าแข่งขันรายการ Alone Australia ซีซัน 4 ถึงเส้นทางชีวิตจากเด็กหญิงที่ไม่มีแม้แต่รองเท้าใส่สู่การเป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอนระดับโลก และสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการวิ่งและการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในการแข่งขันเรียลลิตีชื่อดัง
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
หากมองจากวันนี้ ชีวิตของ เซีย สิริยา ไทม์เบอร์ ดูเหมือนเดินทางมาไกลจนไม่น่าเชื่อ
ผู้หญิงเชื้อสายไทยคนนี้เป็นนักวิ่งอัลตร้ามาราธอนที่เชี่ยวชาญการแข่งขันแบบพึ่งพาตนเองและนำทางด้วยตัวเอง ผู้เข้าแข่งขันต้องจัดการเสบียง อุปกรณ์ และหาเส้นทางตลอดการแข่งขันโดยแทบไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก เธอผ่านการแข่งขันระดับโลกมาแล้วมากกว่า 50 รายการ
และวันนี้เธอเป็นผู้เข้าแข่งขันไทยในรายการ Alone Australia ตอนที่สี่ รายการเรียลลิตีแบบเอาชีวิตรอดสุดโหดที่มีผู้ชมติดตามทั่วประเทศ เอสบีเอส ไทย จะพาคุณมารู้จักผู้เข้าแข่งขันชาวเอเชียคนแรกในรายการนี้ให้มากขึ้น
สิริยา หรือ หนุ่ย เล่าให้ฟังว่าเธอเติบโตมากับตาและยายที่จังหวัด อุบลราชธานี สิ่งที่เธอจำได้ดีที่สุดในชีวิตวัยเด็กคือความแห้งแล้ง และความยากลำบากของชีวิต
"ตอนอยู่บ้านนอกฤดูร้อนก็ไม่มีอะไรจะกิน บางวันก็นอนไม่ได้กินข้าว เพราะว่าหาเห็ดก็ไม่ได้ ข้าวไม่มีมันแห้งแล้ง เงินก็ไม่มี ต้องรอให้แม่ส่งเงินมาจากกรุงเทพฯ"
ภาพทรงจำวัยเด็กของเซียเป็นสิ่งที่เด็กที่เติบโตมาในชนบทหลายๆคนคงคุ้นเคยดี การเล่นที่แฝงตัวอยู่ในวิธีชีวิตที่ต้องเอาตัวรอด ช่วยตายายเลี้ยงควาย ทำนา และหาอาหารจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นการเดินตามตาไปจับปู จับปลา ลงดักกบ ส่วนยายจะพาเข้าไปเก็บเห็ดในป่า
"บางครั้งก็นึกเหมือนกันนะ ว่าไม่น่าเชื่อเลย เราเคยมีชีวิตแบบนั้น แล้ววันนี้มาได้ไกลขนาดนี้ แต่ถึงจะลำบาก มันก็มีความสุข"
“ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า”
เมื่ออายุแปดขวบ ชีวิตของเด็กหญิงสิริยาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเธอย้ายตามมารดาไปประเทศสวีเดน
“แม่แต่งงานกับพ่อชาวสวีเดน พ่อบอกแม่ว่าเธอต้องพาลูกมาอยู่ที่สวีเดนเขาจะได้มีการศึกษา มีชีวิตที่ดีขึ้น”
หนุ่ยหรือที่เธอบอกว่าแถวบ้านให้ฉายาเธอว่า อ้วน เด็กหญิงจากชนบทจังหวัดอุบลราชธานี จำได้ดีถึงวันแรกที่เดินเข้าไปในบ้านหลังใหม่ที่สตอกโฮล์ม เธอบอกว่าเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งและเป็นโลกที่ให้กำเนิดและหล่อหลอมเธอให้เป็น "เซีย" (ชื่อในภาษาสวีเดน) แบบทุกวันนี้
"เดินเข้าไปในบ้านเห็นโทรศัพท์ เห็นไฟฟ้าเห็นห้องน้ำ มีคนโทรศัพท์เข้ามาในบ้านก็ตกใจ มันต้องปรับเปลี่ยนหมดทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ภาษา”
เมื่อก่อนเซียพูดภาษาอีสานแล้วทีนี้ก็ต้องไปเรียนก็พูดภาษากลาง แล้วต้องไปเรียนภาษาสวีเดน แล้วก็ต้องเรียนรู้ทุกอย่างต้องอาบน้ำกี่ครั้ง การใช้ชักโครกเซีย
พ่อเลี้ยงชาวสวีเดนของเซียเห็นความสำคัญของการศึกษา เขาจึงส่งเธอไปเรียนโรงเรียนประจำ ทั้งในสวีเดน กรีซ และเยอรมนี เพราะอยากให้ลูกสาวได้รับโอกาสที่ดีที่สุด เซีย บอกว่าเธอไม่เคยลืมโอกาสนั้น
“มันทำให้เซียคิดว่าเด็กบ้านนอกคนอื่น เค้าไม่ได้มีบุญเหมือนเรา ชีวิตนี้เราต้องทำให้ดีที่สุด ต้องใช้ชีวิตนี้ให้คุ้มที่สุด”

ตามหาจุดสิ้นสุดของแม่น้ำ
การย้ายไปอยู่โรงเรียนประจำในหลายๆ ประเทศอาจทำให้เธอต้องปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ เสมอ แต่ถ้าหากมีสิ่งหนึ่งที่อยู่กับเธอมาตลอดชีวิต สิ่งนั้นคงเป็น "การวิ่ง" เซียเล่าว่าเธอเริ่มวิ่งมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเพราะมันเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ต้องมีเงินก็ทำได้
“ตอนอยู่บ้านนอกเค้าก็ไม่มีกีฬาอะไรให้ผู้หญิงหรือให้เด็กทำ วันๆเราก็วิ่งไปวิ่งมา รองเท้าก็ไม่มีใส่”
“แบบว่าจนมาก รองเท้าแตะ5 บาทก็ยังไม่มี พระที่หมู่บ้านต้องซื้อรองเท้าให้ เราต้องฝึกวิ่งใส่รองเท้าเพราะเซียใส่รองเท้าไม่เป็น”
เมื่อย้ายไปสวีเดน ความชอบในการวิ่งก็ยังติดตัวเธอไปด้วย เธอเล่าว่าบ้านแม่ที่สวีเดนอยู่ใกล้ป่า ใกล้แม่น้ำ วันหนึ่ง ขณะวิ่งอยู่ริมแม่น้ำ เธอเกิดคำถามขึ้นมาว่าถ้าเราวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ แม่น้ำนี้จะไปสิ้นสุดถึงไหน
เซียในวัย 13 ปี ตัดสินใจวิ่งเพื่อจะหาคำตอบนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะใช้เวลาถึง 11 ชั่วโมง ที่จะกลับมาถึงบ้าน เธอเล่าว่าแม้แม่จะดุเพราะเธอหายไปโดยไม่บอกใคร แต่ความภูมิใจที่ตัวเองทำให้หลังจากวันนั้น เธอก็กลับไปวิ่งในเส้นทางเดิมอีกหลายครั้ง
น้ำ ข้าวก็ไม่ได้เอาไป ต้องดื่มน้ำที่ก๊อกน้ำของชาวบ้าน กลับมาถึงบ้านแม่ก็ด่า แต่มันทำให้เซียปลื้มมาก เพราะว่าเหนื่อยขนาดไหนเราไม่ยอมเดินกลับเซีย
เมื่อโตขึ้น การวิ่งจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากความสนุก เป็นการเดินทางเข้าไปสำรวจตัวเอง เซียเล่าว่าเธอลงแข่งอัลตร้ามาราธอนครั้งแล้วครั้งเล่าเกือบครึ่งร้อย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเล็กใหญ่ หรือแม้กระทั่งการวิ่งในทะเลทรายในระยะทาง 520 กิโลเมตรในสิบวันที่ไม่เคยมีผู้หญิงวิ่งเข้าเส้นชัยมาก่อน
"การวิ่งคือการแข่งขันกับตัวเอง”
แต่เมื่อเราถามว่า ระหว่างวิ่งคิดอะไรอยู่ เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า
เธออธิบายว่า ปัญหาในชีวิตไม่ได้หายไปเพราะเราวิ่งเร็วขึ้น ต่อให้วิ่งอีกสิบหรือยี่สิบชั่วโมง ปัญหาก็ยังอยู่ในหัวเหมือนเดิมสิ่งเดียวที่ทำได้ คืออยู่กับมัน การวิ่งคือการบังคับให้เราต้องจัดการกับปัญหาที่เราวิ่งหนีไม่ได้
และที่สำคัญที่สุด เธอบอกว่า"เราต้องพูดดีๆ กับตัวเอง" เพราะทุกครั้งที่เธอเริ่มบอกตัวเองว่าไม่ไหว ร่างกายก็พร้อมจะยอมแพ้ทันที
"มาราธอนไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น มันคือการแข่งขันกับตัวเอง"

ผู้หญิงเอเชียคนแรกใน Alone Australia
เซียบอกว่า เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เข้าแข่งขัน Alone Australia แต่ในฐานะคนดูรายการมาตั้งแต่ซีซั่นแรก
เเมื่อติดตามเรื่อยมาเธอก็เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่เห็นผู้หญิงเอเชียในรายการเลย
"เราดูแล้วก็คิดว่า ทำไมไม่มีคนเอเชีย แล้วเราก็คิดว่าทำไมจะเป็นเราไม่ได้"
คนดูส่วนใหญ่จำ Alone Australia ในฐานะรายการแข่งขันเอาชีวิตรอด ใครอยู่ได้นานที่สุด คนนั้นชนะ แต่เซียกลับอธิบายหัวใจของรายการนี้ว่า
"มันไม่ใช่รายการเอาตัวรอดอย่างเดียว มันเป็น Story telling คิดว่าเขาเลือกคนที่มาแข่ง เพราะว่าคนคนนั้นมีอะไรสำคัญที่โลกต้องฟัง "
“ที่เราไปแข่งเพราะอยากให้โลกรู้ผู้หญิงคนไทยแข็มแข็ง คนไทยถึงแม้จะเกิดมาลำบากแต่เรารู้ว่า how to adapt how to survive แข็งแกร่งอยากเดียวก็ไม่ได้ ต้อง be kind ถึงเราลำบากขนาดไหนเราก็ยังมีช่วยคนอื่นได้”
เมื่อเราถามเธอว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการเข้ารน่วมการแข่งขันครั้งนี้คืออะไร เธอบอกว่ามันไม่ใช่ความหนาว ความหิว
แต่เป็นความโดดเดี่ยวที่ทำให้เธอรู้สึกผิดกับตัวเอง
"เราโตมาคนเดียวไปโรงเรียนประจำอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก มันทำให้เราชิน แทนที่จะ (เสียใจ) ร้องไห้เพราะว่าเราคิดถึงคนอื่น แต่ทีนี้เราร้องไห้เพราะว่าเราไม่คิดถึงคนอื่น
มันทำให้เราสงสารตัวเองว่าเราโตอยู่คนเดียวมาตั้งนาน ชีวิตมันไม่ใช่แบบนี้นะ มันไม่มันไม่น่าเป็นแบบนี้ ทำไมฉันไม่รู้สึกคิดถึงคนอื่น ทำไมเราไม่คิดถึงใครเลยเซีย
ไก่ย่าง ส้มตำ กับวันที่วิ่งช้าลง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เซียดูเหมือนเป็นคนที่ไม่เคยหยุดเดินทาง จากเด็กผู้หญิงในชนบทอุบลราชธานี สู่การเติบโตในสวีเดน จากโรงเรียนประจำ สู่การเดินทางข้ามทวีป จากนักวิ่งอัลตร้ามาราธอน สู่ผู้เข้าแข่งขัน Alone Australia
ชีวิตที่เต็มไปด้วยปลายทางที่ต้องไปให้ถึง เซียบอกกับเราว่าข้อคิดที่ได้ในการเข้าแข่งขันรายการนี้คือ ความรู้สึกขอบคุณสิ่งรอบตัว เช่นอาหาร การใช้ชีวิตกับครอบครัวและการใช้ชีวิตให้ช้าลง
“appreciate อาหารนะคะ เพราะเลี้ยงลูกมาคนเดียวตลอดทำงานด้วย ฝึกวิ่งด้วย ชีวิตเซียมัน busy ตลอดไม่หยุดซักทีค่ะ บางครั้งอาบน้ำเนี่ยก็ยังต้องกิน breakfast ไปด้วย”
“มันทำให้เซียคิดว่าเราวิ่งไม่มาไม่รู้กี่มาราธอนแล้ว อยาก slow down ใช้ชีวิตกับลูกมากขึ้น เค้าเริ่มโตเป็น teenager แล้ว”
เราถามเธอด้วยคำถามสุดท้ายว่า ถ้าในหนึ่งวันที่ไม่ต้องคิดถึงการแข่งขัน ไม่ต้องรีบเร่ง วันพักผ่อนสบายๆ ของเธออยากจะทำอะไรมากที่สุด เซียหัวเราะเบา ๆ และตอบโดยไม่ต้องหยุดคิดว่า
"ออกไปกินอาหารไทยไก่ย่าง ส้มตำ"
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ





