การฝึกงานภาคบังคับในสถานดูแลผู้สูงอายุที่กลายเป็นฝันร้ายและเป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียนและคดีความที่กินเวลาเกือบสองปีของนักเรียนไทยสองคน พวกเธอเผยประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรคนเดียวกันในที่ฝึกงานโดยหวังว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการดูแลและคุ้มครองนักเรียนต่างชาติในสถานที่ฝึกงานของออสเตรเลีย
สรุปข่าว
- นักเรียนไทยรายหนึ่งบอกว่าเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึกสอน ระหว่างการฝึกงานภาคบังคับในสถานดูแลผู้สูงอายุในรัฐนิวเซาท์เวลส์
- นักเรียนไทยหลายคนร้องเรียนบุคลากรคนเดียวกัน ก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน sexual touching
- ASQA ระบุว่าการฝึกงานยังเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในภาค VET ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่าความกังวลเรื่องการเรียน วีซ่า และภาษา อาจทำให้นักเรียนต่างชาติลังเลที่จะร้องเรียนหรือออกจากสถานที่ฝึกงานที่ไม่ปลอดภัย
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ทารีนาเคยทำงานด้านสาธารณสุขในประเทศไทย ก่อนตัดสินใจเดินทางมาเรียนต่อที่ออสเตรเลีย
หมายเหตุ: “ทารีนา” เป็นนามสมมติ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์
เธอตั้งใจมาพัฒนาภาษาอังกฤษและต่อยอดความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยเลือกออสเตรเลียเพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานการศึกษาและระบบการดูแลผู้รับบริการด้านสุขภาพ
แต่การฝึกงานภาคบังคับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียนว่าบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึกสอนล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งคดีกินเวลาเกือบสองปีกว่าจะสิ้นสุด
เลือกเรียนในสายงานที่ออสเตรเลียขาดแคลน
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการออสเตรเลียระบุว่า ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2026 มีการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาต่างชาติในภาคการศึกษาและฝึกอบรมสายอาชีพ หรือ VET จำนวน 219,994 enrolments ทั่วประเทศ
ทารีนาเป็นหนึ่งในนักเรียนต่างชาติที่เลือกเส้นทางการศึกษาสายอาชีพ เธอเล่าว่าเริ่มค้นหาหลักสูตรและสถาบันการศึกษาผ่านเว็บไซต์และตัวแทนการศึกษา ก่อนตัดสินใจเรียนด้าน Individual Support และ Disability Support ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์การทำงานเดิมของเธอ
นอกจากความสนใจในสายงานด้านสุขภาพแล้ว เธอมองว่าสายงานนี้มีความต้องการแรงงาน เปิดโอกาสให้ทำงานนอกเวลา และอาจต่อยอดสู่อาชีพในออสเตรเลียได้
ในช่วงแรก ทารีนากล่าวว่าสถาบันที่เลือกดูน่าเชื่อถือ มีระบบการเรียนและวิชาเรียนที่ดูเป็นสมเหตุสมผล และไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เธอรู้สึกกังวล
ฝันร้ายระหว่างการฝึกงานภาคบังคับ
การเรียนสายอาชีพบางหลักสูตรในออสเตรเลียกำหนดให้ผู้เรียนต้องฝึกปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานจริง เพื่อผ่านข้อกำหนดและการประเมินของหลักสูตร
ทารีนากล่าวว่า หลักสูตรที่เธอเรียนกำหนดให้ต้องผ่านการฝึกงานรวม 300 ชั่วโมง เธอพยายามเสนอสถานที่ฝึกงานที่หาไว้เองหลายแห่ง แต่ไม่ได้รับอนุมัติ สุดท้ายต้องรอจนถึงภาคเรียนสุดท้าย ก่อนเข้าฝึกงานในสถานที่ที่สถาบันการศึกษาจัดหาให้
การฝึกงานซึ่งควรเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงาน กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ทารีนาบอกว่าเป็นเหมือน “ฝันร้าย”
เมื่อเข้าปฏิบัติงานในสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ทารีนาต้องทำงานร่วมกับบุคลากรของสถานที่ฝึกงานซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงสอนงานเธอ
ทารีนากล่าวกับเอสบีเอส ไทยว่า เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในช่วงเย็น ขณะที่เธอกำลังช่วยพยุงผู้รับบริการเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ บุคลากรดังกล่าวเข้ามาทางด้านหลัง โดยบอกว่าจะแสดงวิธีพยุงผู้รับบริการให้เธอดู
เธอระบุว่า เขาสัมผัสบริเวณด้านข้างลำตัวและใต้หน้าอกของเธอ ก่อนขยับเข้ามาแนบชิดจากด้านหลัง
ทารีนากล่าวว่า เธอถามว่า “คุณทำอะไร” ก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากและส่งเสียงให้เธอเงียบ
หลังจากนั้น ระหว่างช่วงพัก ทารีนากล่าวว่า บุคคลดังกล่าวชวนเธอกลับบ้านกับเขา และบอกว่าสามารถไปส่งเธอที่สถานีรถไฟได้ แต่เธอปฏิเสธ
ทารีนากล่าวว่า เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นเธอพยายามอยู่ในบริเวณที่มีกล้องวงจรปิด หลีกเลี่ยงการอยู่กับบุคคลดังกล่าวและออกจากสถานที่ฝึกงานให้เร็วที่สุดในแต่ละวัน
หนูพยายามฝืนทนทำจนจบ เพราะมันเป็นเทอมสุดท้าย ถ้าไม่จบ เราจะเรียนคอร์สต่อไปไม่ได้ทารีนา
ทารีนาไม่ใช่นักเรียนต่างชาติเพียงคนเดียวที่บอกว่าเคยมีประสบการณ์กับบุคลากรคนดังกล่าว
ฟ้าใส ซึ่งเข้าฝึกงานในสถานที่เดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน บอกกับเอสบีเอส ไทยว่า เธอเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยตั้งแต่วันแรกของการฝึกงาน หลังจากบุคลากรคนดังกล่าวเรียกให้เธอติดตามเพื่อเรียนรู้หน้าที่และวิธีดูแลผู้พักอาศัย
หมายเหตุ: “ฟ้าใส” เป็นนามสมมติ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์
ระหว่างช่วยผู้พักอาศัยชายอาบน้ำและโกนหนวด ฟ้าใสบอกว่า บุคคลดังกล่าวจับมือเธอเพื่อสาธิตวิธีการทำงาน ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกไม่สบายใจ
“หน้าเขาเข้าใกล้มาก ๆ แล้วก็เหมือนแผ่นอกเขาเกือบถึงแผ่นหลังเรา รู้สึกได้ว่าเสื้อเขาโดนหลังเรา”
ฟ้าใสบอกว่า ในตอนนั้นเธอไม่กล้าขยับออกหรือพูดอะไร เพราะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังคิดมากเกินไปหรือไม่ เธอจึงพยายามทำงานให้เสร็จ ก่อนจะหลีกเลี่ยงบุคคลดังกล่าวหลังจากนั้น
ฟ้าใสบอกว่า นักศึกษาไม่ได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผยถึงประสบการณ์เหล่านี้ในช่วงฝึกงาน เพราะเกรงจะกระทบต่อการฝึกงาน
จนกระทั่งการฝึกงานสิ้นสุดลงและทุกคนได้รับเอกสารรับรองการเรียนแล้ว พวกเขาจึงมีการพูดคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการฝึกงาน
“เพิ่งมานั่งคุยกันจริง ๆ ตอนที่เพื่อนทั้งกลุ่มฝึกงานกันเสร็จหมดแล้ว ได้ใบจบเรียบร้อยแล้ว แบบ เธอก็โดนเหรอ เธอก็โดนเหรอ’”
จากการร้องเรียนสู่กระบวนการทางกฎหมาย
ฟ้าใสกล่าวว่า หลังจากนักเรียนหลายคนเริ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน นักเรียนกลุ่มนี้จึงนำเรื่องไปแจ้งต่อสถาบันการศึกษา โดยแต่ละคนได้รับแจ้งให้เขียนรายละเอียดเหตุการณ์ ก่อนที่สถาบันจะพูดคุยกับนักเรียนเป็นรายบุคคล
ทารีนากล่าวว่า ก่อนหน้านั้นมีนักเรียนคนอื่นเคยแจ้งข้อกังวลเกี่ยวกับบุคคลเดียวกันต่อผู้จัดการของสถานที่ฝึกงานแล้ว และหลังเผชิญเหตุด้วยตัวเอง เธอได้ส่งอีเมลแจ้งสถานที่ฝึกงานเช่นกัน แต่กล่าวว่าไม่ได้รับคำตอบ
เมื่อกลุ่มนักเรียนตัดสินใจแจ้งตำรวจ ฟ้าใสบอกว่า พวกเธอได้รับแจ้งจากสถาบันการศึกษาให้ดำเนินการด้วยตัวเอง พวกเธอจึงเดินทางไปสถานีตำรวจในซิดนีย์ด้วยกัน
ฟ้าใสบอกว่า หลังจากนั้นสถาบันให้ความร่วมมือกับการสอบสวนของตำรวจ รวมถึงเปิดให้ตำรวจเข้ามาดำเนินการสอบสวนที่สถานศึกษา แต่สิ่งที่เธอรู้สึกว่าขาดหายไปคือการติดตามดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคลจากบุคลากรของสถาบันเกี่ยวกับสภาพจิตใจหรือความช่วยเหลืออื่นที่อาจต้องการ
“มันไม่มีการ follow up case แบบตัวต่อตัวเลย ถามว่า ‘you okay ไหม เป็นยังไงบ้าง"
ทารีนากล่าวเช่นกันว่า เธอไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันในการเดินทางไปแจ้งตำรวจหรือระหว่างกระบวนการทางศาล และไม่มีผู้แทนจากสถาบันเดินทางไปสถานีตำรวจหรือขึ้นศาลกับกลุ่มนักเรียน
"วันขึ้นศาล ฝั่งนั้นเขามีผู้จัดการมาด้วย ทางฝั่งนักเรียนมีแต่พวกเราล้วนๆ ไม่มีใครจากโรงเรียนมาซับพอร์ต"
สำหรับนักเรียนต่างชาติทั้งสองคน การต้องเข้าสู่กระบวนการที่ไม่คุ้นเคยโดยไม่มีบุคลากรจากสถาบันอยู่ด้วยเป็นเรื่องที่พวกเธอมองว่ามันยากลำบากมากขึ้น
เราเป็นนักเรียนต่างชาติ ปัญหาคือภาษา เราไม่ได้เข้าใจกฎหมายที่นี่ และทุกคนยังกังวลเรื่องสถานะวีซ่าทารีนา
ส่วนฟ้าใสบอกว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับนักเรียนต่างชาติ เธออยากเห็นสถาบันการศึกษามีบทบาทช่วยเหลือนักเรียนมากขึ้น ตั้งแต่การไปแจ้งตำรวจไปจนถึงกระบวนการทางศาล
"เรามาอยู่ตรงนี้ เรามากันคนเดียว แล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นอกจากโรงเรียนแล้ว เราจะพึ่งพาใคร”
เอสบีเอส ไทย ติดต่อสถาบันการศึกษาเพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการรับมือกับข้อร้องเรียนและความช่วยเหลือที่จัดให้แก่นักเรียน รวมถึงข้อกล่าวหาของทารีนาและฟ้าใส แต่ไม่ได้รับคำตอบก่อนเผยแพร่
เอสบีเอส ไทย ยังติดต่อสถานที่ฝึกงานเพื่อสอบถามเกี่ยวกับมาตรการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนระหว่างการฝึกงาน รวมถึงการดำเนินการขององค์กรเมื่อได้รับรายงานเกี่ยวกับบุคลากรคนดังกล่าว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับก่อนเผยแพร่
ใครมีหน้าที่ดูแลนักศึกษาระหว่างการฝึกงาน
หน่วยงานกำกับดูแลการศึกษาสายอาชีพของออสเตรเลียระบุว่า การฝึกงานของนักเรียนยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงของระบบอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม หรือ VET
จากรายงาน ASQA Risk Priorities 2025–26 ของสำนักงานกำกับคุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรมของออสเตรเลีย (Australian Skills Quality Authority — ASQA) ระบุถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการการฝึกงาน ตั้งแต่การรับนักเรียนเกินกว่าจำนวนสถานที่ฝึกงานที่มีอยู่ การสนับสนุนนักเรียนและสถานประกอบการที่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงการไม่ดำเนินการประเมินในสถานที่ทำงานตามที่หลักสูตรกำหนด
ASQA ระบุด้วยว่า การฝึกงานที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้นักศึกษาเผชิญความเสี่ยงต่อความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพ ขณะที่การขโมยค่าจ้างและการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฝึกงาน
หน่วยงานยังระบุว่า นักเรียนบางกลุ่มเผชิญอุปสรรคเพิ่มเติมในการเข้าถึงและผ่านการฝึกงาน รวมถึงนักเรียนต่างชาติ ผู้พิการ ผู้ที่มาจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่เสียเปรียบ และผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานจำกัด
ASQA ระบุว่า นักเรียนต่างชาติที่ถือวีซ่าชั่วคราวมีความเปราะบางต่อการถูกแสวงหาประโยชน์เป็นพิเศษ เนื่องจากความไม่สมดุลทางอำนาจ
โฆษก ASQA ให้ข้อมูลกับเอสบีเอส ไทยทางอีเมลว่า Registered Training Organisations (RTOs) มีหน้าที่ตามกฎหมายในการปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับองค์กรฝึกอบรมที่จดทะเบียน รวมถึงหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน
ASQA ระบุว่า ภายใต้ Outcome Standard 2.6 หน้าที่ดังกล่าวครอบคลุมถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนระหว่างการฝึกงานภาคบังคับกับองค์กรภายนอกด้วย
หน่วยงานยังระบุว่า RTO ต้องแจ้ง ASQA เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถของสถานศึกษาในการปฏิบัติตามหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของนักเรียนและการจัดการความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเอสบีเอส ไทย ถามว่า RTO ควรดำเนินการอย่างไรเมื่อได้รับรายงานการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างการฝึกงาน และ ASQA เคยเข้ามากำกับดูแลหรือตรวจสอบกรณีของนักเรียนที่มีประสบการณ์คุกคามในที่ทำงานหรือไม่หรือไม่ หน่วยงานไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว
ASQA ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขอบเขตการกำกับดูแลของหน่วยงานครอบคลุม RTO แต่ไม่ได้ครอบคลุมองค์กรภายนอกที่รับนักเรียนเข้าฝึกงาน และ ASQA ไม่มีหน้าที่สอบสวนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญา
ทำไมนักศึกษาบางคนจึงไม่ร้องเรียน
ฌอน สติมสัน ทนายอาวุโสจาก International Student Legal Service NSW กล่าวว่า เขาให้คำปรึกษาแก่นักเรียนต่างชาติที่ประสบปัญหาการล่วงละเมิดหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมระหว่างการฝึกงานอยู่เป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ผู้ที่เข้ามาหาบริการของเขาคือนักเรียนที่ประสบปัญหา จึงไม่สามารถใช้กรณีเหล่านี้เป็นภาพแทนประสบการณ์ของนักเรียนต่างชาติทั้งหมด หรือระบุได้ว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด
สิ่งหนึ่งที่สติมสันมองว่าน่ากังวล คือบางครั้งมีนักเรียนหลายคนเข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสถานที่ฝึกงานแห่งเดียวกัน
เราเคยพบกรณีที่ต้องให้คำปรึกษานักศึกษาหลายคน หรือมีลูกความหลายรายเข้ามาขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสถานที่ฝึกงานแห่งเดียวกันฌอน สติมสัน
เขาอธิบายว่า ในบางกรณี เมื่อนักเรียนคนหนึ่งเริ่มเปิดเผยประสบการณ์ นักเรียนคนอื่นๆ ที่เคยฝึกงานในสถานที่เดียวกันจึงออกมาให้ข้อมูลตามมา
สติมสันมองว่า กรณีเช่นนี้น่ากังวล เพราะอาจบ่งชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นระยะและยังไม่ได้รับการจัดการให้ยุติลง
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ในบางกรณี บริการกฎหมายพบว่าสถานศึกษาอาจรับทราบพฤติกรรมที่หากพิจารณาตามกฎหมายอาจเข้าข่ายการล่วงละเมิด แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อยุติหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
“สิ่งนี้น่ากังวลยิ่งกว่า เพราะสถานศึกษามีหน้าที่ดูแลให้นักเรียนได้รับการคุ้มครองจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย การกลั่นแกล้งและการล่วงละเมิดไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกงาน”
สติมสันกล่าวว่า โดยหลักแล้วนักเรียนต่างชาติที่เข้าฝึกงานได้รับความคุ้มครองจากอันตรายทางร่างกายและจิตใจ การล่วงละเมิดทางเพศ การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ เช่นเดียวกับบุคคลอื่นในสถานที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม หน้าที่ทางกฎหมายของแต่ละฝ่ายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและสถานการณ์ของแต่ละกรณี
สำหรับนักเรียนบางคน การออกจากสถานที่ฝึกงานอาจเป็นเรื่องยาก เพราะการฝึกงานเป็นข้อกำหนดสำคัญของหลักสูตร โดยเฉพาะเมื่อบุคคลที่นักเรียนต้องการร้องเรียนเป็นหัวหน้างาน พี่เลี้ยง ผู้ประเมิน หรือผู้มีอำนาจรับรองว่านักศึกษาผ่านเกณฑ์ของหลักสูตรหรือไม่
พวกเขาต้องการให้การฝึกงานผ่านการรับรองเพื่อที่จะเรียนต่อให้จบ บางคนจึงเลือกอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกฌอน สติมสัน
นอกเหนือจากความกังวลเรื่องการเรียนแล้ว สติมสันกล่าวว่า นักศึกษาต่างชาติอาจกลัวว่าการร้องเรียนจะส่งผลกระทบต่อวีซ่า รวมถึงเผชิญอุปสรรคด้านภาษา ความไม่คุ้นเคยกับกฎหมายออสเตรเลีย ความแตกต่างทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ และความกังวลว่าข้อมูลของตนจะถูกเก็บเป็นความลับหรือไม่
นักเรียนบางคนจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว
“หลายคนเข้ามาหาเราหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว พวกเขารอจนการฝึกงานได้รับการรับรองและได้รับวุฒิการศึกษาที่ต้องการก่อน”
จะหาแหล่งข้อมูลและการช่วยเหลือจากที่ไหน
สติมสันกล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุ สิ่งแรกที่นักศึกษาควรทำคือออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยและขอความช่วยเหลือทันที จากนั้นควรบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ เช่น วัน เวลา ข้อความ อีเมล รายชื่อผู้เกี่ยวข้องและพยาน รวมถึงแจ้งเรื่องต่อทั้งสถานศึกษาและองค์กรที่รับฝึกงาน
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการให้ข้อมูลเหล่านี้ควรเริ่มขึ้นก่อนที่นักศึกษาจะเข้าสู่สถานที่ฝึกงาน โดยสถานศึกษาควรอธิบายให้นักศึกษาทราบว่า พฤติกรรมใดไม่สามารถยอมรับได้ นักเรียนมีสิทธิอะไร และสามารถร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากที่ใด
สติมสันกล่าวว่า แม้จะมีกฎหมายและช่องทางให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ข้อมูลที่นักเรียนต้องใช้ยังอยู่ในหลายแหล่ง และไม่มีการรวบรวมแหล่งข้อมูลไว้ด้วยกันเพื่อให้ค้นหาข้อมูลได้อย่างสะดวก
ในปัจจุบัน International Student Legal Service NSW ได้จัดทำคู่มือ Fact sheet Speak Up, Speak Out ซึ่งมีรายละเอียดในภาษาต่างๆ รวมถึงภาษาไทยด้วย เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่อาจผิดกฎหมาย สิทธิของนักเรียน นักศึกษาต่างชาติ และช่องทางร้องเรียน
เกือบสองปีกว่าคดีจะสิ้นสุด
เช่นเดียวกันกับทารีนา ที่เธอบอกว่า อุปสรรคด้านภาษา ความไม่คุ้นเคยกับกฎหมาย และความกังวลเรื่องสถานะวีซ่า เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เธอบอกว่าต้องเผชิญหลังจากตัดสินใจร้องเรียน
เหตุการณ์ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเธอ ทารีนากล่าวว่า หลังเกิดเหตุเธอมีอาการหวาดระแวง นอนไม่หลับและมีความเครียด จนต้องเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
“ในเรื่องของจิตใจหนูต้องไปปรึกษาโรงพยาบาลซิดนีย์ นอนไม่หลับ วิตกกังวล มันเครียดมาก”
เธอกล่าวว่า เหตุการณ์ยังทำให้ตั้งคำถามกับการตัดสินใจมาเรียนในออสเตรเลีย
มีความรู้สึกว่าฉันมาเรียนทำไมต้องเจออะไรแบบนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นต้องเงียบเหรอ ทำไมปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขทารีนา
ในเวลาต่อมา แม้ทารีนาจะสามารถย้ายไปเรียนกับสถาบันแห่งใหม่ แต่กระบวนการทางคดีใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะสิ้นสุดลงในช่วงต้นปี 2026
จากอีเมลของตำรวจที่เอสบีเอส ไทย ตรวจสอบ ซึ่งแจ้งผลคดีแก่นักเรียนที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า บุคคลดังกล่าวถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน sexual touching และได้รับโทษปรับ 12,000 ดอลลาร์ พร้อมและมีคำสั่งให้รับโทษในชุมชน (Community Correction Order หรือ CCO) เป็นเวลา 2 ปี
ตำรวจยังระบุว่า หลังคดีอาญาสิ้นสุดลง คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนด้านการดูแลสุขภาพแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Health Care Complaints Commission —HCCC) จะดำเนินการสอบสวนต่อไป
“ระบบควรปกป้องผู้เรียน”
แม้คดีอาญาจะสิ้นสุดลง แต่สำหรับทารีนา คำถามเกี่ยวกับการดูแลนักเรียนระหว่างการฝึกงาน และสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหลังจากนักศึกษาแจ้งว่าไม่ปลอดภัยยังคงอยู่
เธอกล่าวว่า สิ่งที่ต้องการเห็นไม่ใช่เพียงรายชื่อหน่วยงานหรือเว็บไซต์สำหรับร้องเรียน แต่เป็นกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อให้นักเรียนต่างชาติรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงมีทางเลือกในการออกจากสถานที่ฝึกงานที่ไม่ปลอดภัย
สำหรับนักเรียนต่างชาติที่กำลังพิจารณามาเรียนในออสเตรเลีย ทารีนาแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร สถาบันการศึกษา และการจัดหาสถานที่ฝึกงานจากหลายแหล่ง ไม่พึ่งข้อมูลจากตัวแทนการศึกษาเพียงอย่างเดียว
รวมถึงสอบถามก่อนเริ่มเรียนว่า หากเกิดเหตุไม่ปลอดภัยระหว่างการฝึกงานจะสามารถติดต่อใคร และมีทางเลือกในการเปลี่ยนสถานที่ฝึกงานหรือไม่
สำหรับทารีนาการตัดสินใจออกมาเล่าประสบการณ์ครั้งนี้เธอต้องการให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอและเพื่อนๆ นำไปสู่การทบทวนมาตรการในการดูแลนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องออกไปฝึกงาน
“ระบบต่างๆ มีหน้าที่ปกป้องผู้เรียน หากปล่อยให้ผู้เสียหายต้องต่อสู้อย่างลำพัง ก็สะท้อนว่าความปลอดภัยและความยุติธรรมยังไม่เกิดขึ้นจริง”
หากคุณหรือคนที่รู้จักได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางเพศ สามารถติดต่อ 1800RESPECT ที่หมายเลข 1800 737 732
สำหรับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและสุขภาวะ สามารถติดต่อ Beyond Blue ที่หมายเลข 1300 22 4636
หากคุณอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โทร Triple Zero (000)
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





