SKIP TO MAIN CONTENT

Thai Voice: นักเรียนไทยสองคนเล่าประสบการณ์ในที่ฝึกงานสู่การต่อสู้คดีล่วงละเมิดในออสเตรเลีย

Thai international student workplacement
สำนักงานกำกับคุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรมของออสเตรเลีย (Australian Skills Quality Authority) ระบุถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการการฝึกงานที่ระบุว่าการฝึกงานที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้นักศึกษาเผชิญความเสี่ยงต่อความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพ Credit: Adhitya Sibikumar/marco fileccia/Jeremy Goldberg/Unsplash

การฝึกงานภาคบังคับในสถานดูแลผู้สูงอายุที่กลายเป็นฝันร้ายและเป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียนและคดีความที่กินเวลาเกือบสองปีของนักเรียนไทยสองคน พวกเธอเผยประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรคนเดียวกันในที่ฝึกงานโดยหวังว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการดูแลและคุ้มครองนักเรียนต่างชาติในสถานที่ฝึกงานของออสเตรเลีย


Published

By Chayada Powell

Source: SBS


Skip to podcast episode content

การฝึกงานภาคบังคับในสถานดูแลผู้สูงอายุที่กลายเป็นฝันร้ายและเป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียนและคดีความที่กินเวลาเกือบสองปีของนักเรียนไทยสองคน พวกเธอเผยประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรคนเดียวกันในที่ฝึกงานโดยหวังว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการดูแลและคุ้มครองนักเรียนต่างชาติในสถานที่ฝึกงานของออสเตรเลีย


สรุปข่าว

  • นักเรียนไทยรายหนึ่งบอกว่าเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึกสอน ระหว่างการฝึกงานภาคบังคับในสถานดูแลผู้สูงอายุในรัฐนิวเซาท์เวลส์
  • นักเรียนไทยหลายคนร้องเรียนบุคลากรคนเดียวกัน ก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน sexual touching
  • ASQA ระบุว่าการฝึกงานยังเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในภาค VET ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่าความกังวลเรื่องการเรียน วีซ่า และภาษา อาจทำให้นักเรียนต่างชาติลังเลที่จะร้องเรียนหรือออกจากสถานที่ฝึกงานที่ไม่ปลอดภัย

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ทารีนาเคยทำงานด้านสาธารณสุขในประเทศไทย ก่อนตัดสินใจเดินทางมาเรียนต่อที่ออสเตรเลีย

หมายเหตุ: “ทารีนา” เป็นนามสมมติ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์

เธอตั้งใจมาพัฒนาภาษาอังกฤษและต่อยอดความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยเลือกออสเตรเลียเพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานการศึกษาและระบบการดูแลผู้รับบริการด้านสุขภาพ

แต่การฝึกงานภาคบังคับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียนว่าบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึกสอนล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งคดีกินเวลาเกือบสองปีกว่าจะสิ้นสุด

เลือกเรียนในสายงานที่ออสเตรเลียขาดแคลน

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการออสเตรเลียระบุว่า ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2026 มีการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาต่างชาติในภาคการศึกษาและฝึกอบรมสายอาชีพ หรือ VET จำนวน 219,994 enrolments ทั่วประเทศ

ทารีนาเป็นหนึ่งในนักเรียนต่างชาติที่เลือกเส้นทางการศึกษาสายอาชีพ เธอเล่าว่าเริ่มค้นหาหลักสูตรและสถาบันการศึกษาผ่านเว็บไซต์และตัวแทนการศึกษา ก่อนตัดสินใจเรียนด้าน Individual Support และ Disability Support ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์การทำงานเดิมของเธอ

นอกจากความสนใจในสายงานด้านสุขภาพแล้ว เธอมองว่าสายงานนี้มีความต้องการแรงงาน เปิดโอกาสให้ทำงานนอกเวลา และอาจต่อยอดสู่อาชีพในออสเตรเลียได้

ในช่วงแรก ทารีนากล่าวว่าสถาบันที่เลือกดูน่าเชื่อถือ มีระบบการเรียนและวิชาเรียนที่ดูเป็นสมเหตุสมผล และไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เธอรู้สึกกังวล

ฝันร้ายระหว่างการฝึกงานภาคบังคับ

การเรียนสายอาชีพบางหลักสูตรในออสเตรเลียกำหนดให้ผู้เรียนต้องฝึกปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานจริง เพื่อผ่านข้อกำหนดและการประเมินของหลักสูตร

ทารีนากล่าวว่า หลักสูตรที่เธอเรียนกำหนดให้ต้องผ่านการฝึกงานรวม 300 ชั่วโมง เธอพยายามเสนอสถานที่ฝึกงานที่หาไว้เองหลายแห่ง แต่ไม่ได้รับอนุมัติ สุดท้ายต้องรอจนถึงภาคเรียนสุดท้าย ก่อนเข้าฝึกงานในสถานที่ที่สถาบันการศึกษาจัดหาให้

การฝึกงานซึ่งควรเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงาน กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ทารีนาบอกว่าเป็นเหมือน “ฝันร้าย”

เมื่อเข้าปฏิบัติงานในสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ทารีนาต้องทำงานร่วมกับบุคลากรของสถานที่ฝึกงานซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงสอนงานเธอ

ทารีนากล่าวกับเอสบีเอส ไทยว่า เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในช่วงเย็น ขณะที่เธอกำลังช่วยพยุงผู้รับบริการเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ บุคลากรดังกล่าวเข้ามาทางด้านหลัง โดยบอกว่าจะแสดงวิธีพยุงผู้รับบริการให้เธอดู

เธอระบุว่า เขาสัมผัสบริเวณด้านข้างลำตัวและใต้หน้าอกของเธอ ก่อนขยับเข้ามาแนบชิดจากด้านหลัง

ทารีนากล่าวว่า เธอถามว่า “คุณทำอะไร” ก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากและส่งเสียงให้เธอเงียบ

หลังจากนั้น ระหว่างช่วงพัก ทารีนากล่าวว่า บุคคลดังกล่าวชวนเธอกลับบ้านกับเขา และบอกว่าสามารถไปส่งเธอที่สถานีรถไฟได้ แต่เธอปฏิเสธ

ทารีนากล่าวว่า เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นเธอพยายามอยู่ในบริเวณที่มีกล้องวงจรปิด หลีกเลี่ยงการอยู่กับบุคคลดังกล่าวและออกจากสถานที่ฝึกงานให้เร็วที่สุดในแต่ละวัน

หนูพยายามฝืนทนทำจนจบ เพราะมันเป็นเทอมสุดท้าย ถ้าไม่จบ เราจะเรียนคอร์สต่อไปไม่ได้
ทารีนา

ทารีนาไม่ใช่นักเรียนต่างชาติเพียงคนเดียวที่บอกว่าเคยมีประสบการณ์กับบุคลากรคนดังกล่าว

ฟ้าใส ซึ่งเข้าฝึกงานในสถานที่เดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน บอกกับเอสบีเอส ไทยว่า เธอเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยตั้งแต่วันแรกของการฝึกงาน หลังจากบุคลากรคนดังกล่าวเรียกให้เธอติดตามเพื่อเรียนรู้หน้าที่และวิธีดูแลผู้พักอาศัย

หมายเหตุ: “ฟ้าใส” เป็นนามสมมติ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์

ระหว่างช่วยผู้พักอาศัยชายอาบน้ำและโกนหนวด ฟ้าใสบอกว่า บุคคลดังกล่าวจับมือเธอเพื่อสาธิตวิธีการทำงาน ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกไม่สบายใจ

“หน้าเขาเข้าใกล้มาก ๆ แล้วก็เหมือนแผ่นอกเขาเกือบถึงแผ่นหลังเรา รู้สึกได้ว่าเสื้อเขาโดนหลังเรา”

ฟ้าใสบอกว่า ในตอนนั้นเธอไม่กล้าขยับออกหรือพูดอะไร เพราะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังคิดมากเกินไปหรือไม่ เธอจึงพยายามทำงานให้เสร็จ ก่อนจะหลีกเลี่ยงบุคคลดังกล่าวหลังจากนั้น

ฟ้าใสบอกว่า นักศึกษาไม่ได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผยถึงประสบการณ์เหล่านี้ในช่วงฝึกงาน เพราะเกรงจะกระทบต่อการฝึกงาน

จนกระทั่งการฝึกงานสิ้นสุดลงและทุกคนได้รับเอกสารรับรองการเรียนแล้ว พวกเขาจึงมีการพูดคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการฝึกงาน

“เพิ่งมานั่งคุยกันจริง ๆ ตอนที่เพื่อนทั้งกลุ่มฝึกงานกันเสร็จหมดแล้ว ได้ใบจบเรียบร้อยแล้ว แบบ เธอก็โดนเหรอ เธอก็โดนเหรอ’”

จากการร้องเรียนสู่กระบวนการทางกฎหมาย

ฟ้าใสกล่าวว่า หลังจากนักเรียนหลายคนเริ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน นักเรียนกลุ่มนี้จึงนำเรื่องไปแจ้งต่อสถาบันการศึกษา โดยแต่ละคนได้รับแจ้งให้เขียนรายละเอียดเหตุการณ์ ก่อนที่สถาบันจะพูดคุยกับนักเรียนเป็นรายบุคคล

ทารีนากล่าวว่า ก่อนหน้านั้นมีนักเรียนคนอื่นเคยแจ้งข้อกังวลเกี่ยวกับบุคคลเดียวกันต่อผู้จัดการของสถานที่ฝึกงานแล้ว และหลังเผชิญเหตุด้วยตัวเอง เธอได้ส่งอีเมลแจ้งสถานที่ฝึกงานเช่นกัน แต่กล่าวว่าไม่ได้รับคำตอบ

เมื่อกลุ่มนักเรียนตัดสินใจแจ้งตำรวจ ฟ้าใสบอกว่า พวกเธอได้รับแจ้งจากสถาบันการศึกษาให้ดำเนินการด้วยตัวเอง พวกเธอจึงเดินทางไปสถานีตำรวจในซิดนีย์ด้วยกัน

ฟ้าใสบอกว่า หลังจากนั้นสถาบันให้ความร่วมมือกับการสอบสวนของตำรวจ รวมถึงเปิดให้ตำรวจเข้ามาดำเนินการสอบสวนที่สถานศึกษา แต่สิ่งที่เธอรู้สึกว่าขาดหายไปคือการติดตามดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคลจากบุคลากรของสถาบันเกี่ยวกับสภาพจิตใจหรือความช่วยเหลืออื่นที่อาจต้องการ

“มันไม่มีการ follow up case แบบตัวต่อตัวเลย ถามว่า ‘you okay ไหม เป็นยังไงบ้าง"

ทารีนากล่าวเช่นกันว่า เธอไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันในการเดินทางไปแจ้งตำรวจหรือระหว่างกระบวนการทางศาล และไม่มีผู้แทนจากสถาบันเดินทางไปสถานีตำรวจหรือขึ้นศาลกับกลุ่มนักเรียน

"วันขึ้นศาล ฝั่งนั้นเขามีผู้จัดการมาด้วย ทางฝั่งนักเรียนมีแต่พวกเราล้วนๆ ไม่มีใครจากโรงเรียนมาซับพอร์ต"

สำหรับนักเรียนต่างชาติทั้งสองคน การต้องเข้าสู่กระบวนการที่ไม่คุ้นเคยโดยไม่มีบุคลากรจากสถาบันอยู่ด้วยเป็นเรื่องที่พวกเธอมองว่ามันยากลำบากมากขึ้น

เราเป็นนักเรียนต่างชาติ ปัญหาคือภาษา เราไม่ได้เข้าใจกฎหมายที่นี่ และทุกคนยังกังวลเรื่องสถานะวีซ่า
ทารีนา

ส่วนฟ้าใสบอกว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับนักเรียนต่างชาติ เธออยากเห็นสถาบันการศึกษามีบทบาทช่วยเหลือนักเรียนมากขึ้น ตั้งแต่การไปแจ้งตำรวจไปจนถึงกระบวนการทางศาล

"เรามาอยู่ตรงนี้ เรามากันคนเดียว แล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นอกจากโรงเรียนแล้ว เราจะพึ่งพาใคร”

เอสบีเอส ไทย ติดต่อสถาบันการศึกษาเพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการรับมือกับข้อร้องเรียนและความช่วยเหลือที่จัดให้แก่นักเรียน รวมถึงข้อกล่าวหาของทารีนาและฟ้าใส แต่ไม่ได้รับคำตอบก่อนเผยแพร่

เอสบีเอส ไทย ยังติดต่อสถานที่ฝึกงานเพื่อสอบถามเกี่ยวกับมาตรการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนระหว่างการฝึกงาน รวมถึงการดำเนินการขององค์กรเมื่อได้รับรายงานเกี่ยวกับบุคลากรคนดังกล่าว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับก่อนเผยแพร่

ใครมีหน้าที่ดูแลนักศึกษาระหว่างการฝึกงาน

หน่วยงานกำกับดูแลการศึกษาสายอาชีพของออสเตรเลียระบุว่า การฝึกงานของนักเรียนยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงของระบบอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม หรือ VET

จากรายงาน ASQA Risk Priorities 2025–26 ของสำนักงานกำกับคุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรมของออสเตรเลีย (Australian Skills Quality Authority — ASQA) ระบุถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการการฝึกงาน ตั้งแต่การรับนักเรียนเกินกว่าจำนวนสถานที่ฝึกงานที่มีอยู่ การสนับสนุนนักเรียนและสถานประกอบการที่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงการไม่ดำเนินการประเมินในสถานที่ทำงานตามที่หลักสูตรกำหนด

ASQA ระบุด้วยว่า การฝึกงานที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้นักศึกษาเผชิญความเสี่ยงต่อความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพ ขณะที่การขโมยค่าจ้างและการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฝึกงาน

หน่วยงานยังระบุว่า นักเรียนบางกลุ่มเผชิญอุปสรรคเพิ่มเติมในการเข้าถึงและผ่านการฝึกงาน รวมถึงนักเรียนต่างชาติ ผู้พิการ ผู้ที่มาจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่เสียเปรียบ และผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานจำกัด

ASQA ระบุว่า นักเรียนต่างชาติที่ถือวีซ่าชั่วคราวมีความเปราะบางต่อการถูกแสวงหาประโยชน์เป็นพิเศษ เนื่องจากความไม่สมดุลทางอำนาจ

โฆษก ASQA ให้ข้อมูลกับเอสบีเอส ไทยทางอีเมลว่า Registered Training Organisations (RTOs) มีหน้าที่ตามกฎหมายในการปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับองค์กรฝึกอบรมที่จดทะเบียน รวมถึงหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน

ASQA ระบุว่า ภายใต้ Outcome Standard 2.6 หน้าที่ดังกล่าวครอบคลุมถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนระหว่างการฝึกงานภาคบังคับกับองค์กรภายนอกด้วย

หน่วยงานยังระบุว่า RTO ต้องแจ้ง ASQA เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถของสถานศึกษาในการปฏิบัติตามหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของนักเรียนและการจัดการความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเอสบีเอส ไทย ถามว่า RTO ควรดำเนินการอย่างไรเมื่อได้รับรายงานการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างการฝึกงาน และ ASQA เคยเข้ามากำกับดูแลหรือตรวจสอบกรณีของนักเรียนที่มีประสบการณ์คุกคามในที่ทำงานหรือไม่หรือไม่ หน่วยงานไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ASQA ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขอบเขตการกำกับดูแลของหน่วยงานครอบคลุม RTO แต่ไม่ได้ครอบคลุมองค์กรภายนอกที่รับนักเรียนเข้าฝึกงาน และ ASQA ไม่มีหน้าที่สอบสวนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญา

ทำไมนักศึกษาบางคนจึงไม่ร้องเรียน

ฌอน สติมสัน ทนายอาวุโสจาก International Student Legal Service NSW กล่าวว่า เขาให้คำปรึกษาแก่นักเรียนต่างชาติที่ประสบปัญหาการล่วงละเมิดหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมระหว่างการฝึกงานอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ผู้ที่เข้ามาหาบริการของเขาคือนักเรียนที่ประสบปัญหา จึงไม่สามารถใช้กรณีเหล่านี้เป็นภาพแทนประสบการณ์ของนักเรียนต่างชาติทั้งหมด หรือระบุได้ว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด

สิ่งหนึ่งที่สติมสันมองว่าน่ากังวล คือบางครั้งมีนักเรียนหลายคนเข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสถานที่ฝึกงานแห่งเดียวกัน

เราเคยพบกรณีที่ต้องให้คำปรึกษานักศึกษาหลายคน หรือมีลูกความหลายรายเข้ามาขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสถานที่ฝึกงานแห่งเดียวกัน
ฌอน สติมสัน

เขาอธิบายว่า ในบางกรณี เมื่อนักเรียนคนหนึ่งเริ่มเปิดเผยประสบการณ์ นักเรียนคนอื่นๆ ที่เคยฝึกงานในสถานที่เดียวกันจึงออกมาให้ข้อมูลตามมา

สติมสันมองว่า กรณีเช่นนี้น่ากังวล เพราะอาจบ่งชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นระยะและยังไม่ได้รับการจัดการให้ยุติลง

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ในบางกรณี บริการกฎหมายพบว่าสถานศึกษาอาจรับทราบพฤติกรรมที่หากพิจารณาตามกฎหมายอาจเข้าข่ายการล่วงละเมิด แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อยุติหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

“สิ่งนี้น่ากังวลยิ่งกว่า เพราะสถานศึกษามีหน้าที่ดูแลให้นักเรียนได้รับการคุ้มครองจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย การกลั่นแกล้งและการล่วงละเมิดไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกงาน”

สติมสันกล่าวว่า โดยหลักแล้วนักเรียนต่างชาติที่เข้าฝึกงานได้รับความคุ้มครองจากอันตรายทางร่างกายและจิตใจ การล่วงละเมิดทางเพศ การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ เช่นเดียวกับบุคคลอื่นในสถานที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม หน้าที่ทางกฎหมายของแต่ละฝ่ายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและสถานการณ์ของแต่ละกรณี

สำหรับนักเรียนบางคน การออกจากสถานที่ฝึกงานอาจเป็นเรื่องยาก เพราะการฝึกงานเป็นข้อกำหนดสำคัญของหลักสูตร โดยเฉพาะเมื่อบุคคลที่นักเรียนต้องการร้องเรียนเป็นหัวหน้างาน พี่เลี้ยง ผู้ประเมิน หรือผู้มีอำนาจรับรองว่านักศึกษาผ่านเกณฑ์ของหลักสูตรหรือไม่

พวกเขาต้องการให้การฝึกงานผ่านการรับรองเพื่อที่จะเรียนต่อให้จบ บางคนจึงเลือกอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก
ฌอน สติมสัน

นอกเหนือจากความกังวลเรื่องการเรียนแล้ว สติมสันกล่าวว่า นักศึกษาต่างชาติอาจกลัวว่าการร้องเรียนจะส่งผลกระทบต่อวีซ่า รวมถึงเผชิญอุปสรรคด้านภาษา ความไม่คุ้นเคยกับกฎหมายออสเตรเลีย ความแตกต่างทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ และความกังวลว่าข้อมูลของตนจะถูกเก็บเป็นความลับหรือไม่

นักเรียนบางคนจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว

“หลายคนเข้ามาหาเราหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว พวกเขารอจนการฝึกงานได้รับการรับรองและได้รับวุฒิการศึกษาที่ต้องการก่อน”

จะหาแหล่งข้อมูลและการช่วยเหลือจากที่ไหน

สติมสันกล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุ สิ่งแรกที่นักศึกษาควรทำคือออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยและขอความช่วยเหลือทันที จากนั้นควรบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ เช่น วัน เวลา ข้อความ อีเมล รายชื่อผู้เกี่ยวข้องและพยาน รวมถึงแจ้งเรื่องต่อทั้งสถานศึกษาและองค์กรที่รับฝึกงาน

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการให้ข้อมูลเหล่านี้ควรเริ่มขึ้นก่อนที่นักศึกษาจะเข้าสู่สถานที่ฝึกงาน โดยสถานศึกษาควรอธิบายให้นักศึกษาทราบว่า พฤติกรรมใดไม่สามารถยอมรับได้ นักเรียนมีสิทธิอะไร และสามารถร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากที่ใด

สติมสันกล่าวว่า แม้จะมีกฎหมายและช่องทางให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ข้อมูลที่นักเรียนต้องใช้ยังอยู่ในหลายแหล่ง และไม่มีการรวบรวมแหล่งข้อมูลไว้ด้วยกันเพื่อให้ค้นหาข้อมูลได้อย่างสะดวก

ในปัจจุบัน International Student Legal Service NSW ได้จัดทำคู่มือ Fact sheet Speak Up, Speak Out ซึ่งมีรายละเอียดในภาษาต่างๆ รวมถึงภาษาไทยด้วย เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่อาจผิดกฎหมาย สิทธิของนักเรียน นักศึกษาต่างชาติ และช่องทางร้องเรียน

เกือบสองปีกว่าคดีจะสิ้นสุด

เช่นเดียวกันกับทารีนา ที่เธอบอกว่า อุปสรรคด้านภาษา ความไม่คุ้นเคยกับกฎหมาย และความกังวลเรื่องสถานะวีซ่า เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เธอบอกว่าต้องเผชิญหลังจากตัดสินใจร้องเรียน

เหตุการณ์ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเธอ ทารีนากล่าวว่า หลังเกิดเหตุเธอมีอาการหวาดระแวง นอนไม่หลับและมีความเครียด จนต้องเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

“ในเรื่องของจิตใจหนูต้องไปปรึกษาโรงพยาบาลซิดนีย์ นอนไม่หลับ วิตกกังวล มันเครียดมาก”

เธอกล่าวว่า เหตุการณ์ยังทำให้ตั้งคำถามกับการตัดสินใจมาเรียนในออสเตรเลีย

มีความรู้สึกว่าฉันมาเรียนทำไมต้องเจออะไรแบบนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นต้องเงียบเหรอ ทำไมปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
ทารีนา

ในเวลาต่อมา แม้ทารีนาจะสามารถย้ายไปเรียนกับสถาบันแห่งใหม่ แต่กระบวนการทางคดีใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะสิ้นสุดลงในช่วงต้นปี 2026

จากอีเมลของตำรวจที่เอสบีเอส ไทย ตรวจสอบ ซึ่งแจ้งผลคดีแก่นักเรียนที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า บุคคลดังกล่าวถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน sexual touching และได้รับโทษปรับ 12,000 ดอลลาร์ พร้อมและมีคำสั่งให้รับโทษในชุมชน (Community Correction Order หรือ CCO) เป็นเวลา 2 ปี

ตำรวจยังระบุว่า หลังคดีอาญาสิ้นสุดลง คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนด้านการดูแลสุขภาพแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Health Care Complaints Commission —HCCC) จะดำเนินการสอบสวนต่อไป

“ระบบควรปกป้องผู้เรียน”

แม้คดีอาญาจะสิ้นสุดลง แต่สำหรับทารีนา คำถามเกี่ยวกับการดูแลนักเรียนระหว่างการฝึกงาน และสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหลังจากนักศึกษาแจ้งว่าไม่ปลอดภัยยังคงอยู่

เธอกล่าวว่า สิ่งที่ต้องการเห็นไม่ใช่เพียงรายชื่อหน่วยงานหรือเว็บไซต์สำหรับร้องเรียน แต่เป็นกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อให้นักเรียนต่างชาติรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงมีทางเลือกในการออกจากสถานที่ฝึกงานที่ไม่ปลอดภัย

สำหรับนักเรียนต่างชาติที่กำลังพิจารณามาเรียนในออสเตรเลีย ทารีนาแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร สถาบันการศึกษา และการจัดหาสถานที่ฝึกงานจากหลายแหล่ง ไม่พึ่งข้อมูลจากตัวแทนการศึกษาเพียงอย่างเดียว

รวมถึงสอบถามก่อนเริ่มเรียนว่า หากเกิดเหตุไม่ปลอดภัยระหว่างการฝึกงานจะสามารถติดต่อใคร และมีทางเลือกในการเปลี่ยนสถานที่ฝึกงานหรือไม่

สำหรับทารีนาการตัดสินใจออกมาเล่าประสบการณ์ครั้งนี้เธอต้องการให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอและเพื่อนๆ นำไปสู่การทบทวนมาตรการในการดูแลนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องออกไปฝึกงาน

“ระบบต่างๆ มีหน้าที่ปกป้องผู้เรียน หากปล่อยให้ผู้เสียหายต้องต่อสู้อย่างลำพัง ก็สะท้อนว่าความปลอดภัยและความยุติธรรมยังไม่เกิดขึ้นจริง”

หากคุณหรือคนที่รู้จักได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางเพศ สามารถติดต่อ 1800RESPECT ที่หมายเลข 1800 737 732

สำหรับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและสุขภาวะ สามารถติดต่อ Beyond Blue ที่หมายเลข 1300 22 4636

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โทร Triple Zero (000)

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now