สำหรับแรงงานไทยจำนวนหนึ่ง “งานฟาร์ม” มักถูกมองว่าเป็นประตูบานแรกของการเริ่มต้นชีวิตการทำงานในต่างประเทศ ทั้งในแง่โอกาสในการสร้างรายได้และประสบการณ์ชีวิต
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานข้ามชาติชี้ว่า แม้เส้นทางนี้จะเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติจำนวนไม่น้อย แต่โครงสร้างของระบบแรงงานข้ามชาติค่อนข้างมีความซับซ้อน
จากการตรวจสอบของเอสบีเอส ไทยพบว่าเส้นทางเข้าสู่งานฟาร์มในออสเตรเลีย มีหลายรูปแบบ และยังพบเงื่อนไขบางประการที่แรงงานต้องเผชิญ ที่อาจแตกต่างจากข้อมูลที่ได้รับก่อนเข้าทำงาน
ในบางกรณีข้อมูลที่เปิดเผยไม่หมดนี้ นำไปสู่สถานการณ์ที่แรงงานอาจตกอยู่ในความเปราะบาง หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบ
เส้นทางแรงงานไทยสู่งานฟาร์ม
เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับแรงงานไทยสองคน ซีและเป้ (นามสมติ) ที่เคยทำงานฟาร์มในออสเตรเลียด้วยวีซ่า Working Holiday
โดยแรงงานกลุ่มนี้ถือเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรออสเตรเลีย โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ฟาร์มต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมากตามฤดูกาล
จากข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลีย (Department of Home Affairs) ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน ปี 2024 มีผู้ถือวีซ่า Working Holiday Maker (subclass 417 และ 462) มากกว่า 170,000 คนในประเทศ
พวกเธอเปิดเผยประสบการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนการหางาน การต้องพึ่งพาเครือข่ายหางานอย่างไม่เป็นทางการ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่สัมพันธ์กับรายได้
ซีเล่าให้เอสบีเอส ไทยฟังว่า เมื่อรู้ผลว่าเธอได้วีซ่า เวิร์ก แอนด์ ฮอลิเดย์ (Work and Holiday (WAH) เธอจึงตัดสินใจสมัครงานฟาร์มตั้งแต่ก่อนเดินทางมาออสเตรเลีย หลังเห็นประกาศรับสมัครในกลุ่มเฟซบุ๊ก แม้ยังไม่ทราบรายละเอียดของงานอย่างชัดเจน
“ตอนนั้นก็คือเหมือนเรามาครั้งแรก อะไรง่ายสุดก็เอาอันนั้นไว้ก่อน”
ขณะที่เป้เล่าว่าได้งานผ่านกลุ่มไลน์โอเพนแชตของคนไทย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลงานฟาร์มในออสเตรเลีย เธอระบุว่า งานฟาร์มยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของผู้ถือวีซ่า Work and Holiday (WAH) เนื่องจากสามารถใช้เป็นเงื่อนไขต่อวีซ่าได้
“งานฟาร์มเป็นหนึ่งในประเภทงานที่สามารถ extend ให้เป็น year 2, year 3 ได้”
ระบบจัดหางาน คนกลาง และเงื่อนไขที่ต้องยอมรับ
แรงงานที่เอสบีเอส ไทยพูดคุยด้วยระบุว่า โดยมากเส้นทางเข้าสู่งานฟาร์มไม่ได้ผ่านการสมัครงานกับฟาร์มโดยตรง
แต่ผ่าน “คนกลาง” หรือผู้ประสานงานที่ทำหน้าที่จัดหางาน และส่งแรงงานเข้าไปทำงานกับฟาร์มต่างๆ โครงสร้างลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า “labour hire” หรือระบบจัดหางานผ่านคนกลาง ซึ่งพบได้ในภาคเกษตรของออสเตรเลีย
กระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของออสเตรเลีย (Department of Agriculture and fisheries and Forestry
ระบุว่า เกษตรกรจำนวนมากหันมาใช้บริษัทจัดหาแรงงานเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
โดยในช่วงที่มีความต้องการแรงงานสูงสุดในปี 2022–23 พบว่า แรงงานภาคพืชสวนแบบสัญญาจ้างเกือบสองในสาม หรือร้อยละ 64 ถูกจ้างผ่านบริษัทจัดหาแรงงาน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 52 ในปี 2019–20
ในหลายกรณี บทบาทของเครือข่ายจัดหาแรงงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหางาน แต่ยังครอบคลุมถึงการจัดหาที่พักและการเดินทางไปทำงาน ทำให้แรงงานต้องพึ่งพาเครือข่ายดังกล่าวในหลายด้าน

ซี ระบุว่าจากประสบการณ์ของเธอ ผู้ที่ประกาศรับสมัครงานไม่ใช่ฟาร์มโดยตรง แต่เป็นคนกลางที่ทำหน้าที่หาแรงงานต่างชาติ
ในมุมมองของเธอ โครงสร้างลักษณะนี้ทำให้คนกลางมีรายได้จากทั้งการจัดหาคนงานและจากค่าเช่าที่พัก
“เค้าจะได้หัวคิวจากการหาเด็กไปที่ฟาร์ม แล้วตัวเค้าเองก็จะได้ค่าเช่าด้วย ก็คือได้สองต่อ”
เธอเล่าว่า แม้จะเห็นการแจ้งในประกาศหางานว่ามีงานรองรับก่อนเข้าทำงาน แต่เมื่อไปถึงไม่ได้หมายความว่าจะได้เริ่มงานทันที จนว่าคนกลางเหล่านี้จะจัดสรรงานให้
เด็กคนไหนไปถึงก่อน เค้าก็บอกไม่ได้ว่างานจะเริ่มเมื่อไหร่ ต้องรอทางฟาร์มติดต่อมา บางทีรอเป็นเดือนยังไม่ได้งานก็มีค่ะซี
นอกจากนี้ โครงสร้างลักษณะนี้ยังส่งผลต่ออำนาจต่อรองของแรงงาน โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถเลือกที่พัก หรือปฏิเสธเงื่อนไขบางอย่างได้
“ถ้าป่วยก็ลาไม่ได้ถ้าไม่มีคนทำงานแทน แล้วที่อยู่ก็ต้องอยู่ตามที่เค้าจัดให้”
ซี ชี้ว่า แรงงานบางส่วนจำยอมต้องอาศัยอยู่ในที่พักที่มีความหนาแน่นสูง
“หนูจ่ายอาทิตย์ละ 235 ดอลลาร์ ในชนบทนะคะ แชร์ห้องกับ 3-4 คน บ้านทั้งหลังมี 21 คน ห้องน้ำ 4 ห้อง น้ำยาล้างจ้างก็ให้ใช้แชร์กัน 1 ขวดต่อเดือน”
ขณะที่เป้ มองว่า ระบบดังกล่าวมีลักษณะคล้าย “one-stop service” ที่รวมงาน ที่พัก และการเดินทางไว้ด้วยกัน ซึ่งแม้จะช่วยให้แรงงานหน้าใหม่เข้าถึงการได้งานง่ายขึ้น
แต่ความสะดวกดังกล่าวก็มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับคนกลางหรือผู้ประสานงาน แม้ในวันที่พวกเขาไม่มีงานและไม่มีรายได้
มันเหมือนเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง เพราะทุกอย่างต้องผ่านเค้า หนูเคยได้วันละ 10 เหรียญ ค่ารถก็ 10 เหรียญ เท่ากับวันนั้นทำงานฟรีเป้

สำนักงาน Fair Work Ombudsman ระบุในรายงานตรวจสอบอุตสาหกรรมพืชสวนว่า แม้นายจ้างจำนวนมากปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน แต่ยังคงพบการไม่ปฏิบัติตามในบางส่วน โดยเฉพาะในรูปแบบการจ้างงานผ่านบริษัทจัดหาแรงงานในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง
ระบบค่าจ้างและรายได้
ระบบการจ่ายค่าจ้างในภาคเกษตรเป็นอีกปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้แรงงาน หากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างงาน
ข้อมูลจากสำนักงาน แฟร์เวิร์ก (Fair Work Ombudsman- FWO) ระบุว่า ลูกจ้างในภาคพืชสวนอยู่ภายใต้ Horticulture Award ซึ่งกำหนดรูปแบบค่าจ้างทั้งแบบรายชั่วโมง (hourly rate) และแบบรายชิ้น (piece rate)
ภายใต้กฎปัจจุบัน แรงงานที่ได้รับค่าจ้างแบบ piece rate ต้องได้รับการคุ้มครองค่าจ้างขั้นต่ำตามจำนวนชั่วโมงทำงาน
และอัตราค่าจ้างต้องตั้งอยู่ในระดับที่แรงงานสามารถมีรายได้มากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอย่างน้อยร้อยละ 15 หากทำงานในระดับประสิทธิภาพปกติ
ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวถูกย้ำให้ชัดเจนขึ้นหลังการแก้ไข Horticulture Award ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มการคุ้มครองแรงงานในระบบ piece rate
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ แรงงานบางส่วนระบุว่า รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงหรือปริมาณงานที่ไม่แน่นอน
ซี เล่าว่า แม้ประกาศงานจะระบุค่าจ้างตามกฎหมาย แต่การจ้างงานแบบชั่วคราว (casual) ทำให้จำนวนชั่วโมงไม่สม่ำเสมอ
เคยได้น้อยสุดประมาณร้อยกว่าดอลลาร์ต่ออาทิตย์ แต่ต้องจ่ายค่าที่พัก 235 ดอลลาร์ ถ้าไม่มีงานก็ต้องใช้เงินเก็บซี
ขณะที่เป้ระบุว่า แม้จะรู้ล่วงหน้าว่างานเป็นระบบ piece rate แต่ยังตัดสินใจทำเพื่อเก็บเพย์สลิป (payslip) สำหรับต่อวีซ่า
อ่านเพิ่มเติม

กำลังมองหา 'งานฟาร์ม' ใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ควรรู้
การทำงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ระบุไว้ในข้อมูลของ Fair Work Ombudsman คือการจ่ายค่าจ้างแบบ piece rate ซึ่งกำหนดว่า ค่าจ้างต้องอิงจากผลผลิตของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ของทั้งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกฟาร์มจะปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว
เป้ยังเล่าว่า บางฟาร์ม เช่นฟาร์มที่เธอเคยทำงาน มีการจัดอันดับความเร็วในการทำงานของแรงงาน
ทุกวันต้องมีการจัดอันดับกลุ่มทำงาน เหมือนการให้เกรด ถ้าได้คะแนนต่ำหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง ก็อาจถูกให้ออกได้เป้
"รายได้อยู่ที่ประมาณ 70–80 ดอลลาร์ต่อวัน และบางวันก็ต่ำกว่านั้น”
ทั้งซี และ เป้ ยอมรับว่า สำหรับแรงงานบางคน งานฟาร์มอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในช่วงเวลานั้น
เมื่อมองย้อนกลับไป ทั้งสองไม่ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงงานฟาร์ม แต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ข้อมูล” และการรู้ทางเลือกของตัวเอง ซีทิ้งท้ายว่า
“จริง ๆ แล้วงานฟาร์มมีเยอะมาก แต่ตอนนั้นหนูเข้าใจว่าหลายคนรวมถึงตัวหนูเองมีเงินเก็บไม่มาก การย้ายที่แต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังไม่มั่นคง เลยทำให้ตัวเลือกค่อนข้างจำกัด"
"แต่พอมองย้อนกลับไปตอนนี้เห็นว่าจริง ๆ แล้วมีทางเลือกเยอะมาก ทั้งงานที่อยู่ไม่ไกลจากเมลเบิร์นหรือซิดนีย์ก็สามารถเก็บชั่วโมงได้ และก็ไม่จำเป็นต้องทำแค่งานฟาร์มเท่านั้น งานอื่น ๆ ก็มีให้เลือกทำได้เหมือนกัน”
อ่านเพิ่มเติม

เผยมุมมืดชีวิตลูกจ้างทำงานฟาร์มในออสเตรเลีย
ข้อเสนอ “วีซ่าเกษตรออสเตรเลีย” ที่ต้องตรวจสอบ
นอกเหนือจากเส้นทางวีซ่า Working Holiday แรงงานไทยบางส่วนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานภาคเกษตรในออสเตรเลียผ่านช่องทางอื่น เช่น เอเจนซี หรือเครือข่ายออนไลน์ ทั้งกลุ่มเฟซบุ๊ก กลุ่มไลน์ ยูทูบ และการบอกต่อกันในชุมชน
ระหว่างการจัดทำรายงานนี้ เอสบีเอส ไทยพบประกาศรับสมัครงานบางรายการบนสื่อสังคมออนไลน์ ที่นำเสนอการเดินทางและการทำงานในลักษณะ “แพ็กเกจ” โดยอ้างว่าสามารถดูแลตั้งแต่ขั้นตอนวีซ่าไปจนถึงการจัดหางานในออสเตรเลีย
ตัวอย่างหนึ่งของประกาศที่ตรวจสอบ มีข้อความว่า
“งานออสเตรเลีย วีซ่าพร้อม ตั๋วเครื่องบิน บินก่อน ผ่อนจ่ายทีหลัง”
นอกจากนี้ เอสบีเอสไทยยังได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวในชุมชนไทยเกี่ยวกับกรณีของผู้ที่จ่ายเงินให้นายหน้าที่อ้างว่าสามารถจัดหางานฟาร์มในออสเตรเลียได้ แต่ไม่ได้เดินทางตามที่ตกลงไว้
เอสบีเอส ไทยได้พูดคุยกับ “แอมมี” (นามสมมติ) ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีของคนรู้จักของเธอที่ถูกชักชวนให้สมัครงานเกษตรในออสเตรเลียผ่านบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
แอมมีระบุว่าคนรู้จักของเธอเล่าให้ฟังว่าได้เดินทางไปสมัครด้วยตนเอง มีการกรอกใบสมัคร มีการทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการวีซ่า และได้รับเอกสารที่อ้างว่าเป็นเอกสารสำหรับกระบวนการขอวีซ่า
เขาให้โอนก่อน แล้วรายละเอียดจะตามมา เขาถามด้วยว่าจะจ่ายเองหรือจะให้จ่ายให้ก่อนแอมมี
แอมมีเปิดเผยกับเอสบีเอสไทยว่า จากข้อมูลที่ได้เธอรับระบุโครงสร้างค่าบริการ 2 รูปแบบ ได้แก่
• ผู้สมัครที่สามารถออกค่าใช้จ่ายเอง ต้องชำระประมาณ 180,000 บาท
• ผู้ที่ไม่สามารถออกค่าใช้จ่ายเอง มีการเสนอบริการจัดเตรียมเอกสารทางการเงินเพื่อใช้ประกอบการยื่นวีซ่า รวมถึงบริการจัดหาเงินทุน โดยมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 240,000 บาท และระบุว่าจะมีการหักเงินคืนจากรายได้หลังเดินทางไปทำงาน
เอสบีเอส ไทยได้ขยายการตรวจสอบแหล่งข้อมูล โดยใช้ช่องทางจากที่แอมมีให้มา โดยพบการหลักฐานการสนทนา รวมถึงสื่อวิดีโอที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลกับผู้สมัคร ซึ่งมีการอธิบายขั้นตอนการสมัคร การชำระเงิน และเงื่อนไขการเดินทาง

ในเนื้อหาบางส่วน ระบุว่าผู้สมัครสามารถเดินทางเข้าออสเตรเลียด้วยวีซ่าท่องเที่ยว (Subclass 600) ก่อนที่จะมีผู้ประสานงานมารับที่สนามบินและพาไปยังสถานที่ทำงาน
ในการสนทนาบางรายการ ยังมีการส่งพิกัดสถานที่ทำงานในพื้นที่เขตภูมิภาคตะวันออกของรัฐวิกตอเรีย ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
อย่างไรก็ตาม เอสบีเอส ไทยไม่สามารถยืนยันได้ว่าฟาร์มที่ถูกอ้างถึงมีความเกี่ยวข้องกับผู้จัดหางานดังกล่าวจริงหรือไม่
เนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูล จึงไม่สามารถระบุได้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เฉพาะราย หรือเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นในวงกว้างเพียงใด
นอกจากนี้ เอสบีเอส ไทยยังพบโพสต์และความคิดเห็นจำนวนหนึ่งบนสื่อสังคมออนไลน์ที่กล่าวถึงกรณีผู้เสียหาย ซึ่งระบุว่าได้โอนเงินล่วงหน้าให้กับผู้จัดหางาน โดยคาดว่าจะได้เดินทางมาทำงานเกษตรในออสเตรเลีย แต่ไม่ได้เดินทางตามที่ตกลงไว้
เอสบีเอสไทยมีตัวอย่างโพสต์และบทสนทนาบางส่วนจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนรูปแบบการชักชวนและการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าในลักษณะดังกล่าว

ภาพสะท้อนปัญหาแรงงานภาคเกษตรในออสเตรเลีย
ประสบการณ์ของแรงงานไทยบางส่วนที่เอสบีเอส ไทยได้พูดคุย สะท้อนรูปแบบปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะราย หากยังปรากฏในภาพรวมของภาคเกษตรกรรมในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบแรงงานชั่วคราว
แมตต์ คังเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Migrant Workers Centre ในรัฐวิกตอเรีย ระบุว่า ปัญหาที่แรงงานเผชิญในหลายกรณี ไม่ได้เกิดจากการขาดกฎหมายคุ้มครอง แต่เป็น “ช่องว่าง” ระหว่างสิทธิที่มีอยู่ กับความสามารถในการเข้าถึงสิทธินั้นของแรงงาน
“งานฟาร์มเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่เราพบการเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติค่อนข้างบ่อย” เขากล่าว
เขาอธิบายว่า รูปแบบของการเอาเปรียบมีได้หลากหลาย ตั้งแต่การจ่ายค่าแรงต่ำกว่ากฎหมาย การไม่จ่ายค่าจ้าง ไปจนถึงสภาพที่พักและการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งในบางพื้นที่ยังเชื่อมโยงกับอัตราการบาดเจ็บที่สูงขึ้น

ข้อมูลจากองค์กรยังชี้ว่า แรงงานในภาคเกษตรจำนวนมากเป็นผู้ถือวีซ่า Working Holiday หรือแรงงานจากโครงการ Pacific Australia Labour Mobility (PALM) ซึ่งมีลักษณะร่วมคือเป็นแรงงานชั่วคราวที่ต้องย้ายถิ่นตามฤดูกาล
ลักษณะดังกล่าวทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งเผชิญความไม่มั่นคง และปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงต่ำ ที่พักแออัด หรือสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
อีกปัจจัยหนึ่งที่ถูกชี้ถึงคือ “เงื่อนไขวีซ่า” โดยเฉพาะในกลุ่ม Working Holiday ซึ่งต้องทำงานในพื้นที่ภูมิภาคเพื่อใช้ต่อวีซ่าในปีถัดไป แมตต์ระบุว่า ในบางกรณี เงื่อนไขนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันแรงงาน
“มีบางกรณีที่นายจ้างข่มขู่ว่าจะไม่เซ็นเอกสารให้ต่อวีซ่า หากแรงงานไม่ยอมรับสภาพการทำงานหรือค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน”
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่แรงงานถูกหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง หรือค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับงาน จนเหลือรายได้สุทธิต่ำมาก
เราเคยพบแรงงานบางคนเหลือรายได้เพียงวันละประมาณ 9 ดอลลาร์ หลังหักค่าใช้จ่ายแมตต์ คังเคิล
สิทธิแรงงาน กับความกังวลเรื่องสถานะวีซ่า
แม้ภายใต้กฎหมายออสเตรเลีย แรงงานทุกคนจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างและสภาพการทำงานตามมาตรฐานเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติ แรงงานบางส่วนยังไม่กล้าร้องเรียน หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความกังวลเกี่ยวกับสถานะวีซ่า
“แรงงานบางคนถูกข่มขู่ว่าถ้าพูดขึ้นมา อาจถูกส่งกลับประเทศ” แมตต์กล่าว
เพื่อลดข้อกังวลดังกล่าว ปัจจุบันรัฐบาลกำลังมีมีมาตรการใหม่ เช่น Strengthening Reporting Protections และ Workplace Justice Visa ที่เปิดโอกาสให้แรงงานสามารถร้องเรียนโดยมีการคุ้มครองสถานะการพำนักในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม องค์กรระบุว่า ความไม่รู้สิทธิของตนเอง และอุปสรรคด้านภาษา ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งไม่เข้าถึงความช่วยเหลือ
โซเชียลมีเดีย: ช่องทางหางาน หรือความเสี่ยงรูปแบบใหม่
ในประเด็นการหางานผ่านโซเชียลมีเดีย แมตต์ระบุว่า แม้องค์กรจะไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่า ประกาศงานออนไลน์จำนวนหนึ่งให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่แรงงานจะเกิดการเข้าใจผิด
“ประกาศหางานบางอันไม่ได้ให้รายละเอียดที่ถูกต้องเกี่ยวกับค่าจ้างหรือประเภทงาน ทำให้แรงงานเดินทางไปแล้วพบว่างานไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้”
เขาระบุว่า ประกาศลักษณะนี้จำนวนมากยังอยู่นอกการกำกับดูแล ทำให้เป็นความท้าทายสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แมตต์แนะนำว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับแรงงานคือการหาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิและค่าแรงขั้นต่ำก่อนเริ่มงาน
“ถ้านายจ้างไม่เปิดเผยเงื่อนไขขั้นต่ำ หรือไม่จ่ายตามมาตรฐาน นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่แรงงานควรระวัง”
แรงงานข้ามชาติกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง
ในมุมของนักวิจัยด้านแรงงานข้ามชาติ กาวิน บลาว จาก University of New South Wales มองว่า ปัญหาที่แรงงานบางส่วนเผชิญไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและระบบแรงงานข้ามชาติในภาพรวม
“โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากย้ายออกจากบ้านเกิด แต่ทำเพราะรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า” เขากล่าว
เขาอธิบายว่า ปัจจัยผลักดัน เช่น รายได้ที่ไม่เพียงพอ โอกาสงานที่จำกัด หรือภาระหนี้ ทำให้การไปทำงานต่างประเทศถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่จำเป็น
ในหลายกรณี ความเสี่ยงเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง โดยค่าใช้จ่ายในการย้ายถิ่น เช่น ค่าวีซ่า ค่าดำเนินการ หรือค่าเดินทาง อาจทำให้แรงงานต้องกู้เงิน
“หนี้เป็นปัจจัยความเสี่ยงหลักในการย้ายถิ่น และเราพบเรื่องนี้แทบทุกที่” เขากล่าว
เขาอธิบายว่า เงินกู้อาจมาจากหลายแหล่ง ตั้งแต่บริษัทจัดหางาน สถาบันการเงิน ไปจนถึงการยืมจากครอบครัว และในบางกรณี ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจถูกหักคืนจากค่าแรงภายหลัง
ในกรณีที่ร้ายแรง แรงงานบางคนอาจเหลือรายได้เพียงเล็กน้อย
หลังหักค่าใช้จ่าย ขณะที่ยังมีหนี้ที่ต้องชำระต่อไป
ปรากฎการณ์แรงงานข้ามชาติ
ข้อสังเกตของนักวิจัยดังกล่าว สอดคล้องกับประสบการณ์ของแรงงานไทยในหลายประเทศ ซึ่งปรากฏในรายงานของสื่อท้องถิ่นในไทยที่ติดตามเส้นทางแรงงานข้ามชาติในภาคการเกษตร
เช่น กรณีแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ป่าในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อสารคดี Blood Berries หรือ “หมากไม้” ของสำนักข่าว เดอะ อีสาน เรคคอร์ด (The Isaan Record)
หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร ของ The Isaan Record ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส ไทยว่า ปรากฏการณ์แรงงานข้ามชาติไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของ “การถูกหลอก” แต่ควรเข้าใจว่าแรงงานจำนวนมากตัดสินใจเดินทางเพราะต้องการโอกาสทางเศรษฐกิจ
เธอระบุว่า ข้อจำกัดด้านรายได้ในประเทศต้นทางเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การย้ายถิ่นกลายเป็นทางเลือกที่หลายคนมองว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยง
แม้จะพบกรณีแรงงานที่ประสบปัญหา แต่ยังมีแรงงานจำนวนหนึ่งที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ด้วยความหวังว่าประสบการณ์ครั้งต่อไปอาจแตกต่างออกไป เธอตั้งข้อสังเกตว่า
“คนอีสานเขาจะมองว่ามันเหมือนการทำนา ที่ว่าปีนี้ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ถ้าปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าอาจจะดีกว่า”

จากการสืบสวนของทีมข่าว The Isaan Record ยังพบว่า ในบางกรณี ระบบการจัดหาแรงงานข้ามชาติอาจมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงหลายระดับ
ตั้งแต่หน่วยงานรัฐ นักการเมือง นายหน้าท้องถิ่น บริษัทจัดหางาน ไปจนถึงภาคธุรกิจในประเทศปลายทาง ซึ่งอาจทำให้แรงงานบางส่วนเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุว่า ในบางกรณี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาแรงงานไปเก็บเบอร์รี่ป่า มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายนายหน้า
ลักษณะของการทำงานคือเป็นการบอกต่อ มีนายหน้าชักชวนคนมาฟัง มีการตั้งโต๊ะของกรมการจัดหางาน มีธนาคาร ธ.ก.ส. เข้ามาเกี่ยวข้อง มันทำให้ชาวบ้านเชื่อใจหทัยรัตน์ พหลทรัพย์
ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า ความเปราะบางของแรงงานอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับสถานที่ทำงาน แต่ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างของระบบจัดหาแรงงาน หากขาดการกำกับดูแลและกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
หทัยรัตน์ยังระบุว่า อีกหนึ่งรูปแบบที่พบในหลายประเทศคือ การใช้วีซ่าที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการทำงานเป็นช่องทางเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งอาจทำให้แรงงานไม่สามารถเข้าถึงสิทธิหรือการคุ้มครองได้อย่างเต็มที่
“ชาวบ้านถือวีซ่าเชงเก้น หมายความว่าคุณเข้าไปในฐานะนักท่องเที่ยว แต่พอคุณเจ็บ ป่วย หรือเสียชีวิต คุณไม่ได้สิทธิอะไรเลย เพราะคุณเป็นนักท่องเที่ยวและไม่มีประกัน”
แนวทางแก้ไข และข้อเสนอเชิงนโยบาย
ในมุมของนักวิจัย กาวิน บลาว ชี้ว่า แนวทางลดความเสี่ยงของแรงงานข้ามชาติจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ “ต้นทาง” ของกระบวนการจัดหางาน โดยเฉพาะการลดภาระหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มงาน
เขาอ้างถึงแนวคิดขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ที่เสนอหลักการ “การจัดหางานอย่างมีจริยธรรม” (ethical recruitment)
หนึ่งในหลักการสำคัญคือ “employer pays principle” หรือแนวคิดที่ให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน เพื่อลดภาระของแรงงาน
“การให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนในการลดความเสี่ยงของแรงงาน” เขากล่าว
เสียงจากภาคอุตสาหกรรม
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมเกษตรของออสเตรเลียระบุว่า ภาคพืชสวนยังคงเผชิญความท้าทายด้านแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว
สหพันธ์เกษตรกรแห่งชาติออสเตรเลีย (National Farmers’ Federation) ระบุว่า อุตสาหกรรมกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้าง ความไม่แน่นอนของกำลังคน และต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในบางประเภทพืชผล ค่าแรงอาจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของต้นทุนการผลิต
ริชาร์ด แชนนอน เจ้าหน้าที่บริหารสภาพืชสวนขององค์กร กล่าวกับเอสบีเอส ไทยว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายวีซ่า โดยเฉพาะโครงการ Working Holiday Maker และ PALM เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจวางแผนการจ้างงานระยะยาวได้ยาก
ความไม่แน่นอนของระบบวีซ่าทำให้ยากต่อการวางแผน ลงทุน และสร้างแรงงานที่มีความต่อเนื่องในระยะยาวริชาร์ด แชนนอน
ในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับค่าจ้างและสภาพการทำงาน เขาระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมมีจุดยืนไม่ยอมรับการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน และไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
“เราไม่ปกป้องพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งแรงงานและผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย”
เขากล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของ Fair Work Ombudsman รวมถึงมาตรการเพิ่มโทษสำหรับการ
กระทำผิดโดยเจตนา และโครงการอย่าง Fair Farms ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานในห่วงโซ่อุปทาน
ในด้านรูปแบบการจ้างงาน แชนนอนระบุว่า ระบบค่าจ้างแบบชิ้นงาน (piece rate) สามารถใช้ได้ หากเป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ต้องการความยืดหยุ่นของแรงงาน
“แรงงานต้องได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราขั้นต่ำ และนายจ้างต้องมีเอกสารและข้อตกลงที่ชัดเจนตามกฎหมาย”

สำหรับแรงงานข้ามชาติ เขากล่าวว่า มีช่องทางให้เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิแรงงานผ่านหน่วยงานรัฐ กระบวนการปฐมนิเทศของนายจ้าง และโครงการของภาคอุตสาหกรรม
เขาระบุว่า การแก้ปัญหาในอนาคตจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านการคุ้มครองแรงงานและความยั่งยืนของกำลังคนในภาคเกษตร
“สิ่งที่จำเป็นคือยุทธศาสตร์แรงงานระยะยาวที่อิงข้อมูลจริง ไม่ใช่นโยบายระยะสั้น เพื่อให้สามารถคุ้มครองแรงงาน สนับสนุนชุมชนภูมิภาค และรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ”
มาตรการจากภาครัฐไทย และสิ่งที่แรงงานควรตรวจสอบ
แม้การทำงานต่างประเทศจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับแรงงานไทยจำนวนมาก แต่หน่วยงานรัฐไทยยอมรับว่า การหลอกลวงผู้ที่ต้องการไปทำงานยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านการโฆษณาบนสื่อออนไลน์
สุรศักดิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่า หนึ่งในรูปแบบที่พบคือการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และสวัสดิการเพื่อดึงดูดผู้สมัคร
“การโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเทศที่จะไปทำงาน เรื่องอัตราค่าจ้าง หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นการชักจูงใจให้กับคนที่สนใจ”
เขายอมรับว่า แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามทำงานเชิงป้องกัน แต่ยังคงมีผู้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง และออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกใช้เป็นจุดหมายปลายทางในการโฆษณาชักชวน โดยเฉพาะงานภาคเกษตร ซึ่งมีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการโอนเงินแล้วไม่ได้เดินทางจริง
“ออสเตรเลียก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่มีการหลอกลวงโอนเงินชำระไปทำงาน แล้วก็มีการแจ้งความดำเนินคดีอยู่ในระดับหนึ่ง”
เขาชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การหลอกลวงยังเกิดขึ้น ไม่ได้มาจากช่องโหว่ของระบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับแรงผลักดันทางเศรษฐกิจของแรงงานเอง
“การไปทำงานต่างประเทศเป็นช่องทางหนึ่งที่คนอยากเพิ่มรายได้ ซึ่งกลายเป็นช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแสวงหาประโยชน์ โดยเฉพาะการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถสร้างบัญชีใหม่ได้ง่าย ทำให้การควบคุมทำได้ยาก"

ช่องโหว่ของระบบ และการแอบอ้าง
กรมการจัดหางานระบุว่า กรณีร้องเรียนสามารถแบ่งออกเป็นสองลักษณะ ได้แก่ บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และกรณีที่มีการแอบอ้างชื่อบริษัทเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
“มีบุคคลภายนอกเอาชื่อบริษัทจัดหางานที่จดทะเบียนถูกต้องไปแอบอ้าง เพื่อให้คนงานโอนเงิน แล้วก็หายไป”
ในกรณีบริษัทที่ได้รับอนุญาต หน่วยงานสามารถเรียกมาไกล่เกลี่ยเพื่อคืนค่าใช้จ่ายได้ แต่ในกรณีการแอบอ้าง มักต้องดำเนินคดีผ่านตำรวจ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่า
เพื่อป้องกันความเสี่ยง กรมการจัดหางานแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางทางการ เช่น รายชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือระบบ Thai Overseas Employment Administration (TOEA)
สุรศักดิ์ยังเตือนว่า หากข้อเสนอเกี่ยวกับการทำงานในประเทศที่มีขั้นตอนวีซ่าซับซ้อน เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา หรือประเทศในยุโรป ดูเหมือนง่ายเกินไป ควรตั้งข้อสงสัย
ถ้าเห็นว่างานในประเทศที่เข้าไปยาก แต่ดูง่ายเกินไป ก็อาจเป็นสัญญาณของการหลอกลวงสุรศักดิ์ จันทรัตน์
สำหรับกรณีออสเตรเลีย เขาย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีวีซ่าภาคเกษตรเฉพาะสำหรับแรงงานไทยโดยตรง โดยแรงงานส่วนใหญ่มักเดินทางผ่านวีซ่า Working Holiday
“ก่อนจะไป ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานราชการให้ละเอียด หน่วยงานรัฐพร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน”
หากคุณต้องการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงาน ชั่วโมงการทำงาน ข้อตกลงการจ้างงานตามกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน แฟร์เวิร์ก หรือโทร 13 13 94
หากคุณต้องการบริการล่ามแปลภาษา โทรไปที่หมายเลขโทรศัพท์ 13 14 50 แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ติดต่อสายให้ข้อมูลของแฟร์เวิร์ก
หากคุณต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน และความช่วยเหลือด้านกฎหมาย สามารถติดต่อ Migrant Workers Centre โทร (03) 7009 670 หรือในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ Migrants Workers Hub โทร (02) 9881 5999
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม















