ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป ชาวออสเตรเลียจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งเรื่อง ค่าแรง ภาษี เงินซูเปอร์แอนนูเอชัน (Superannuation) สิทธิการลางานเพื่อดูแลบุตร และมาตรการอื่น ๆ หลังจากกฎหมายและนโยบายใหม่ของรัฐบาลกลางและรัฐบาลแห่งรัฐหลายฉบับเริ่มมีผลบังคับใช้พร้อมกับการเริ่มต้นปีการเงินใหม่
แม้การเริ่มต้นปีการเงินใหม่จะเป็นช่วงเวลาที่มักมีการปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงในปีนี้มีแนวโน้มส่งผลโดยตรงต่อ รายได้ของแรงงาน เงินออมเพื่อการเกษียณ งบประมาณครัวเรือน และการดำเนินธุรกิจ
นี่คือรายละเอียดบางส่วนของการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป
ชาวออสเตรเลียหลายล้านคนเตรียมรับค่าแรงเพิ่ม พร้อมเริ่มใช้ระบบจ่ายซูเปอร์ฯ พร้อมเงินเดือน
แรงงานชาวออสเตรเลียหลายล้านคนจะได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น หลังคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ของออสเตรเลีย (Fair Work Commission) อนุมัติการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและค่าแรงตามรางวัลอุตสาหกรรม (award wages) ร้อยละ 4.75 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ภายใต้มาตรการดังกล่าว ค่าแรงขั้นต่ำแห่งชาติ (National Minimum Wage) จะเพิ่มเป็น 26.44 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หรือคิดเป็น 1,004.90 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ สำหรับการทำงาน 38 ชั่วโมง ก่อนหักภาษี
การปรับขึ้นค่าแรงนี้จะมีผลตั้งแต่รอบการจ่ายค่าจ้างเต็มรอบแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 กรกฎาคม
และคาดว่าพนักงานราว 2.8 ล้านคนที่ได้รับค่าจ้างภายใต้ระบบ Modern Awards รวมถึงผู้ที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำแห่งชาติ จะได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นครั้งนี้
เริ่มใช้ระบบจ่ายซูเปอร์ฯ พร้อมเงินเดือน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะมีผลตั้งแต่ปีการเงินใหม่นี้ คือการเริ่มใช้ระบบ "Payday Super"
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบซูเปอร์แอนนูเอชัน (Superannuation) ให้พนักงานพร้อมกับการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้าง แทนระบบเดิมที่สามารถจ่ายเป็นรายไตรมาสได้
รัฐบาลระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการค้างชำระหรือจ่ายซูเปอร์ฯ ล่าช้า และช่วยให้ลูกจ้างสามารถติดตามเงินออมเพื่อการเกษียณของตนเองได้ง่ายขึ้น
เจมส์ โควาล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายและการรณรงค์ของสมาคมกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันแห่งออสเตรเลีย (Association of Superannuation Funds of Australia) กล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะส่งผลต่อชาวออสเตรเลียประมาณ 19 ล้านคนที่มีบัญชีซูเปอร์ฯ
เขากล่าวว่า การได้รับเงินสมทบซูเปอร์ฯ เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น จะช่วยให้แรงงานจำนวนมากมีเงินสะสมเพื่อการเกษียณเพิ่มขึ้นในระยะยาว
“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ผู้คนหลายล้านคนจะมีเงินในบัญชีซูเปอร์ฯ มากขึ้นเมื่อถึงวัยเกษียณ เพราะได้รับเงินสมทบเร็วขึ้นและสม่ำเสมอมากขึ้น”
ผู้สนับสนุนมาตรการนี้มองว่า การจ่ายเงินสมทบถี่ขึ้นจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนแบบทบต้น (compound returns) ในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับแรงงานอายุน้อยที่ยังมีเวลาออมอีกหลายสิบปี
นอกจากนี้ ระบบใหม่ยังช่วยให้พนักงานสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นว่านายจ้างจ่ายเงินซูเปอร์ฯ ครบถ้วนหรือไม่ โดยสามารถเปรียบเทียบข้อมูลในสลิปเงินเดือนกับยอดเงินที่เข้าบัญชีซูเปอร์ฯ ได้อย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวแทนภาคธุรกิจแม้จะสนับสนุนเป้าหมายของนโยบายดังกล่าว แต่เตือนว่าการเปลี่ยนผ่านอาจสร้างภาระด้านการบริหารจัดการและกระแสเงินสด โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
โควาลยอมรับว่า ในช่วงเริ่มต้นอาจมีปัญหาด้านการปรับตัวอยู่บ้าง แต่ย้ำว่าการปฏิรูปครั้งนี้ได้รับการวางแผนมาหลายปีแล้ว และไม่ได้เพิ่มจำนวนเงินที่นายจ้างต้องจ่าย เพียงแต่เปลี่ยนความถี่ในการชำระเงินเท่านั้น
“เราอาจเห็นปัญหาเล็กน้อยในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง แต่โดยรวมแล้วถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญ เพราะชาวออสเตรเลียหลายล้านคนจะได้รับเงินซูเปอร์ฯ บ่อยขึ้นกว่าเดิม”
ผู้สนับสนุนมาตรการดังกล่าวมองว่า การจ่ายเงินสมทบซูเปอร์ฯ บ่อยขึ้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าเงินออมเพื่อการเกษียณในระยะยาว ผ่านผลตอบแทนแบบทบต้น (compound returns) โดยเฉพาะสำหรับแรงงานอายุน้อยที่ยังมีเวลาออมและลงทุนอีกหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มตัวแทนภาคธุรกิจจะสนับสนุนเจตนารมณ์ของการปฏิรูปครั้งนี้ แต่ก็เตือนว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่อาจสร้างความท้าทายด้านการบริหารจัดการและกระแสเงินสด โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
ขณะเดียวกัน เพดานการนำเงินเข้าซูเปอร์ฯ แบบได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Concessional Contributions Cap) จะเพิ่มขึ้นจาก 30,000 ดอลลาร์ เป็น 32,500 ดอลลาร์ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม
ภาษี ซูเปอร์ฯ และสวัสดิการภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลง
นอกจากการขึ้นค่าแรงและการเริ่มใช้ระบบ Payday Super แล้ว ชาวออสเตรเลียยังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านภาษี วงเงินซูเปอร์แอนนูเอชัน และเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือจากภาครัฐบางประเภท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป
ภาษีลดลงสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นต่ำ (lowest marginal tax rate) จะลดลงจากร้อยละ 16 เหลือร้อยละ 15 สำหรับรายได้ที่ต้องเสียภาษีระหว่าง 18,201 ถึง 45,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีให้กับแรงงานชาวออสเตรเลียหลายล้านคน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเสนอให้มีมาตรการหักลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำงานแบบเหมาจ่าย (instant tax deduction) สูงสุด 1,000 ดอลลาร์ โดยหากกฎหมายผ่านความเห็นชอบ มาตรการดังกล่าวจะเริ่มใช้ในปีภาษี 2026–27 และจะยังไม่มีผลกับการยื่นภาษีในปีนี้
สวัสดิการภาครัฐและเกณฑ์รายได้ที่ปรับเพิ่ม
นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เกณฑ์รายได้และวงเงินบางส่วนของสวัสดิการ Centrelink จะได้รับการปรับเพิ่มตามกลไกการปรับตามดัชนีเงินเฟ้อ (indexation)
สำหรับครอบครัวที่ได้รับ Family Tax Benefit Part A และ Part B อัตราการจ่ายสูงสุดจะเพิ่มขึ้น ขณะที่เกณฑ์รายได้และทรัพย์สินสำหรับผู้รับสวัสดิการบางประเภท เช่น Age Pension และ Disability Support Pension ก็จะมีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน
ปรับเกณฑ์รายได้สำหรับ Medicare Levy Surcharge
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เกณฑ์รายได้ที่ต้องเริ่มจ่าย Medicare Levy Surcharge จะเพิ่มขึ้นเป็น 105,000 ดอลลาร์ต่อปีสำหรับบุคคลโสด และ 210,000 ดอลลาร์สำหรับครอบครัว
Medicare Levy Surcharge เป็นภาษีเพิ่มเติมที่เรียกเก็บจากผู้มีรายได้สูงที่ไม่มีประกันสุขภาพเอกชนประเภทผู้ป่วยใน (private hospital cover) โดยจะต้องจ่ายเพิ่มจากภาษี Medicare Levy ปกติ
เพิ่มเพดานการออมเงินเข้าซูเปอร์ฯ
นอกจากการเริ่มใช้ระบบ Payday Super แล้ว ชาวออสเตรเลียยังจะสามารถนำเงินเข้ากองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันได้มากขึ้นก่อนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม
เพดานเงินสมทบแบบได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Concessional Contributions Cap) ซึ่งรวมถึงเงินสมทบจากนายจ้างและการหักเงินเดือนเข้าซูเปอร์ฯ (salary sacrifice) จะเพิ่มจาก 30,000 ดอลลาร์ เป็น 32,500 ดอลลาร์ต่อปี
ขณะที่เพดานเงินสมทบหลังหักภาษี (Non-Concessional Contributions Cap) จะเพิ่มจาก 120,000 ดอลลาร์ เป็น 130,000 ดอลลาร์ต่อปี
ส่วนเพดานสูงสุดของเงินซูเปอร์ฯ ที่สามารถย้ายเข้าสู่บัญชีเกษียณอายุ (Transfer Balance Cap) จะเพิ่มจาก 2 ล้านดอลลาร์ เป็น 2.1 ล้านดอลลาร์
เจมส์ โควาล จากสมาคมกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันแห่งออสเตรเลีย กล่าวว่า การเพิ่มเพดานดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณ และต้องการเร่งสะสมเงินออมในช่วงปีสุดท้ายก่อนออกจากงาน
โควาลกล่าวว่า การเพิ่มเพดานเงินสมทบซูเปอร์ฯ อาจเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงปลายวัย 50 หรือช่วงต้นวัย 60 ปี ซึ่งกำลังวางแผนทางการเงินเพื่อให้มีชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคงและสะดวกสบายมากที่สุด
“สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงปลายวัย 50 หรือช่วงต้นวัย 60 และกำลังคิดอย่างจริงจังว่าจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้มีชีวิตหลังเกษียณที่ดีที่สุด การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างมาก”
เขากล่าวว่า เพดานเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นจะเปิดโอกาสให้ชาวออสเตรเลียสามารถนำเงินเข้าสู่กองทุนซูเปอร์ฯ เพิ่มเติมในรูปแบบที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (concessional contributions) เพื่อเร่งสร้างเงินออมก่อนออกจากตลาดแรงงาน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเสนอการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีสำหรับผู้ที่มีเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์ฯ มูลค่าสูงมาก โดยภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ผลตอบแทนจากเงินซูเปอร์ฯ ในส่วนที่มียอดคงเหลือเกิน 3 ล้านดอลลาร์ จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับกระบวนการออกกฎหมายและการกำหนดวันเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในอนาคต
ขยายสิทธิการลางานเพื่อดูแลบุตรพร้อมรับค่าจ้าง
ครอบครัวที่มีบุตรเกิดใหม่หรือรับบุตรบุญธรรมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป จะได้รับสิทธิการลางานเพื่อดูแลบุตรพร้อมรับค่าจ้างจากรัฐบาลเพิ่มขึ้น
โครงการ Paid Parental Leave จะขยายจาก 120 วัน เป็น 130 วัน หรือเทียบเท่ากับ 26 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่ทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน
ขณะเดียวกัน สิทธิการลาของคู่สมรสหรือคู่ครอง (partner leave) จะเพิ่มจาก 15 วัน เป็น 20 วันที่สงวนไว้โดยเฉพาะ
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรแบบค่อยเป็นค่อยไปของรัฐบาล ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ครอบครัวสามารถแบ่งหน้าที่ดูแลบุตรได้มากขึ้น
มาตรการใหม่ป้องกันการหลอกลวงผ่าน SMS
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ชาวออสเตรเลียอาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของข้อความ SMS ที่ส่งจากองค์กรหรือธุรกิจต่าง ๆ ภายใต้มาตรการใหม่เพื่อป้องกันการหลอกลวงทางข้อความ
ธุรกิจที่ใช้ชื่อองค์กรเป็นผู้ส่งข้อความ (branded sender IDs) จะต้องลงทะเบียนชื่อดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ข้อความที่ส่งจากชื่อผู้ส่งที่ไม่ได้ลงทะเบียน อาจถูกแสดงแยกออกจากข้อความขององค์กรที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้ว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงชื่อหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ
รัฐบาลระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้มิจฉาชีพปลอมตัวเป็นธนาคาร หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรที่ประชาชนไว้วางใจได้ยากขึ้น และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ
การเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่เริ่มมีผลทั่วประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป ผู้ประกอบการที่จำหน่ายอาหารทะเลจะต้องแสดงข้อมูลแหล่งกำเนิดสินค้า (country-of-origin information) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าอาหารที่ซื้อมาจากประเทศใด และสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนธุรกิจและบริษัทที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนออสเตรเลีย (ASIC) จะปรับเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างค่าธรรมเนียมประจำปีฉบับใหม่
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการบางส่วน โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังจดทะเบียนใหม่หรือมีภาระต้องต่ออายุการจดทะเบียนกับ ASIC ในช่วงปีการเงินนี้
ธุรกิจขนาดเล็กที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์จะยังคงสามารถใช้มาตรการ Instant Asset Write-off ต่อไปได้ สำหรับการซื้อสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขและมีมูลค่าไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลดหย่อนภาษีได้ทันที
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้พลังงานในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย National Energy Customer Framework จะได้รับความคุ้มครองมากขึ้นก่อนถูกตัดไฟฟ้า โดยเกณฑ์หนี้ขั้นต่ำที่จะนำไปสู่การตัดการให้บริการจะถูกปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านภาษีและซูเปอร์แอนนูเอชันบางส่วนที่รัฐบาลกลางประกาศไว้ก่อนหน้านี้ อาจยังต้องรอการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมถึงการกำหนดวันเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะมีผลในทางปฏิบัติ
การเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ทั่วออสเตรเลีย
นิวเซาท์เวลส์ (NSW)
รัฐนิวเซาท์เวลส์จะเริ่มทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบบังคับแยกขยะอินทรีย์จากเศษอาหารและเศษสวน หรือ FOGO (Food Organics and Garden Organics) โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่องค์กรและสถานประกอบการที่มีปริมาณขยะจำนวนมากก่อน
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะที่ถูกส่งไปฝังกลบ และเพิ่มการนำทรัพยากรอินทรีย์กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
นอกจากนี้ กฎหมายป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and Counter-Terrorism Financing) ฉบับใหม่ จะเริ่มขยายผลบังคับใช้ไปยังวิชาชีพและภาคธุรกิจเพิ่มเติม
ผู้ประกอบวิชาชีพบางกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบลูกค้า การเก็บข้อมูล และการรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย เพื่อช่วยป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

วิกตอเรีย (Victoria)
ผู้เช่าในรัฐวิกตอเรียจะสามารถใช้ระบบ **Portable Rental Bond** ซึ่งเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้นำเงินประกันการเช่า (rental bond) จากที่อยู่อาศัยเดิมไปใช้กับสัญญาเช่าใหม่ได้ โดยไม่ต้องรอรับเงินประกันคืนจากบ้านหลังเก่าก่อน
มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้เช่าในช่วงย้ายบ้าน ซึ่งมักต้องวางเงินประกันสำหรับที่พักแห่งใหม่ ขณะที่ยังไม่ได้รับเงินประกันจากที่พักเดิมคืน
นอกจากนี้ ราคามาตรฐานอ้างอิงค่าไฟฟ้า (electricity reference prices) ในรัฐวิกตอเรียมีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งอาจช่วยบรรเทาภาระค่าพลังงานของครัวเรือนได้บางส่วน
ควีนส์แลนด์ (Queensland)
องค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กในรัฐควีนส์แลนด์จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับการรายงานด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพเด็ก (child safety reporting requirements)
กฎระเบียบใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก และเพิ่มความรับผิดชอบขององค์กรที่ให้บริการหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควีนส์แลนด์จะเริ่มบังคับใช้กฎใหม่เกี่ยวกับการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก (e-mobility) โดยมุ่งจัดการพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ใช้จักรยานไฟฟ้า (e-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (e-scooter)
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ หลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับอุบัติเหตุและการใช้งานที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เวสเทิร์นออสเตรเลีย (Western Australia)
ชาวเวสเทิร์นออสเตรเลียจะได้รับประโยชน์จากการขยายโครงการ Container Deposit Scheme ซึ่งเป็นโครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อนำไปรีไซเคิล โดยประชาชนสามารถนำขวดและภาชนะที่เข้าเกณฑ์ไปแลกรับเงินคืนได้
นอกจากนี้ ประชาชนยังจะสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือด้านค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (fuel support measures) ที่รัฐบาลมลรัฐประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
เซาท์ออสเตรเลีย (South Australia)
เกณฑ์การมีสิทธิ์ได้รับ Seniors Card จะขยายให้ครอบคลุมผู้สูงอายุมากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงจำนวนชั่วโมงการทำงานเหมือนที่ผ่านมา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานพาร์ทไทม์หรือทำงานบางส่วน สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และส่วนลดต่าง ๆ ภายใต้โครงการ Seniors Card ได้มากขึ้น
ACT และแทสเมเนีย (Tasmania)
ทั้งเขตปกครองออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี (ACT) และรัฐแทสเมเนีย จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ อากรแสตมป์ (stamp duty) และโครงการช่วยเหลือ ผู้ซื้อบ้านหลังแรก (first-home buyers)
มาตรการใหม่เหล่านี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงตลาดที่อยู่อาศัยและลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ซื้อบ้านบางกลุ่ม
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ
