รีเซ็ตแต่ไม่รีฟอร์ม: รัฐบาลหน้าใหม่แต่อยู่ในวังวนเก่าของการเมืองไทย

เอสบีเอสไทยเสนอบทวิเคราะห์จากนักวิชาการออสเตรเลีย ดร.เกรก เรย์มอนด์ ต่อความผันผวนการเมืองไทย เมื่อพรรคประชาชนดันอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ คำถามคือภูมิใจไทยจะรักษาหรือจะละเมิดข้อตกลงปฏิรูป ภายใต้พันธนาการรัฐธรรมนูญ 2560 รัฐบาลชั่วคราวชุดใหม่จึงอาจเป็นเพียง “รีเซ็ต” เกมการเมืองแต่ทำให้ไทยยังติดอยู่ในวังวนเดิม

Thailand Politics

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางถึงรัฐสภา กรุงเทพฯ วันพุธที่ 3 กันยายน 2568 Source: AP / Sakchai Lalit/AP/AAP Image

ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่

การเมืองไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเดินไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคประชาชนสร้างความประหลาดใจเมื่อประกาศโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ดร.เกรก เรย์มอนด์ อาจารย์อาวุโสด้านยุทธศาสตร์และการป้องกัน จาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) อธิบายว่า

“การเมืองไทยวันนี้เหมือนการแข่งขันหมากรุกที่ทุกพรรคพยายามหาทางเอาชนะ แต่การยื่นยุบสภาของเพื่อไทยน่าจะไม่ประสบความสำเร็จ และสิ่งที่น่าจับตาคือการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในสภา”

แต่ความเงียบงันจากการยื่นยุบสภาถูกตีความไปต่าง ๆ บางฝ่ายมองว่าอาจมีปัญหาทางกฎหมายและขั้นตอน บางฝ่ายตั้งข้อสงสัยถึงแรงกดดันที่ไม่ได้เปิดเผย

ดร.เกรกชี้ว่า “สิ่งที่น่าสนใจคือ เรายังไม่เห็นเอกสารใดที่ยืนยันว่าการยื่นยุบสภาประสบความสำเร็จ

นี่อาจสะท้อนถึง ‘อำนาจที่มองไม่เห็น’ ที่ยังคงมีบทบาทในการเมืองไทย และทำให้เส้นทางการโหวตนายกฯ กลายเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

ดีลข้ามขั้วพรรคประชาชน–ภูมิใจไทย

สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนคือการที่พรรคประชาชนจับมือกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมเสนอเงื่อนไขการปฏิรูป 5 ข้อให้นายอนุทิน ดร.เกรกอธิบายว่า

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาาจะไม่สนับสนุนเงื่อนไขเหล่านี้ แต่อนุทินมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะอาจจะไม่มีครั้งที่สอง
ดร. เกรก เรย์มอนด์ กล่าว

การประนีประนอมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อนุทินต้องทรงตัวระหว่างแรงกดดันจากฝ่ายประชาชนที่ต้องการการปฏิรูป กับฝ่ายอนุรักษนิยมที่หวังความต่อเนื่องและเสถียรภาพ

ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้คือการดึงเกมให้ยืดเยื้อ โดยหวังว่าพรรคประชาชนจะเผชิญอุปสรรคหรือแรงเสียดทาน จนทำให้ภูมิใจไทยกลายเป็นตัวเลือกที่ “ไว้ใจได้มากกว่า”

ดร.เกรกเปรียบเทียบว่า “สถานการณ์นี้คล้ายช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2551 แม้ไม่ได้ชนะเลือกตั้งโดยตรง แต่สามารถดำรงตำแหน่งอยู่ได้ถึง 3 ปีด้วยแรงหนุนจากฝ่ายอนุรักษนิยม”

พรรคประชาชน เสี่ยงเสียภาพลักษณ์?

การเดินหมากจับมือข้ามขั้วครั้งนี้สร้างความเสี่ยงต่อพรรคประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากฐานเสียงหลักของพรรคคือผู้ที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและการปฏิรูป

“นี่เป็นความเสี่ยงแน่นอนต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาชน” ดร.เกรกเตือน

“แต่หากพรรคตัดสินใจเป็นฝ่ายค้านและไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีใด ๆ ผู้สนับสนุนอาจเข้าใจ และความเสียหายจะถูกจำกัดลง”

นั่นหมายความว่าพรรคประชาชนยังมีโอกาสรักษาทุนทางการเมืองไว้ หากสามารถสื่อสารได้ชัดเจนว่าความร่วมมือกับภูมิใจไทยเป็นเพียงยุทธวิธีชั่วคราวเพื่อผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การละทิ้งอุดมการณ์

Thailand Politics
ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ชูบันทึกความเข้าใจที่ลงนามกับพรรคภูมิใจไทย ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ วันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 Source: AP / Sakchai Lalit/AP/AAP Image

ภูมิใจไทยกับนายกฯ ที่อาจยืนระยะยาว

การจับมือระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

พร้อมเงื่อนไขการปฏิรูป 5 ข้อ ถูกจับตามองอย่างหนัก เพราะนี่คือดีลที่อาจกำหนดทิศทางการเมืองไทยในช่วงต่อไป

ดร.เกรก เรย์มอนด์ วิเคราะห์ว่า ข้อเสนอปฏิรูปดังกล่าวอาจสร้างความไม่พอใจต่อฝ่ายอนุรักษนิยม แต่สำหรับอนุทินแล้ว โอกาสเช่นนี้คือสิ่งที่รอคอยมานาน

“คุณอนุทินมีความต้องการมาตลอดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเขารู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตการเมือง ดังนั้นเขาจำเป็นต้องคว้าไว้ แม้จะต้องประนีประนอมกับทั้งสองขั้วที่มีวิสัยทัศน์ตรงข้ามกัน"

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้พรรคประชาชนจะยื่นเงื่อนไขการปฏิรูปเพื่อแลกกับการสนับสนุน

แต่ในระยะยาว ข้อตกลงนี้อาจไม่มีน้ำหนักมากนัก เหตุผลสำคัญคือฝ่ายอนุรักษนิยมมีแนวโน้ม “ไว้วางใจ” พรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคประชาชน และพร้อมจะยืดเส้นทางทางการเมืองให้อนุทินดำรงตำแหน่งต่อไป

เกมการเมืองที่ไม่สมดุล

ดร.เกรกชี้ว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจคล้ายกับช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2551 แม้ไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง

แต่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ถึง 3 ปี ด้วยแรงหนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยมและเครือข่ายอำนาจนอกสภา

“ฝ่ายอนุรักษนิยมอาจใช้ปัจจัยทางกฎหมายหรือข้อกล่าวหาต่าง ๆ ในการกดดันพรรคประชาชน เช่น การฟ้องร้องคดี หรือการใช้กติกาที่บิดเบี้ยว เพื่อให้พรรคประชาชนสะดุดและเสียความชอบธรรม”

ในกรณีนั้น หากพรรคประชาชนถูกบีบจนไม่สามารถเดินตามข้อตกลงปฏิรูปได้เต็มที่ ผลลัพธ์คือการเปิดทางให้นายอนุทินสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปได้ยาว

แม้จะต้องแลกมาด้วยการประนีประนอมและการชะลอวาระการปฏิรูปที่เคยประกาศไว้

เลือกตั้งใหม่: ใครจะได้เปรียบ

หากเกิดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 4 เดือนหลังรัฐบาลอนุทินแถลงนโยบาย ทุกพรรคจะลงสนามด้วยเงื่อนไขที่ต่างออกไป

พรรคเพื่อไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากผลงานเศรษฐกิจที่ไม่ตอบโจทย์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้คะแนนนิยมลดลง

ขณะที่พรรคประชาชนยังคงมีฐานสนับสนุนเหนียวแน่น แต่ก็อาจสูญเสียแรงหนุนบางส่วนจากความไม่พอใจต่อการจับมือกับภูมิใจไทย

ส่วนพรรคประชารัฐ ดร. เกรก มองว่าอาจจะได้รับความนิยมน้อยลงหลังจากนี้เพราะว่าคิดว่าไม่มีนโยบายอะไรที่ทำได้อย่างแท้จริง

"และคิดว่าสมัยของลุง (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็หมดแล้ว"

ในอีกด้านหนึ่ง ภูมิใจไทยอาจกลายเป็นตัวเลือกที่น่าจับตา เพราะภาพลักษณ์ “เสถียรภาพ” ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งโหยหาในภาวะการเมืองที่ผันผวน

Dr. Greg Raymond edited.jpg
ดร. เกรก เรย์มอนด์ อาจารย์อาวุโสประจำศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศ (Strategic and Defence Studies Centre) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University: ANU) Credit: Supplied/Dr. Greg Raymond

ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร

สุภาษิตไทยที่ว่า “ในการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอเมื่อเกิดการจับมือที่คาดไม่ถึงระหว่างพรรคการเมืองที่เคยเป็นคู่แข่งกัน

การที่พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเพื่อดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน

ดร.เกรก เรย์มอนด์ อธิบายว่า ความยืดหยุ่นเช่นนี้ถือเป็นลักษณะเฉพาะของการเมืองไทย

“การเมืองไทยมีลักษณะที่ฝ่ายที่มีหลักการตรงข้ามกันสามารถกลายมาเป็นพันธมิตรกันได้ง่าย แต่ในออสเตรเลียเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าพรรคเสรีนิยมจะจับมือเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคแรงงาน”

คำเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเมืองไทยเปิดช่องให้เกิดการ “สลับขั้ว” อย่างฉับพลันเพื่อเป้าหมายระยะสั้น นั่นเพราะกติกาทางการเมือง

โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับให้ทุกพรรคต้องประนีประนอมเพื่ออยู่รอด ไม่ว่ากับฝ่ายที่มีอุดมการณ์ตรงกันข้ามเพียงใด

พันธนาการจากรัฐธรรมนูญ 2560

ข้อจำกัดสำคัญที่สุดคือกติกาที่วางไว้โดยรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม

ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นวงจรอุบาทว์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดร.เกรก เรย์มอนด์ กล่าว

“เพราะกติกานี้ทำให้พรรคการเมืองใด ๆ ยากที่จะได้เสียงข้างมาก และยังเปิดช่องให้กลุ่มอนุรักษนิยมใช้อำนาจของวุฒิสภาและศาลเข้ามากำหนดทิศทาง”

นั่นหมายความว่า แม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ ผลลัพธ์ก็อาจเป็นเพียงการรีเซ็ตเกม แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก

วิกฤติการเมืองภายในยังส่งผลต่อบทบาทของไทยในภูมิภาคและระดับนานาชาติ

“มหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านคุ้นเคยกับความไม่เสถียรของไทยมาตั้งแต่ปี 2549” ดร.เกรกกล่าว

“น่าเสียดายที่ประเทศไทยพลาดโอกาสที่จะเป็นผู้นำในอาเซียนเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ และต้องหันกลับมาแก้ปัญหาภายในประเทศมากกว่า”

แม้ไทยยังคงมีจุดแข็งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ข้าราชการและนักการทูตที่มืออาชีพ แต่ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ประเทศไม่สามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้เพื่อเสริมอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างเต็มที่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ การยุบสภาที่ไม่สำเร็จ การดันอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ และความเสี่ยงของพรรคประชาชน ไม่ได้สะท้อนถึง “จุดเปลี่ยน” ของการเมืองไทย หากแต่เป็นการ “รีเซ็ตเกม” อีกครั้งภายใต้กติกาเดิม

ตราบใดที่รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ถูกแก้ไข การเมืองไทยก็อาจยังคงติดอยู่ในวังวนของการเลือกตั้ง รัฐบาลผสมที่เปราะบาง และการต่อรองอำนาจที่ไม่เคยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ฟังภาษณ์เต็มของดร. เกรก เรย์มอนด์ เป็นภาษาไทยได้ที่นี่:

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram


2 min read

Published

Updated

By Chayada Powell

Source: SBS


Share this with family and friends


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now