SKIP TO MAIN CONTENT

ทำไมชาวเมลเบิร์นถึงชอบแต่งชุดสีดำทั้งตัว มาดูคำตอบที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น

นครเมลเบิร์นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมานานในฐานะเมืองที่ผู้คนจำนวนมากนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จนกลายเป็นภาพจำของเมืองและวัฒนธรรมการแต่งตัวของชาวเมลเบิร์น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นและวัฒนธรรมมองว่า ความนิยมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

A young woman wearing a black coat and beanie leans against a glass railing, looking off-camera with Melbourne's historic Flinders Street Station blurred in the background.
นครเมลเบิร์นเป็นศูนย์รวมของผู้คนในแวดวงสร้างสรรค์ ทั้งศิลปิน นักออกแบบ นักดนตรี สถาปนิก และช่างภาพ ซึ่งหลายคนมักนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำของเมืองไปแล้ว Source: Getty / Boyloso / iStockphoto

2 min read

Published

By Rachel Lamarche-Beauchesne, Jye Marshall

Presented by Chayada Powell

Source: The Conversation



Skip to article content

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

แอนนา วินทัวร์ อดีตบรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก เคยกล่าวว่า เธอจะ “ไม่มีวันแต่งชุดสีดำทั้งตัวอย่างเด็ดขาด”

แต่ดูเหมือนว่าชาวเมลเบิร์นส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะแม้จะมองว่าตนเองเป็นคนรักแฟชั่น แต่หลายคนกลับเลือกสวมเสื้อผ้าสีดำตลอดทั้งปี และยิ่งนิยมมากขึ้นไปอีกในช่วงฤดูหนาว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนมักกล่าวถึงเมลเบิร์นในฐานะเมืองที่ผู้คนหลงใหลการแต่งกายด้วยสีดำ จนกลายเป็นภาพลักษณ์และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือง

แล้วเบื้องหลังความนิยมนี้คืออะไร เรามีคำตอบ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งมาจากสภาพอากาศ

เมื่อพูดถึงรสนิยมการแต่งตัวของผู้คนในแต่ละเมือง ปัจจัยทางกายภาพที่สำคัญประการหนึ่งคือสภาพภูมิอากาศ

เมลเบิร์นมีสภาพอากาศแบบอบอุ่นชื้นภายใต้อิทธิพลของมหาสมุทร โดยมีฤดูร้อนที่ไม่ร้อนจัด ฤดูหนาวค่อนข้างเย็น และมีฝนตกกระจายตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ฤดูหนาวของเมลเบิร์นยังถือเป็นหนึ่งในฤดูหนาวที่หนาวที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่น ๆ ของออสเตรเลีย

ด้วยเหตุนี้ เสื้อผ้าของชาวเมลเบิร์นจำนวนมากจึงถูกออกแบบมาเพื่อการแต่งตัวแบบ “เลเยอร์” หรือการสวมหลายชั้น เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตามสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ง่าย

การมีเสื้อผ้าที่สามารถหยิบมาจับคู่กันได้ตลอดทั้งปีจึงเป็นเรื่องสำคัญ และแน่นอนว่า “ดำกับดำ” เป็นทางเลือกที่เข้ากันได้ง่ายและแทบไม่มีวันพลาด

ฮิลารี เดวิดสัน นักประวัติศาสตร์ชาวออสเตรเลีย อธิบายไว้ในบทความของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald ว่า

“ผู้คนในเมลเบิร์นสามารถแต่งตัวได้หลากหลายและสวมเสื้อผ้าสีดำได้มากกว่า เพราะสภาพอากาศของเมืองมีความคล้ายคลึงกับลอนดอน นิวยอร์ก มิลาน หรือโตเกียว ขณะที่ซิดนีย์มีลักษณะการแต่งตัวที่สบาย ๆ และโดดเด่นแบบลอสแอนเจลิสมากกว่า”

ภาพลักษณ์ของเมืองและอัตลักษณ์ร่วม

นอกเหนือจากสภาพอากาศแล้ว วัฒนธรรมและบรรทัดฐานทางสังคมของแต่ละเมืองก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่า การแต่งกายแบบใดถือว่าเหมาะสมหรือเป็นที่ยอมรับ

แนวคิดเรื่อง “Place Branding” หรือการสร้างภาพลักษณ์ของสถานที่ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อวิธีการแต่งตัวของผู้คนในแต่ละพื้นที่ของโลก โดยหมายถึงกระบวนการสร้างแบรนด์ให้กับเมือง ประเทศ หรือภูมิภาค เพื่อหล่อหลอมวิธีที่ผู้คนรับรู้และนิยามสถานที่นั้น

โดยทั่วไปแล้ว ภาพลักษณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการวางแผนทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตามประวัติศาสตร์ของเมือง เหตุการณ์สำคัญ และพัฒนาการทางสังคมที่ร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ของพื้นที่นั้นขึ้นมา

ในกรณีของเมลเบิร์น ความนิยมในการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแฟชั่น แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของเมืองที่เชื่อมโยงกับศิลปะ ความสร้างสรรค์ ความเรียบง่าย และวัฒนธรรมเมืองที่แตกต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ของออสเตรเลีย

เมลเบิร์นกับภาพลักษณ์ความเป็นยุโรป

ภาพลักษณ์ของเมลเบิร์นในฐานะเมืองแห่งเสื้อผ้าสีดำไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่วงการแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังพัฒนามาจากวัฒนธรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน สิ่งที่พวกเขาให้คุณค่า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการอพยพย้ายถิ่นที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมเมืองมาตลอดหลายทศวรรษ

นักวิชาการด้านการสร้างภาพลักษณ์เมืองมองว่า ภาพจำของเมืองจะยิ่งแข็งแรงขึ้นเมื่อผู้คนในพื้นที่ช่วยกันตอกย้ำเรื่องเล่าเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น ความเชื่อที่ว่า “ชาวเมลเบิร์นชอบแต่งตัวสีดำ”

อีกปัจจัยสำคัญคือ เมลเบิร์นมีรากฐานและอิทธิพลทางวัฒนธรรมยุโรปค่อนข้างชัดเจน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองแห่งนี้เป็นจุดหมายสำคัญของผู้อพยพจากยุโรปจำนวนมาก ปัจจุบันเมลเบิร์นเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิตาลีที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย และยังเป็นหนึ่งในชุมชนชาวกรีกที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศกรีซอีกด้วย

มรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมอาหารและกาแฟแบบยุโรป ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของภาพลักษณ์เมลเบิร์นในฐานะเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีและน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สีดำกับรากฐานทางวัฒนธรรมยุโรป

ความนิยมในการแต่งกายด้วยสีดำไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ของชาวเมลเบิร์นเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานยาวนานในประวัติศาสตร์ยุโรป

มิเชล ปาสตูโร นักประวัติศาสตร์ด้านสี ผู้เขียนหนังสือ Black: The History of a Color อธิบายว่า ความนิยมในสีดำเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง เมื่อชนชั้นสูงและข้าราชบริพารในราชสำนักยุโรปนำสีดำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความสง่างาม และความหรูหราที่แท้จริง

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 บรรดาขุนนางยุโรปนิยมสวมเสื้อผ้าสีดำในการวาดภาพเหมือน เพื่อแสดงฐานะและความมั่งคั่ง เนื่องจากในยุคนั้นการผลิตสีย้อมสีดำมีต้นทุนสูงและทำได้ยากกว่าสีอื่น ๆ

แม้บางเมือง เช่น แอนต์เวิร์ป ในเบลเยียม จะมีชื่อเสียงด้านการย้อมผ้าสีดำเป็นพิเศษ แต่กว่าที่เสื้อผ้าสีดำจะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ก็ต้องรอจนถึงศตวรรษที่ 19 เมื่อเทคโนโลยีการผลิตสีย้อมพัฒนาขึ้นและแพร่หลายมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ สีดำจึงไม่ได้เป็นเพียงสีพื้นฐานในโลกแฟชั่น แต่ยังมีความหมายเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของอำนาจ ความหรูหรา และวัฒนธรรมยุโรปมาอย่างยาวนาน ซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สีดำยังคงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์การแต่งกายของชาวเมลเบิร์นในปัจจุบัน

Four people dressed in elaborate, gothic and steampunk-inspired black attire enjoy an outdoor picnic complete with ornate chalices and a blood bag prop.
ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 สีดำได้กลายเป็นสีประจำของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวกอธหรือพังก์ ซึ่งใช้การแต่งกายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัตลักษณ์และการท้าทายค่านิยมกระแสหลักของสังคม Source: Getty / Jakubaszek

สีดำในฐานะสัญลักษณ์ของความเรียบหรูและความสร้างสรรค์

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เสื้อผ้าสีดำกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในฐานะสัญลักษณ์ของความสง่างามแบบยุโรป โดยเห็นได้จากแนวคิด Little Black Dress ของ กาเบรียล “โคโค่” ชาเนล ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสผู้ทรงอิทธิพล

เสน่ห์ของสีดำยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันผ่านผลงานของนักออกแบบชาวเบลเยียมชื่อดัง เช่น ดรีส์ แวน โนเทน, แอน เดอเมอเลอมิสเตอร์ และราฟ ซิมอนส์ รวมถึงวัฒนธรรมดนตรีเทคโนและแฟชั่นในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งการแต่งกายด้วยสีดำยังคงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

เมลเบิร์น: เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับเมืองสำคัญหลายแห่งในยุโรป เมลเบิร์นเป็นเมืองที่เติบโตขึ้นรอบสถาบันทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และปัญญาชน

อัตลักษณ์ของเมืองส่วนหนึ่งมาจากบทบาทในฐานะศูนย์กลางด้านศิลปะและวัฒนธรรมของออสเตรเลีย ทั้งดนตรี การแสดงละคร วรรณกรรม แฟชั่น และการออกแบบ แม้ว่าปัจจุบันงบประมาณสนับสนุนด้านศิลปะในหลายภาคส่วนกำลังเผชิญความท้าทายก็ตาม

นักสร้างสรรค์มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ท้าทายกระแสหลักของสังคม และมีชื่อเสียงเรื่องการแต่งกายด้วยสีดำ ดังที่คอร์ดูลา เรา สถาปนิกและนักเขียน กล่าวถึงไว้ในหนังสือ Why Do Architects Wear Black? เมื่อปี 2008

ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บริเวณที่รู้จักกันในชื่อ “Paris End of Collins Street” ได้กลายเป็นศูนย์รวมของศิลปิน นักออกแบบ และผู้มีบทบาทในแวดวงวัฒนธรรมของเมลเบิร์น กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เพียงนำผลงานและแนวคิดสร้างสรรค์มาสู่เมือง แต่ยังนำรสนิยมและรูปแบบการแต่งกายที่สะท้อนโลกศิลปะมาด้วย

ด้วยเหตุนี้ การสวมเสื้อผ้าสีดำในเมลเบิร์นจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแฟชั่นหรือสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ภาพลักษณ์ความเป็นยุโรป และบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ของออสเตรเลียอีกด้วย

จากวัฒนธรรมย่อยสู่เอกลักษณ์ของเมือง

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา สีดำยังกลายเป็นสีประจำของวัฒนธรรมย่อยหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวกอธ (Goths) หรือพังก์ (Punks) ที่ใช้การแต่งกายเป็นเครื่องมือในการท้าทายและต่อต้านบรรทัดฐานกระแสหลักของสังคม

โยจิ ยามาโมโตะ ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียง เคยอธิบายเสน่ห์ของสีดำไว้ว่า

“สีดำเป็นทั้งความถ่อมตัวและความหยิ่งในเวลาเดียวกัน สีดำเรียบง่ายและสบาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความลึกลับ และเหนือสิ่งอื่นใด สีดำกำลังบอกว่า ‘ฉันไม่ไปรบกวนคุณ และคุณก็ไม่ต้องมารบกวนฉัน’”

มุมมองจากชุมชนไทย: เมื่อสีดำกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมลเบิร์น

สำหรับคนไทยที่ใช้ชีวิตในเมลเบิร์นมานาน การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำอาจไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจเลือกตั้งแต่แรก แต่ค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตโดยไม่รู้ตัว

อ้อม อรรถพร คนไทยที่อาศัยอยู่ในเมลเบิร์นมาตั้งแต่วัยรุ่น หรือเกือบ 30 ปี เล่าว่า วัฒนธรรมการแต่งกายของเมืองส่งอิทธิพลต่อเธออย่างมาก

“มันเหมือนถูกกลืนเข้าไปโดยไม่รู้ตัวเลยนะคะ ร้านเสื้อผ้าในเมลเบิร์นส่วนใหญ่ก็มีแต่โทนดำ เทา กรมท่า หรือเอิร์ธโทน พออยู่นาน ๆ ตู้เสื้อผ้าก็กลายเป็นสีประมาณนี้ไปเอง”เธอบอกว่าเพิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

“จนเวลาไปเที่ยวต่างประเทศนี่แหละ ถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองแทบไม่มีเสื้อผ้าสีสันเลย แล้วพอกลับมาอยู่เมลเบิร์น ถ้าจะใส่เสื้อสีสด ๆ ออกจากบ้าน บางทีก็รู้สึกเด่นเกินไปจนไม่ค่อยมั่นใจ”อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าความนิยมของสีดำก็มีเหตุผลในตัวเอง เพราะเป็นสีที่คลาสสิก สวมใส่ง่าย และไม่ตกยุค

ด้าน วิไลพร หรือ “ปอม” คนไทยที่เคยอาศัยอยู่ในเมลเบิร์นก่อนย้ายไปอยู่ที่นครแอดิเลด มองว่าการแต่งกายด้วยสีดำสะท้อนวิถีชีวิตของคนเมืองใหญ่ได้เป็นอย่างดี

เธออธิบายว่า เมลเบิร์นเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการทำงาน การเดินทาง และความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน สีดำจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและความมั่นใจ

“สีดำช่วยลดภาระในการตัดสินใจ ดูสุภาพ ทันสมัย และทำให้รู้สึกมั่นใจโดยไม่ต้องพยายามดึงดูดความสนใจมากนัก”เธอยังมองว่า วัฒนธรรมแฟชั่นของเมลเบิร์นให้คุณค่ากับความเรียบง่าย ความเป็นอิสระ และการแสดงรสนิยมผ่านรูปทรง เนื้อผ้า และรายละเอียด มากกว่าการใช้สีสันสดใส

ในทางกลับกัน หลังย้ายมาอยู่แอดิเลด เธอสังเกตเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

“เมืองเล็กมีจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลายกว่า ผู้คนใกล้ชิดกับธรรมชาติและชุมชนมากกว่า การแต่งตัวจึงเป็นพื้นที่ของการแสดงออกและความสนุกในชีวิตประจำวัน สีสันสดใสและสไตล์ที่หลากหลายจึงพบเห็นได้มากกว่า”

และหากมองในเชิงจิตวิทยา ปอมเชื่อว่า คนเมืองใหญ่มักใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือในการลดความซับซ้อนและความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้คนในเมืองขนาดเล็กอาจใช้การแต่งกายเป็นช่องทางในการแสดงตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และความสุขในแต่ละวันมากกว่า

ท้ายที่สุดแล้ว ความนิยมในการสวมเสื้อผ้าสีดำของชาวเมลเบิร์นอาจเป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ของเมืองที่หล่อหลอมกันมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนคาดหวังและตอกย้ำซึ่งกันและกัน

ในอีกมุมหนึ่ง การแต่งตัวด้วยสีดำอาจเป็นวิธีที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเมือง เพราะการสังเกตสิ่งที่คนรอบตัวสวมใส่และเลือกแต่งตาม เป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์ใช้เพื่อแสดงตัวตนและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ดังนั้น หากใครเคยสงสัยว่าทำไมเมื่อเดินอยู่บนถนนในเมลเบิร์นจึงเห็นผู้คนแต่งกายด้วยสีดำเต็มไปหมด คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่แฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่น

อิทธิพลทางวัฒนธรรมยุโรป โลกศิลปะ และความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ร่วมที่เรียกว่าวัฒนธรรมของชาว “เมลเบิร์น” นั่นเอง

บทความนี้อ้างอิงความเห็นของ Rachel Lamarche-Beauchesne อาจารย์อาวุโสด้านธุรกิจแฟชั่นจาก Torrens University Australia และ Jye Marshall อาจารย์ด้านการออกแบบแฟชั่นจาก School of Design and Architecture แห่ง Swinburne University of Technology

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now