Watch FIFA World Cup 2026™

LIVE, FREE and EXCLUSIVE starting June 12 2026

ทำไมชาวเมลเบิร์นถึงชอบแต่งชุดสีดำทั้งตัว มาดูคำตอบที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น

นครเมลเบิร์นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมานานในฐานะเมืองที่ผู้คนจำนวนมากนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จนกลายเป็นภาพจำของเมืองและวัฒนธรรมการแต่งตัวของชาวเมลเบิร์น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นและวัฒนธรรมมองว่า ความนิยมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

A young woman wearing a black coat and beanie leans against a glass railing, looking off-camera with Melbourne's historic Flinders Street Station blurred in the background.
นครเมลเบิร์นเป็นศูนย์รวมของผู้คนในแวดวงสร้างสรรค์ ทั้งศิลปิน นักออกแบบ นักดนตรี สถาปนิก และช่างภาพ ซึ่งหลายคนมักนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำของเมืองไปแล้ว Source: Getty / Boyloso / iStockphoto

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

แอนนา วินทัวร์ อดีตบรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก เคยกล่าวว่า เธอจะ “ไม่มีวันแต่งชุดสีดำทั้งตัวอย่างเด็ดขาด”

แต่ดูเหมือนว่าชาวเมลเบิร์นส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะแม้จะมองว่าตนเองเป็นคนรักแฟชั่น แต่หลายคนกลับเลือกสวมเสื้อผ้าสีดำตลอดทั้งปี และยิ่งนิยมมากขึ้นไปอีกในช่วงฤดูหนาว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนมักกล่าวถึงเมลเบิร์นในฐานะเมืองที่ผู้คนหลงใหลการแต่งกายด้วยสีดำ จนกลายเป็นภาพลักษณ์และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือง

แล้วเบื้องหลังความนิยมนี้คืออะไร เรามีคำตอบ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งมาจากสภาพอากาศ

เมื่อพูดถึงรสนิยมการแต่งตัวของผู้คนในแต่ละเมือง ปัจจัยทางกายภาพที่สำคัญประการหนึ่งคือสภาพภูมิอากาศ

เมลเบิร์นมีสภาพอากาศแบบอบอุ่นชื้นภายใต้อิทธิพลของมหาสมุทร โดยมีฤดูร้อนที่ไม่ร้อนจัด ฤดูหนาวค่อนข้างเย็น และมีฝนตกกระจายตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ฤดูหนาวของเมลเบิร์นยังถือเป็นหนึ่งในฤดูหนาวที่หนาวที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่น ๆ ของออสเตรเลีย

ด้วยเหตุนี้ เสื้อผ้าของชาวเมลเบิร์นจำนวนมากจึงถูกออกแบบมาเพื่อการแต่งตัวแบบ “เลเยอร์” หรือการสวมหลายชั้น เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตามสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ง่าย

การมีเสื้อผ้าที่สามารถหยิบมาจับคู่กันได้ตลอดทั้งปีจึงเป็นเรื่องสำคัญ และแน่นอนว่า “ดำกับดำ” เป็นทางเลือกที่เข้ากันได้ง่ายและแทบไม่มีวันพลาด

ฮิลารี เดวิดสัน นักประวัติศาสตร์ชาวออสเตรเลีย อธิบายไว้ในบทความของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald ว่า

“ผู้คนในเมลเบิร์นสามารถแต่งตัวได้หลากหลายและสวมเสื้อผ้าสีดำได้มากกว่า เพราะสภาพอากาศของเมืองมีความคล้ายคลึงกับลอนดอน นิวยอร์ก มิลาน หรือโตเกียว ขณะที่ซิดนีย์มีลักษณะการแต่งตัวที่สบาย ๆ และโดดเด่นแบบลอสแอนเจลิสมากกว่า”

ภาพลักษณ์ของเมืองและอัตลักษณ์ร่วม

นอกเหนือจากสภาพอากาศแล้ว วัฒนธรรมและบรรทัดฐานทางสังคมของแต่ละเมืองก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่า การแต่งกายแบบใดถือว่าเหมาะสมหรือเป็นที่ยอมรับ

แนวคิดเรื่อง “Place Branding” หรือการสร้างภาพลักษณ์ของสถานที่ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อวิธีการแต่งตัวของผู้คนในแต่ละพื้นที่ของโลก โดยหมายถึงกระบวนการสร้างแบรนด์ให้กับเมือง ประเทศ หรือภูมิภาค เพื่อหล่อหลอมวิธีที่ผู้คนรับรู้และนิยามสถานที่นั้น

โดยทั่วไปแล้ว ภาพลักษณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการวางแผนทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตามประวัติศาสตร์ของเมือง เหตุการณ์สำคัญ และพัฒนาการทางสังคมที่ร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ของพื้นที่นั้นขึ้นมา

ในกรณีของเมลเบิร์น ความนิยมในการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแฟชั่น แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของเมืองที่เชื่อมโยงกับศิลปะ ความสร้างสรรค์ ความเรียบง่าย และวัฒนธรรมเมืองที่แตกต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ของออสเตรเลีย

เมลเบิร์นกับภาพลักษณ์ความเป็นยุโรป

ภาพลักษณ์ของเมลเบิร์นในฐานะเมืองแห่งเสื้อผ้าสีดำไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่วงการแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังพัฒนามาจากวัฒนธรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน สิ่งที่พวกเขาให้คุณค่า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการอพยพย้ายถิ่นที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมเมืองมาตลอดหลายทศวรรษ

นักวิชาการด้านการสร้างภาพลักษณ์เมืองมองว่า ภาพจำของเมืองจะยิ่งแข็งแรงขึ้นเมื่อผู้คนในพื้นที่ช่วยกันตอกย้ำเรื่องเล่าเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น ความเชื่อที่ว่า “ชาวเมลเบิร์นชอบแต่งตัวสีดำ”

อีกปัจจัยสำคัญคือ เมลเบิร์นมีรากฐานและอิทธิพลทางวัฒนธรรมยุโรปค่อนข้างชัดเจน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองแห่งนี้เป็นจุดหมายสำคัญของผู้อพยพจากยุโรปจำนวนมาก ปัจจุบันเมลเบิร์นเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิตาลีที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย และยังเป็นหนึ่งในชุมชนชาวกรีกที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศกรีซอีกด้วย

มรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมอาหารและกาแฟแบบยุโรป ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของภาพลักษณ์เมลเบิร์นในฐานะเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีและน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สีดำกับรากฐานทางวัฒนธรรมยุโรป

ความนิยมในการแต่งกายด้วยสีดำไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ของชาวเมลเบิร์นเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานยาวนานในประวัติศาสตร์ยุโรป

มิเชล ปาสตูโร นักประวัติศาสตร์ด้านสี ผู้เขียนหนังสือ Black: The History of a Color อธิบายว่า ความนิยมในสีดำเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง เมื่อชนชั้นสูงและข้าราชบริพารในราชสำนักยุโรปนำสีดำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความสง่างาม และความหรูหราที่แท้จริง

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 บรรดาขุนนางยุโรปนิยมสวมเสื้อผ้าสีดำในการวาดภาพเหมือน เพื่อแสดงฐานะและความมั่งคั่ง เนื่องจากในยุคนั้นการผลิตสีย้อมสีดำมีต้นทุนสูงและทำได้ยากกว่าสีอื่น ๆ

แม้บางเมือง เช่น แอนต์เวิร์ป ในเบลเยียม จะมีชื่อเสียงด้านการย้อมผ้าสีดำเป็นพิเศษ แต่กว่าที่เสื้อผ้าสีดำจะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ก็ต้องรอจนถึงศตวรรษที่ 19 เมื่อเทคโนโลยีการผลิตสีย้อมพัฒนาขึ้นและแพร่หลายมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ สีดำจึงไม่ได้เป็นเพียงสีพื้นฐานในโลกแฟชั่น แต่ยังมีความหมายเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของอำนาจ ความหรูหรา และวัฒนธรรมยุโรปมาอย่างยาวนาน ซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สีดำยังคงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์การแต่งกายของชาวเมลเบิร์นในปัจจุบัน

Four people dressed in elaborate, gothic and steampunk-inspired black attire enjoy an outdoor picnic complete with ornate chalices and a blood bag prop.
ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 สีดำได้กลายเป็นสีประจำของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวกอธหรือพังก์ ซึ่งใช้การแต่งกายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัตลักษณ์และการท้าทายค่านิยมกระแสหลักของสังคม Source: Getty / Jakubaszek

สีดำในฐานะสัญลักษณ์ของความเรียบหรูและความสร้างสรรค์

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เสื้อผ้าสีดำกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในฐานะสัญลักษณ์ของความสง่างามแบบยุโรป โดยเห็นได้จากแนวคิด Little Black Dress ของ กาเบรียล “โคโค่” ชาเนล ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสผู้ทรงอิทธิพล

เสน่ห์ของสีดำยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันผ่านผลงานของนักออกแบบชาวเบลเยียมชื่อดัง เช่น ดรีส์ แวน โนเทน, แอน เดอเมอเลอมิสเตอร์ และราฟ ซิมอนส์ รวมถึงวัฒนธรรมดนตรีเทคโนและแฟชั่นในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งการแต่งกายด้วยสีดำยังคงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

เมลเบิร์น: เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับเมืองสำคัญหลายแห่งในยุโรป เมลเบิร์นเป็นเมืองที่เติบโตขึ้นรอบสถาบันทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และปัญญาชน

อัตลักษณ์ของเมืองส่วนหนึ่งมาจากบทบาทในฐานะศูนย์กลางด้านศิลปะและวัฒนธรรมของออสเตรเลีย ทั้งดนตรี การแสดงละคร วรรณกรรม แฟชั่น และการออกแบบ แม้ว่าปัจจุบันงบประมาณสนับสนุนด้านศิลปะในหลายภาคส่วนกำลังเผชิญความท้าทายก็ตาม

นักสร้างสรรค์มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ท้าทายกระแสหลักของสังคม และมีชื่อเสียงเรื่องการแต่งกายด้วยสีดำ ดังที่คอร์ดูลา เรา สถาปนิกและนักเขียน กล่าวถึงไว้ในหนังสือ Why Do Architects Wear Black? เมื่อปี 2008

ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บริเวณที่รู้จักกันในชื่อ “Paris End of Collins Street” ได้กลายเป็นศูนย์รวมของศิลปิน นักออกแบบ และผู้มีบทบาทในแวดวงวัฒนธรรมของเมลเบิร์น กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เพียงนำผลงานและแนวคิดสร้างสรรค์มาสู่เมือง แต่ยังนำรสนิยมและรูปแบบการแต่งกายที่สะท้อนโลกศิลปะมาด้วย

ด้วยเหตุนี้ การสวมเสื้อผ้าสีดำในเมลเบิร์นจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแฟชั่นหรือสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ภาพลักษณ์ความเป็นยุโรป และบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ของออสเตรเลียอีกด้วย

จากวัฒนธรรมย่อยสู่เอกลักษณ์ของเมือง

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา สีดำยังกลายเป็นสีประจำของวัฒนธรรมย่อยหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวกอธ (Goths) หรือพังก์ (Punks) ที่ใช้การแต่งกายเป็นเครื่องมือในการท้าทายและต่อต้านบรรทัดฐานกระแสหลักของสังคม

โยจิ ยามาโมโตะ ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียง เคยอธิบายเสน่ห์ของสีดำไว้ว่า

“สีดำเป็นทั้งความถ่อมตัวและความหยิ่งในเวลาเดียวกัน สีดำเรียบง่ายและสบาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความลึกลับ และเหนือสิ่งอื่นใด สีดำกำลังบอกว่า ‘ฉันไม่ไปรบกวนคุณ และคุณก็ไม่ต้องมารบกวนฉัน’”

มุมมองจากชุมชนไทย: เมื่อสีดำกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมลเบิร์น

สำหรับคนไทยที่ใช้ชีวิตในเมลเบิร์นมานาน การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำอาจไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจเลือกตั้งแต่แรก แต่ค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตโดยไม่รู้ตัว

อ้อม อรรถพร คนไทยที่อาศัยอยู่ในเมลเบิร์นมาตั้งแต่วัยรุ่น หรือเกือบ 30 ปี เล่าว่า วัฒนธรรมการแต่งกายของเมืองส่งอิทธิพลต่อเธออย่างมาก

“มันเหมือนถูกกลืนเข้าไปโดยไม่รู้ตัวเลยนะคะ ร้านเสื้อผ้าในเมลเบิร์นส่วนใหญ่ก็มีแต่โทนดำ เทา กรมท่า หรือเอิร์ธโทน พออยู่นาน ๆ ตู้เสื้อผ้าก็กลายเป็นสีประมาณนี้ไปเอง”เธอบอกว่าเพิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

“จนเวลาไปเที่ยวต่างประเทศนี่แหละ ถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองแทบไม่มีเสื้อผ้าสีสันเลย แล้วพอกลับมาอยู่เมลเบิร์น ถ้าจะใส่เสื้อสีสด ๆ ออกจากบ้าน บางทีก็รู้สึกเด่นเกินไปจนไม่ค่อยมั่นใจ”อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าความนิยมของสีดำก็มีเหตุผลในตัวเอง เพราะเป็นสีที่คลาสสิก สวมใส่ง่าย และไม่ตกยุค

ด้าน วิไลพร หรือ “ปอม” คนไทยที่เคยอาศัยอยู่ในเมลเบิร์นก่อนย้ายไปอยู่ที่นครแอดิเลด มองว่าการแต่งกายด้วยสีดำสะท้อนวิถีชีวิตของคนเมืองใหญ่ได้เป็นอย่างดี

เธออธิบายว่า เมลเบิร์นเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการทำงาน การเดินทาง และความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน สีดำจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและความมั่นใจ

“สีดำช่วยลดภาระในการตัดสินใจ ดูสุภาพ ทันสมัย และทำให้รู้สึกมั่นใจโดยไม่ต้องพยายามดึงดูดความสนใจมากนัก”เธอยังมองว่า วัฒนธรรมแฟชั่นของเมลเบิร์นให้คุณค่ากับความเรียบง่าย ความเป็นอิสระ และการแสดงรสนิยมผ่านรูปทรง เนื้อผ้า และรายละเอียด มากกว่าการใช้สีสันสดใส

ในทางกลับกัน หลังย้ายมาอยู่แอดิเลด เธอสังเกตเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

“เมืองเล็กมีจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลายกว่า ผู้คนใกล้ชิดกับธรรมชาติและชุมชนมากกว่า การแต่งตัวจึงเป็นพื้นที่ของการแสดงออกและความสนุกในชีวิตประจำวัน สีสันสดใสและสไตล์ที่หลากหลายจึงพบเห็นได้มากกว่า”

และหากมองในเชิงจิตวิทยา ปอมเชื่อว่า คนเมืองใหญ่มักใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือในการลดความซับซ้อนและความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้คนในเมืองขนาดเล็กอาจใช้การแต่งกายเป็นช่องทางในการแสดงตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และความสุขในแต่ละวันมากกว่า

ท้ายที่สุดแล้ว ความนิยมในการสวมเสื้อผ้าสีดำของชาวเมลเบิร์นอาจเป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ของเมืองที่หล่อหลอมกันมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนคาดหวังและตอกย้ำซึ่งกันและกัน

ในอีกมุมหนึ่ง การแต่งตัวด้วยสีดำอาจเป็นวิธีที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเมือง เพราะการสังเกตสิ่งที่คนรอบตัวสวมใส่และเลือกแต่งตาม เป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์ใช้เพื่อแสดงตัวตนและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ดังนั้น หากใครเคยสงสัยว่าทำไมเมื่อเดินอยู่บนถนนในเมลเบิร์นจึงเห็นผู้คนแต่งกายด้วยสีดำเต็มไปหมด คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่แฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่น

อิทธิพลทางวัฒนธรรมยุโรป โลกศิลปะ และความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ร่วมที่เรียกว่าวัฒนธรรมของชาว “เมลเบิร์น” นั่นเอง

บทความนี้อ้างอิงความเห็นของ Rachel Lamarche-Beauchesne อาจารย์อาวุโสด้านธุรกิจแฟชั่นจาก Torrens University Australia และ Jye Marshall อาจารย์ด้านการออกแบบแฟชั่นจาก School of Design and Architecture แห่ง Swinburne University of Technology

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


2 min read

Published

By Rachel Lamarche-Beauchesne, Jye Marshall

Presented by Chayada Powell

Source: The Conversation




Share this with family and friends


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now