TAFTA หรือข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2005 และเป็น FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศพัฒนาแล้ว กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ข้อตกลงนี้ช่วยขยายการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอย่างไร เอสบีเอส ไทยพูดคุยกับคุณจณัญญา บัณฑุกุล จากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ถึงบทบาทและอนาคตของข้อตกลงนี้
ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย หรือ TAFTA (Free Trade Agreement Thailand Australia) ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงทางการค้าระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางเศรษฐกิจไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของประเทศจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าโลกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
ในช่วงต้นทศวรรษ 2540 หลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ การเปิดตลาดและสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในขณะนั้น TAFTA จึงถือกำเนิดขึ้นในบริบทดังกล่าว และกลายเป็น “ก้าวแรก” ของไทยในการเข้าสู่ยุคของความตกลงการค้าเสรีอย่างจริงจัง
จากวันนั้นถึงวันนี้ TAFTA ไม่เพียงช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย แต่ยังมีบทบาทในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการลงทุน และผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาเพื่อแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จุดเริ่มต้นของ TAFTA และบทบาทในนโยบายการค้าไทย
TAFTA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2548 และถือเป็นความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีฉบับแรกของไทย อีกทั้งยังเป็น FTA หรือข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย ซึ่งมีมาตรฐานทางเศรษฐกิจและกฎระเบียบที่เข้มงวด
การตัดสินใจเดินหน้าทำ TAFTA ในเวลานั้น ไม่ใช่เพียงการลดภาษีสินค้าเพื่อเพิ่มการส่งออก แต่เป็นการวางรากฐานเชิงนโยบายให้ไทยหันมาใช้นโยบายการค้าเชิงรุกมากขึ้น เปิดประตูสู่การเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ ในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน หรือกลุ่มประเทศอาเซียน
จณัญญา บัณฑุกุล ผู้อำนวยการสำนักอเมริกา แปซิฟิกและองค์การระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า
“TAFTA เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ไทยหันมาใช้นโยบายการค้าเชิงรุกมากขึ้น และเปิดประตูสู่การทำ FTA กับประเทศอื่น ๆ ในเวลาต่อมา”
กล่าวได้ว่า TAFTA ไม่เพียงเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับออสเตรเลีย แต่ยังเป็นต้นแบบของการกำหนดทิศทางนโยบายการค้าของไทยในยุคใหม่ ที่เน้นการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
มากกว่าการลดภาษี: โครงสร้างความร่วมมือที่ครอบคลุม
แม้ภาพจำของ FTA มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของการลดภาษีนำเข้า–ส่งออก แต่ในความเป็นจริง TAFTA มีขอบเขตที่กว้างกว่านั้นมาก โดยครอบคลุมทั้งการค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในหลายสาขา

หนึ่งในจุดเด่นของ TAFTA คือการบรรจุประเด็นที่ถือว่าก้าวหน้าสำหรับยุคนั้น เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 2540–2550 ยังไม่ใช่ประเด็นหลักของความตกลงการค้าระหว่างประเทศมากนัก
โครงสร้างความร่วมมือที่ครอบคลุมนี้ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งในด้านการลงทุน การให้บริการ และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ส่งผลให้ไทยสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น และเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตาของคู่ค้าระหว่างประเทศ
"ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียเพิ่มขึ้นประมาณ 272 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่าสามเท่า"
TAFTA จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามจากการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมทั้งบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย
การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดจาก TAFTA คือการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและออสเตรเลียให้แน่นแฟ้นมากขึ้น โดยทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่แตกต่างและสามารถเกื้อหนุนกันได้
ออสเตรเลียมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ และพลังงาน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิต การแปรรูป และแรงงานฝีมือ ความแตกต่างนี้ทำให้เกิดการแบ่งบทบาทในห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยพัฒนาเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค ขณะที่ออสเตรเลียเป็นทั้งตลาดและแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงการลงทุนในภาคพลังงานและทรัพยากรที่ไทยเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านทรัพยากร ส่วนไทยมีความสามารถด้านการผลิต ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมโยงกันในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพจณัญญา ผู้อำนวยการสำนักอเมริกา แปซิฟิกและองค์การระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าว
นอกจากนี้ การลงทุนข้ามประเทศยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนจากออสเตรเลียในไทยในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล เกษตรและอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงการที่ธุรกิจไทยขยายไปลงทุนในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในภาคพลังงานและเหมืองแร่
การยกระดับมาตรฐานและโจทย์ใหม่ของการค้าโลก
นอกเหนือจากโอกาสทางการค้า TAFTA ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดออสเตรเลีย ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีมาตรฐานสูง ทั้งด้านคุณภาพสินค้า สุขอนามัย และความปลอดภัย
การปรับตัวในจุดนี้ แม้จะเป็นความท้าทายในช่วงแรก แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม บริบทของการค้าโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ความสำคัญของความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานที่เข้มงวดขึ้น
“TAFTA ยังมีศักยภาพในการพัฒนาและยกระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ และยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับออสเตรเลียต่อไป”
ในภาพรวม TAFTA จึงไม่ใช่เพียงความตกลงในอดีต แต่ยังเป็นกลไกที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคต ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ยูทูบ





