SKIP TO MAIN CONTENT

The Big Brief: แว่นอัจฉริยะ Kmart ขายดีจนหมดสต็อก จุดกระแสถกเถียงเรื่องความเป็นส่วนตัว

Kmart  Copy of The Big Brief HEADER .jpg
Credit: NurPhoto/NurPhoto via Getty Images

แว่นอัจฉริยะที่บันทึกภาพและเสียงได้ของ Kmart กำลังได้รับความนิยมในออสเตรเลีย แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามด้านความเป็นส่วนตัว เมื่อผู้คนอาจถูกบันทึกภาพหรือเสียงโดยไม่รู้ตัว จนหน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


Published

By Rachael Knowles

Presented by Chayada Powell

Source: SBS


Skip to podcast episode content

แว่นอัจฉริยะที่บันทึกภาพและเสียงได้ของ Kmart กำลังได้รับความนิยมในออสเตรเลีย แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามด้านความเป็นส่วนตัว เมื่อผู้คนอาจถูกบันทึกภาพหรือเสียงโดยไม่รู้ตัว จนหน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

แว่นตาอัจฉริยะของ Meta และแว่นอัจฉริยะราคาประหยัดจากผู้ผลิตรายอื่น กำลังจุดกระแสความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้น

คณะกรรมาธิการด้านความเป็นส่วนตัวของออสเตรเลีย เตรียมสอบสวนผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะดังกล่าว ตามคำร้องขอของอัยการสูงสุดออสเตรเลีย (Attorney-General)

แว่นตาอัจฉริยะรุ่นราคาประหยัดของ Anko ซึ่งวางจำหน่ายโดย Kmart ในราคา 89 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ขายหมดทั่วประเทศภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดตัวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา และกระแสความนิยมดังกล่าวกำลังผลักดันให้รัฐบาลออสเตรเลียเร่งตรวจสอบผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัว

 แว่นรุ่นนี้มีราคาถูกกว่าแว่นอัจฉริยะของ Meta อย่างน้อย 200 ดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยมาพร้อมกล้องที่สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงและถ่ายภาพ ก่อนส่งไฟล์ไปยังสมาร์ตโฟนได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถใช้ซอฟต์แวร์ HeyCyan เพื่อรับสาย ฟังเพลง และใช้งานผู้ช่วย AI ได้

ปัจจุบัน Kmart เป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกหลายราย รวมถึง Amazon, Temu และ AliExpress ที่จำหน่ายแว่นอัจฉริยะทางเลือกราคาประหยัด

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นางมิเชล โรว์แลนด์ อัยการสูงสุดออสเตรเลีย ได้ขอให้ สำนักงานคณะกรรมาธิการข้อมูลข่าวสารแห่งออสเตรเลีย (Office of the Australian Information Commissioner: OAIC) เร่งตรวจสอบผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัวจากการใช้งานแว่นอัจฉริยะ พร้อมขอให้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นลำดับต้น ๆ เนื่องจากกังวลถึงความปลอดภัยของผู้หญิงและเด็ก

โรว์แลนด์กล่าวว่า

"ความเป็นส่วนตัวเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญของทุกคน เพราะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและปราศจากความหวาดกลัว"

k mart AI glassess.png
แว่นตาอัจฉริยะราคา 89 ดอลลาร์ออสเตรเลียของ Kmart ขายหมดจากช่องทางออนไลน์ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดตัว ภาพ: Kmart.com.au Credit: Kmart.com.au

นางมิเชล โรว์แลนด์ กล่าวว่า แว่นตาอัจฉริยะมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างจากอุปกรณ์เทคโนโลยีประเภทอื่น เพราะสามารถใช้งานได้อย่างแนบเนียน ทำให้ผู้คนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกบันทึกภาพหรือวิดีโอ

"ต่างจากเทคโนโลยีประเภทอื่น แว่นอัจฉริยะสามารถใช้งานได้อย่างแนบเนียน ทำให้ยากที่จะรู้ว่าคุณกำลังถูกบันทึกภาพอยู่หรือไม่"

เธอกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมาธิการข้อมูลข่าวสารแห่งออสเตรเลีย (OAIC) ติดตามผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ต่อความเป็นส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลเชื่อมั่นว่าหน่วยงานดังกล่าวจะสามารถระบุความเสี่ยงใหม่ ๆ และเสนอแนวทางลดผลกระทบได้

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายด้านความเป็นส่วนตัว เพื่อให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้านคาร์ลี ไคนด์ กรรมาธิการด้านความเป็นส่วนตัวของออสเตรเลีย ระบุว่า ชาวออสเตรเลียร้อยละ 85 มีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ปี 2564

คาร์ลี ไคนด์ กรรมาธิการด้านความเป็นส่วนตัวของออสเตรเลีย ระบุว่า กฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของออสเตรเลียในปัจจุบัน ยังไม่ครอบคลุมผู้ที่ถูกบันทึกภาพด้วยแว่นตาอัจฉริยะ และควรพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่

เธออธิบายในบทความบนเว็บไซต์ของ OAIC ว่า

"พระราชบัญญัติความเป็นส่วนตัว (Privacy Act) ของออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้กับภาคธุรกิจและหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่กับบุคคลทั่วไป และจะใช้เมื่อองค์กรเหล่านั้นมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล"

ไคนด์ระบุว่า หากบริษัทเทคโนโลยีได้รับและจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่บันทึกผ่านอุปกรณ์สวมใส่เพื่อการเฝ้าระวัง (surveillance wearables) บริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เธอตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีคำถามสำคัญว่าบริษัทจะสามารถแจ้งให้บุคคลที่ถูกบันทึกภาพรับทราบได้อย่างไร ว่าพวกเขากำลังถูกบันทึกข้อมูลอยู่

ความกังวลที่เกิดขึ้นทั่วโลก

เทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะกำลังสร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวในหลายประเทศ และบางแห่งได้เริ่มออกมาตรการจำกัดการใช้งานแล้ว

ในสหราชอาณาจักร สถานประกอบการด้านร้านอาหารและสถานบันเทิงหลายแห่งได้ห้ามลูกค้าสวมแว่นตาอัจฉริยะภายในร้าน

เจเรมี คิง เจ้าของร้านอาหารชื่อดังหลายแห่งในกรุงลอนดอน กล่าวว่า ลูกค้าที่สวมแว่นตาอัจฉริยะจะต้องถอดแว่นก่อนเข้าใช้บริการ

"ผมจะไม่ยอมให้มีการละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ไม่ว่าจะในรูปแบบใด นอกเหนือจากสายตาที่มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับมัน" เขาให้สัมภาษณ์กับ The Guardian

ร้านอาหารและผับหลายแห่งในสหราชอาณาจักรเริ่มประกาศห้ามลูกค้าสวมแว่นตาอัจฉริยะภายในร้าน เนื่องจากกังวลว่าการบันทึกภาพอย่างแนบเนียนอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของลูกค้าและพนักงาน

หนึ่งในนั้นคือเครือผับชื่อดัง Wetherspoons โดยทิม มาร์ติน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า

"กฎทั่วไปที่ใช้ในผับของเรา และผับส่วนใหญ่ คือ ห้ามบันทึกภาพลูกค้าหรือพนักงานโดยไม่ได้รับอนุญาต"

เขากล่าวกับ The Guardian ว่า

"แว่นตา Meta ดูเหมือนจะขัดกับหลักการนี้ รวมถึงขัดกับสามัญสำนึก เพราะเอื้อให้เกิดการบันทึกภาพโดยที่ผู้อื่นไม่รู้ตัว ดังนั้น สัญชาตญาณของเราคือให้ปิดกล้อง"

นอกจากนี้ ATG Theatres ผู้บริหารโรงละครหลายแห่งในสหราชอาณาจักร รวมถึง Bristol Hippodrome และ Edinburgh Playhouse ได้ประกาศเช่นกันว่าจะ ไม่อนุญาตให้ผู้ชมสวมแว่นตาอัจฉริยะระหว่างการแสดง เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของนักแสดงและผู้ชมคนอื่น ๆ

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now