ร่วมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย

The Great Desert Skink or Tjakura - Image Nicolas Rakotopare.jpeg

Great Desert Skink หรือจักคูรา เป็นกิ้งก่าตัวเล็กสีส้มที่อาศัยอยู่ใต้ดิน และเป็นสัตว์พื้นเมืองออสเตรเลีย Credit: Nicolas Rakotopare

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าและพืชพรรณที่อาจหาไม่ได้ที่ไหนในโลก ร่วมทำความเข้าใจถึงความหลากหลายทางชีวภาพของออสเตรเลีย และภัยคุกคามที่กำลังสร้างผลกระทบ รวมถึงสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยปกป้องสภาพแวดล้อม


ประเด็นสำคัญ
  • ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เนื่องจากแยกตัวจากดินแดนอื่นมาเป็นเวลายาวนาน จึงมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์และไม่พบในที่ใดอีกบนโลก
  • ทว่าออสเตรเลียมีสถิติการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สูงที่สุดในโลก โดยขณะนี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมากกว่า 2,000 ชนิด ที่กำลังถูกคุกคามจนเสี่ยงสูญพันธุ์
  • ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยปกป้องสัตว์ป่าและถิ่นอาศัยอันล้ำค่าของออสเตรเลียได้ ด้วยการสนับสนุนองค์กรอนุรักษ์และกลุ่มศึกษาธรรมชาติ

ออสเตรเลียมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นทั้งเกาะและทวีปที่แยกตัวออกจากผืนแผ่นดินอื่น ทำให้มีธรรมชาติที่โดดเด่น เป็นระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นและเป็นเอกลักษณ์

ศาสตราจารย์ฮิวจ์ พอสซิงแฮม หนึ่งในประธานของสภาความหลากหลายทางชีวภาพ และรองประธานองค์กรเบิร์ดไลฟ์ ออสเตรเลียกล่าวว่า พืชและสัตว์ของออสเตรเลียเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุดบนโลก

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะออสเตรเลียเป็นทวีปที่แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาเป็นเวลานานมาก แยกออกจากทวีปอื่นตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ล้านปีก่อน สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องจำนวนมากของเรา ไม่ว่าจะเป็นโคอาลา จิงโจ้ วอมแบต นัมแบต รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ออกไข่ หรือโมโนทรีม อย่างตุ่นปากเป็ด และตัวกินมดหนาม ก็ไม่พบที่ใดอื่นในโลก”

เจด บรอมมิลโลว์ หญิงชนพื้นเมืองจากกลุ่มยิลกา งาอันยาตจาร์รา และนาร์รังกา จากองค์กรพันธมิตรทะเลทรายชนพื้นเมืองอธิบายว่า สำหรับชนพื้นเมืองของออสเตรเลียแล้ว Country ไม่ได้หมายถึงเพียงผืนดิน แต่ยังหมายถึงครอบครัว วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ด้วย

“Country เป็นที่เก็บเรื่องเล่า ดรีมมิง บรรพบุรุษของเรา และหน้าที่ความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องสืบทอดต่อไป เรามีหน้าที่ดูแลพืชและสัตว์อย่างถูกทาง เพราะพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหาร โทเท็ม เรื่องเล่าดรีมมิง หรือจูกูร์ปา และคำสอนที่เราจะส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป”

ชนพื้นเมืองออสเตรเลียอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มานานนับหมื่นปี พร้อมกับสั่งสมองค์ความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับผืนดินและจังหวะของธรรมชาติ

“เราเข้าใจรูปแบบของมัน ว่าพวกมันเคลื่อนย้ายเมื่อใด แพร่พันธุ์เมื่อใด เจริญงอกงามเมื่อใด และเมื่อใดที่บางอย่างกำลังผิดปกติ เพราะฉะนั้น เมื่อเราพูดว่าสัตว์ป่าและพืชพรรณเหล่านี้มีความพิเศษ มันไม่ใช่เพียงเพราะมันมีเอกลักษณ์เท่านั้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเราในฐานะชนพื้นเมืองด้วย”

The critically endangered numbat - image Phil Tucak - Wildlife Outreach Vet.JPG
นัมแบตเป็นหนึ่งในสัตว์ที่เสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ในออสเตรเลีย Credit: Phil Tucak

ศาสตราจารย์พอสซิงแฮมกล่าวว่า การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลียมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เฉพาะต่อสัตว์ป่าและพืชพรรณที่เราอยู่ร่วมกันเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาวะและความมั่งคั่งของผู้คนทั้งประเทศ

“ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นป่า ทะเลสาบ หรือทุ่งหญ้า คือสิ่งที่มอบประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ช่วยผลิตอากาศสะอาด ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น การท่องเที่ยวและเกษตรกรรม หากเราสูญเสียชนิดพันธุ์ต่าง ๆ ไป การทำงานของระบบนิเวศเหล่านั้นก็จะเริ่มเสื่อมลง และผลประโยชน์ที่มันมอบให้เราก็จะลดลงตามไปด้วย”

หนึ่งในสัตว์ป่าที่กำลังถูกคุกคามในออสเตรเลียคือ เกรตเดสเสิร์ตสกิงก์ (Great Desert Skink) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมต่อชนพื้นเมือง บรอมมิลโลว์อธิบายว่า

“เกรตเดสเสิร์ตสกิงก์ หรือจักคูรา เป็นกิ้งก่าตัวเล็กสีส้มที่อาศัยอยู่ใต้ดินในระบบโพรงแบบครอบครัว สิ่งที่งดงามเกี่ยวกับจักคูราคือ พวกมันอยู่ร่วมกันหลายรุ่น ใช้โพรงเดียวกัน และดูแลกันและกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชุมชนชนพื้นเมืองของเราให้คุณค่ากับครอบครัว ชุมชน และการดูแล Country อย่างไร”

Echidna - Arthur Ferguson.jpg
อีคิดนาหรือตัวกินมดหนาม เป็นสัตว์ประเภทโมโนทรีม Credit: Arthur Ferguson

อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ่งมีชีวิตบางชนิดหายไป สิ่งที่สูญเสียไปไม่ได้มีเพียงธรรมชาติ แต่ยังหมายถึงการสูญเสียทางวัฒนธรรมด้วย

“องค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะค่อย ๆ เลือนหาย เรื่องเล่า วิถีปฏิบัติ และความสัมพันธ์ต่าง ๆ ก็จะอ่อนแรงลง มีคำกล่าวในทะเลทรายว่า หาก Country แข็งแรง ผู้คนก็จะแข็งแรง พืชและสัตว์จำนวนมากมีอยู่เฉพาะที่นี่เท่านั้น และเราเข้าใจดีว่าความสมดุลนั้นเปราะบางเพียงใด”

ออสเตรเลียกำลังเผชิญวิกฤตที่กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง ทั้งยังเป็นประเทศที่มีอัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูงที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยสำคัญจากผู้ล่าอย่างสุนัขจิ้งจอกและแมวป่า การทำลายถิ่นอาศัย และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ศาสตราจารย์พอสซิงแฮมอธิบายว่า

“ออสเตรเลียน่าจะมีสิ่งมีชีวิตมากกว่าครึ่งล้านชนิด และอีกหลายชนิดยังไม่เคยได้รับการจำแนกอย่างเป็นทางการ แต่ในบรรดาชนิดที่เรารู้จักดีนั้น เราทราบว่ามี 2,000 ชนิดที่กำลังถูกคุกคามและเสี่ยงสูญพันธุ์ และน่าเศร้าที่นับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมในช่วง 250 ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียสูญเสียชนิดพันธุ์ในอัตราที่สูงกว่าระดับปกติมากกว่า 100 เท่า และหากเราไม่หยุดยั้งการสูญพันธุ์ เราอาจสูญเสียสิ่งมีชีวิตเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศภายในอีก 200 ถึง 300 ปีข้างหน้า”

The critically endangered Regent Honeyeater - Image Mick Roderick.jpg
นกรีเจนต์ฮันนีอีตเตอร์ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์นกที่ใกล้สูญพันธุ์ Credit: Mick Roderick

คีธ แบรดบี เป็นหัวหน้าองค์กรกอนด์วานา ลิงก์ จำกัด (Gondwana Link Ltd) องค์กรอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ที่ทำงานเพื่อเชื่อมต่อถิ่นอาศัยกลับสู่ธรรมชาติเป็นระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ

“มันน่าเศร้าที่ลูก ๆ ของผมไม่สามารถออกไปตั้งแคมป์เหมือนคนรุ่นก่อน แล้วมองเห็นดวงตาของสัตว์ป่าล้อมรอบกองไฟ จากความอุดมสมบูรณ์ที่ครั้งหนึ่งเราเคยมี เรารู้ว่าการสูญเสียสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นปัญหาใหญ่ แต่ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มตระหนักว่าวิกฤตการสูญพันธุ์ของพืชจำนวนมากที่ถูกกวาดหายไป ทั้งที่เราไม่เคยได้เห็นมันด้วยซ้ำ รุนแรงเพียงใด”

ศาสตราจารย์พอสซิงแฮมอธิบายว่า มีภัยคุกคามหลัก 3 ประการที่กำลังผลักดันให้ความหลากหลายทางชีวภาพของออสเตรเลียถดถอย โดยปัจจัยแรกคือการทำลายถิ่นอาศัย เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและภาคเกษตรกรรม

“เมื่อสิ่งมีชีวิตสูญเสียถิ่นอาศัย จำนวนประชากรของมันก็จะลดลง และค่อย ๆ สูญพันธุ์ ส่วนสาเหตุใหญ่อันดับสองของการสูญพันธุ์ในออสเตรเลียคือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน เรานำสุนัขจิ้งจอก แมว กวาง วัชพืชต่างถิ่นจำนวนมาก รวมถึงโรคบางชนิดเข้ามา”

Controlled burn by Indigenous rangers - Image Salty Davenport.jpg
เจ้าหน้าที่พิทักษ์พื้นที่ทะเลทรายของชนพื้นเมืองใช้การเผาแบบควบคุมในพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์เหมือนไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ Credit: Salty Davenport

และอีกหนึ่งภัยคุกคามที่กำลังชัดเจนขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิของทวีปออสเตรเลียเพิ่มขึ้นแล้ว 1.5 เปอร์เซ็นต์ สิ่งมีชีวิตจำนวนมากจะไม่สามารถปรับตัวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น รวมทั้งต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เพิ่มขึ้น เช่น ไฟป่า น้ำท่วม และอาจรวมถึงพายุไซโคลนด้วย”

แบรดบีอธิบายว่า การขาดแคลนถิ่นอาศัยขนาดใหญ่ เมื่อรวมเข้ากับกระบวนการคุกคามอื่น ๆ กำลังทำให้สัตว์ป่าและพืชพรรณของออสเตรเลียจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง

“เราพูดกันเสมอถึงภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าของเรา แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ แท้จริงแล้วคือการโจมตีโดยตรง เราเอาระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่เคยเชื่อมโยงถึงกัน มาหั่นออกเป็นหย่อมเล็ก ๆ ที่เราเรียกว่าเขตอนุรักษ์ แล้วกลับไม่ได้จัดการมันอย่างเหมาะสม การทำลายที่สำคัญที่สุดคือ เราตัดขาดสัตว์ป่าและถิ่นอาศัยส่วนใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกันออกไป และนั่นทำให้พวกมันขาดความยืดหยุ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ในช่วงเวลาที่ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก แต่โดยพื้นฐานแล้วคือ เราทำให้ทั้งระบบแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งที่ธรรมชาติไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทำงานแบบนั้น”

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์พอสซิงแฮมย้ำว่า ทุกคนสามารถมีบทบาทในการช่วยปกป้องสัตว์ป่าและพืชพรรณของออสเตรเลียได้

“คุณอาจเริ่มด้วยการเข้าร่วมกลุ่มอนุรักษ์ หรือกลุ่มท้องถิ่นในพื้นที่ของคุณ แม้แต่ในสวนที่บ้าน คุณก็สามารถปลูกต้นไม้และพุ่มไม้พื้นถิ่นในพื้นที่ว่างได้ และเมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าการสูญพันธุ์เหล่านี้จะเป็นความสูญเสียอันน่าเศร้าต่อวัฒนธรรมและสุขภาวะของชาวออสเตรเลียเพียงใด ควรพูดคุยกับนักการเมืองท้องถิ่น และส่งเสียงถึงความกังวลของคุณต่อการสูญเสียพืชและสัตว์ของออสเตรเลีย”

มีหลายช่องทางที่ผู้คนจะเข้ามามีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์ได้ ไม่ว่าจะผ่านกลุ่มชุมชนในท้องถิ่น หรือองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่แสวงหากำไร แบรดบีอธิบายว่า

“โครงการของเรา โดยพื้นฐานแล้ว คือการผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูสุขภาวะทางนิเวศในวงกว้างอย่างแท้จริง แต่การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่นั้น เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ จำนวนมากที่เชื่อมประสานกัน และการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่ละอย่างก็ต้องขับเคลื่อนโดยคนคนหนึ่ง หรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินขนาดห้าเอเคอร์ที่สามารถเปิดพื้นที่ให้สัตว์ป่ากลับคืนสู่ที่ดินของตน หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมลงเงินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ พวกเราทุกคนต่างหาบางอย่างที่ตัวเองทำ แล้วสร้างความแตกต่างได้”

บรอมมิลโลว์กล่าวว่า ทุกคนต่างมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแล Country ที่ตนอาศัยอยู่

“มันอาจเริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเรียนรู้ว่าคุณกำลังอยู่บน Country ของใคร รับฟังและเคารพองค์ความรู้ในท้องถิ่น คุณสามารถสนับสนุนงานอนุรักษ์ที่นำโดยชนพื้นเมือง และเรนเจอร์ (ranger) ได้ และเมื่อชุมชนต่าง ๆ มารวมตัวกัน รับฟัง เรียนรู้ และร่วมรับผิดชอบ เท่ากับว่าเรากำลังปกป้องสถานที่ที่เราทุกคนรู้สึกว่ามีความพิเศษ และสิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะต่อชนพื้นเมืองเท่านั้น แต่สำคัญต่อทุกคนในออสเตรเลีย เพราะหากเราดูแล Country แล้ว Country ก็จะดูแลเรา”

อ่านเพิ่มเติม:

Biodiversity Council

Birdlife Australia

Indigenous Desert Alliance

Gondwana Link Ltd

Australia Explained เป็นพอดคาสต์ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ในออสเตรเลีย

คุณสามารถส่งคำถามหรือไอเดียหัวข้อที่น่าสนใจมาได้ที่ australiaexplained@sbs.com.au

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now