การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ของสหประชาชาติ คาดว่า มีแนวโน้มสูงที่ภาวะโลกร้อนจะเร่งตัวมากขึ้นไปจนถึงปี 2030 โดยโลกมีโอกาสทำลายสถิติ ปีที่ร้อนที่สุด และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะพุ่งสูงเกินขีดจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศที่นานาชาติกำหนดว่า “ปลอดภัย”
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
รายงานฉบับใหม่ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า มีโอกาสสูงที่ในช่วงห้าปีข้างหน้า โลกจะทำลายสถิติความร้อนสูงสุดอีกครั้ง
ในยุโรป ผู้คนกำลังเผชิญกับช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิที่ร้อนจนให้ความรู้สึกเหมือนเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว
ราเชล แฮร์ริส (Rachel Harries) กำลังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในฝรั่งเศส และกล่าวว่าประสบการณ์ครั้งนี้ไม่ค่อยน่ารื่นรมย์นัก
“มันค่อนข้างไม่สบายตัว คือคุณก็รู้ มันยากที่จะเดินและออกไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ในสภาพอากาศแบบนี้”
ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ในเอเชียก็กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนเช่นกัน
ดร.ไซเอดา ซัมรา ไซดี (Dr Syeda Samra Zaidi) เป็นแพทย์ประจำคลินิกของโรงพยาบาลอินดัส (Indus) ในประเทศปากีสถาน บนเกาะบาบา (Baba Island) ในนครการาจี (Karachi)
เกาะแห่งนี้เป็นชุมชนชายฝั่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษ และมีประชากรราว 25,000 คน
“เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดและสภาพอากาศที่รุนแรงที่นี่ ผู้หญิงต้องเดินทางไกลเพียงเพื่อไปหาน้ำมาใช้ตามบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ยิ่งสร้างความยากลำบากในช่วงตั้งครรภ์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของทั้งแม่และทารก... เด็กจำนวนมากเกิดมาพร้อมภาวะขาดสารอาหารและสุขภาพไม่แข็งแรง บางรายคลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ นอกจากนี้ เด็กจำนวนมากยังประสบภาวะโลหิตจาง ขาดวิตามินดี และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกด้วย”
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้จัดทำรายงานร่วมกับสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Met Office) ซึ่งพบว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
เมลิสซา ซีบรูค (Melissa Seabrook) หนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานกล่าวว่า
“นี่เป็นเพียงการยืนยันในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว เรามีหลักฐานที่ชัดเจนมากว่าสภาพภูมิอากาศกำลังอุ่นขึ้น และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
รายงานดังกล่าวคาดการณ์อุณหภูมิโลกในช่วงห้าปีข้างหน้า โดยอาศัยค่าเฉลี่ยจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ประมาณ 200 ครั้ง ผ่านแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ 13 แบบจากหลายประเทศ
ผลการคาดการณ์ระบุว่า มีแนวโน้มสูงที่ภาวะโลกร้อนจะเร่งตัวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030
ดร.ซีบรูคกล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นชัดขึ้นว่าเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Climate Agreement) อาจไม่สามารถรักษาไว้ได้
“มีความเป็นไปได้สูงมาก หรือคิดเป็นโอกาส 86 เปอร์เซ็นต์ ที่อย่างน้อยหนึ่งปีในช่วงห้าปีข้างหน้าจะทำลายสถิติปีที่ร้อนที่สุด ซึ่งปัจจุบันคือปี 2024 และมีโอกาส 91 เปอร์เซ็นต์ ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส อย่างน้อยหนึ่งปีภายในช่วงห้าปีข้างหน้า”
WMO คาดการณ์ว่า พื้นที่ป่าแอมะซอน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกันตามธรรมชาติของโลกต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อาจเผชิญภัยแล้งรุนแรงและไฟป่าครั้งใหญ่
ดร.ซีบรูคกล่าวว่า พื้นที่อาร์กติกก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน
“การอุ่นขึ้นของอาร์กติกสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบสภาพอากาศได้เช่นกัน โดยปกติอุณหภูมิอันหนาวเย็นของอาร์กติกจะทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นกระแสลมชั้นบรรยากาศระดับสูงในระบบโพลาร์วอร์เทกซ์ (Polar Vortex) แต่หากระบบนี้ถูกรบกวนจากการที่อาร์กติกอุ่นขึ้น ก็อาจทำให้โพลาร์วอร์เทกซ์ปั่นป่วน และนำไปสู่เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ละติจูดสูงทางตอนเหนือ”
โยฮัน ร็อกสตรอม (Johan Rockstrom) ผู้อำนวยการสถาบัน Potsdam Institute for Climate Impact Research ในประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ความเป็นไปได้ของอนาคตกำลังแคบลง
กล่าวคือ สถานการณ์อาจไม่เลวร้ายที่สุดอย่างที่เคยกังวลกัน แต่ก็อาจไม่ดีอย่างที่หลายคนเคยหวังไว้เช่นกัน
ดร.ซีบรูคกล่าวว่า รายงานของ WMO ก็สะท้อนข้อสรุปในลักษณะเดียวกัน
เธอกล่าวว่า แม้จะมีความคืบหน้าในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะโลกร้อนขั้นรุนแรงที่สุดลงได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมอีกมาก
“แม้ว่ารายงานฉบับนี้จะไม่ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวโดยตรง แต่ในวงการวิทยาศาสตร์มีการอภิปรายกันว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกกำลังเร่งตัวขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากคือ อุณหภูมิโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไป เว้นแต่จะมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม




