การเพิ่มเงินสมทบซูเปอร์ภาคบังคับอาจให้ผลคล้ายกับการขึ้นดอกเบี้ย เพราะช่วยดึงเงินออกจากการใช้จ่ายในระบบ แต่เงินนั้นไม่ได้หายไปไหนแต่ยังเป็นเงินออมเพื่อการเกษียณของคุณ
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ทุกครั้งที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ประชุมเพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ชาวออสเตรเลียหลายล้านคนต่างจับตาผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะการตัดสินใจของ RBA อาจส่งผลโดยตรงต่อค่างวดสินเชื่อบ้าน เงินออม และงบประมาณของแต่ละครัวเรือน
แต่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยชะลอการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ โดยแทนที่เงินจะย้ายไปธนาคารในรูปของดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เงินก้อนนั้นอาจถูกนำไปเพิ่มเงินออมเพื่อการเกษียณของประชาชนแทน
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้แทบไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน
ในการประกาศมติอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา RBA มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ หลังเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้คณะกรรมการ RBA จะย้ำว่ายังคงให้ความสำคัญกับการนำเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2–3 เปอร์เซ็นต์
การทำให้เงินเฟ้อลดลงจำเป็นต้องลดแรงกดดันด้านอุปสงค์ หรือทำให้คนใช้จ่ายน้อยลงในบางส่วนของระบบเศรษฐกิจ
แม้รัฐบาลจะสามารถมีส่วนช่วยลดอุปสงค์ผ่านนโยบายการคลัง เช่น การปรับภาษีหรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ในปัจจุบัน ภารกิจหลักในการควบคุมเงินเฟ้อส่วนใหญ่อยู่ที่ RBA ซึ่งใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังอาจช่วยให้ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาถูกลง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดความต้องการสินค้าส่งออกของออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม คริส ริชาร์ดสัน นักเศรษฐศาสตร์ มองว่าระบบดังกล่าวทำให้เจ้าของบ้านในออสเตรเลียได้รับผลกระทบหนักกว่าประชาชนในหลายประเทศ
“เพราะเราไม่ได้สร้างบ้านมากเพียงพอ ราคาที่อยู่อาศัยในออสเตรเลียจึงสูงมาก และครัวเรือนจำนวนมากก็มีหนี้สินสูง ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของเราก็เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ดังนั้นเวลาที่เราพยายามสู้กับเงินเฟ้อ ภาระจึงมักตกอยู่บนบ่าของผู้ที่มีสินเชื่อบ้านมากกว่าที่เห็นในประเทศอื่น ๆ” เขากล่าวกับ เอสบีเอส นิวส์
ริชาร์ดสันเชื่อว่า ยังมีเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งที่อาจนำมาใช้แทน หรือใช้ควบคู่ไปกับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นั่นคือระบบซูเปอร์แอนนูเอชัน หรือเงินออมเพื่อการเกษียณ
แนวคิดคือ การเพิ่มอัตราเงินสมทบเข้าซูเปอร์ภาคบังคับเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนมีเงินเหลือสำหรับการใช้จ่ายน้อยลง และช่วยลดแรงกดดันด้านอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ
เงินก้อนนั้นจะไปอยู่ที่ไหน
แทนที่จะกลายเป็นดอกเบี้ยที่จ่ายให้ธนาคาร เงินดังกล่าวจะถูกเก็บไว้เป็นเงินออมเพื่อการเกษียณของประชาชนเอง
ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้มองว่า อาจช่วยกระจายภาระในการควบคุมเงินเฟ้อออกไป ไม่ให้ตกอยู่กับผู้กู้หรือผู้มีสินเชื่อบ้านเป็นหลัก
แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแย้งว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต้นทุนของการควบคุมเงินเฟ้อหายไป เพียงแต่ย้ายภาระไปตกอยู่ในส่วนอื่นเท่านั้น
มาดูว่าแนวคิดนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะใช้ได้จริงแค่ไหน
ซูเปอร์ช่วยสู้เงินเฟ้อได้ยังไง
อัตราเงินสมทบซูเปอร์ภาคบังคับ หรือ Super Guarantee (SG) คือสัดส่วนขั้นต่ำของค่าจ้างที่นายจ้างต้องนำส่งเข้ากองทุนซูเปอร์ของลูกจ้างที่มีสิทธิ์ได้รับ
อัตรานี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ จาก 9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014 เป็น 12 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ชาวออสเตรเลียมีเงินออมเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ
ปัจจุบัน อัตรา 12 เปอร์เซ็นต์ถูกกำหนดไว้คงที่ แต่จากแนวคิดนี้ อัตราเงินสมทบซูเปอร์ไม่จำเป็นต้องตายตัว และอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจชั่วคราวแทนได้
เมื่อเงินเฟ้อสูง รัฐอาจเพิ่มอัตราเงินสมทบซูเปอร์ เพื่อให้คนมีเงินเหลือสำหรับการใช้จ่ายน้อยลง และช่วยลดแรงกดดันด้านอุปสงค์
ในทางกลับกัน หากการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจอ่อนตัวลง หรืออัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ก็อาจลดอัตราเงินสมทบลง เพื่อให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายในมือมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละคน และขนาดของการปรับเพิ่มเงินสมทบชั่วคราว
สำหรับแรงงานบางคน อาจหมายถึงเงินเพิ่มอีกประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อเดือนที่ถูกนำไปเข้าซูเปอร์ในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ก่อนที่เงินส่วนนี้จะกลับมาเป็นรายได้สุทธิในมือมากขึ้น เมื่อเงินเฟ้อลดลงและอัตราเงินสมทบถูกปรับลด
ซอล เอสเลก นักเศรษฐศาสตร์ มองว่าแนวคิดนี้มีข้อดีอยู่
“หากมีการเพิ่มเงินสมทบซูเปอร์ของประชาชนเป็นการชั่วคราว เพื่อใช้เป็นทางเลือกแทนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย พวกเขาก็จะมีรายได้ที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้น้อยลง ตราบเท่าที่มาตรการนั้นยังมีผลอยู่” เขากล่าวกับเอสบีเอส นิวส์
“แต่เงินนั้นยังคงเป็นเงินของคุณเอง และจะทำให้คุณมีเงินมากขึ้นเมื่อเกษียณ คุณจะได้มันกลับคืนมา ต่างจากเวลาที่คุณต้องจ่ายดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสูงขึ้น ซึ่งเงินส่วนนั้นไม่ได้กลับมาหาคุณ”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอัตรา Super Guarantee (SG) จะต้องผ่านการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าอำนาจในการตัดสินใจจะอยู่ที่รัฐบาลและรัฐสภา ไม่ใช่มาตรการที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง
กระจายภาระในการสู้เงินเฟ้อ
ริชาร์ดสันมองว่า เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดการใช้จ่าย คือเครื่องมือที่ส่งผลต่อคนในวงกว้างที่สุด และหากมองในแง่นี้ การใช้ซูเปอร์อาจครอบคลุมประชาชนได้มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยที่กระทบผู้มีสินเชื่อบ้านเป็นหลัก
ชาวออสเตรเลียราวหนึ่งในสามมีสินเชื่อบ้าน ขณะที่ประมาณ 40–45 เปอร์เซ็นต์ได้รับเงินสมทบซูเปอร์ภาคบังคับผ่านการจ้างงาน ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้จากค่าจ้างและเงินเดือนเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่จะได้รับผลจากมาตรการลดกำลังซื้อในลักษณะนี้
“ถ้าต้องการกระจายภาระให้กว้างกว่าการให้ผู้กู้เป็นคนแบกรับเพียงกลุ่มเดียว เงินก็จะต้องถูกหักออกจากรายได้สุทธิของผู้มีรายได้จากค่าจ้างและเงินเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในระบบเศรษฐกิจ” ริชาร์ดสันกล่าว
อย่างไรก็ตาม การใช้ซูเปอร์เป็นเครื่องมือจะไม่กระทบทุกคนโดยตรง เช่น ธุรกิจ แรงงานในระบบกิ๊กอีโคโนมี ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ ซึ่งหลายคนมีระบบการจ่ายซูเปอร์แตกต่างจากลูกจ้างทั่วไป หรืออาจไม่ได้รับเงินสมทบภาคบังคับจากนายจ้างในลักษณะเดียวกัน รวมถึงผู้สูงอายุ เพราะมีสัดส่วนน้อยกว่าที่จะยังทำงานอยู่หรือยังผ่อนสินเชื่อบ้าน
แต่ข้อดีของการกระจายภาระให้ครอบคลุมคนมากขึ้น คือแต่ละครัวเรือนอาจได้รับผลกระทบน้อยลง แม้จะให้ผลในการชะลอเศรษฐกิจในระดับใกล้เคียงกัน
ริชาร์ดสันสรุปว่า “เราสามารถกระจายความเจ็บปวดนั้นออกไป”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับแบบจำลองทางเศรษฐกิจในปี 2023 ของ ทิม ทูเฮย์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Yarra Capital Management ซึ่งพบว่า การเพิ่มอัตราเงินสมทบซูเปอร์ภาคบังคับขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์
อาจส่งผลต่อการออมของครัวเรือนในระดับใกล้เคียงกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่ากับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาตรฐาน 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ จำนวน 4 ครั้ง
ขณะเดียวกัน การเพิ่มเงินสมทบซูเปอร์ 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ อาจส่งผลต่อการออมและการใช้จ่ายของครัวเรือนในระดับใกล้เคียงกับการขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์
แต่จะเหลือเงินอยู่ในงบประมาณของครอบครัวมากกว่า เพราะเงินส่วนดังกล่าวถูกนำไปเก็บเป็นเงินออมเพื่อการเกษียณของลูกจ้าง แทนที่จะถูกจ่ายออกไปเป็นดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่เพิ่มขึ้น

แน่นอนว่าแนวคิดนี้ก็มีข้อจำกัด เพราะชาวออสเตรเลียไม่สามารถนำเงินซูเปอร์ออกมาใช้ได้จนกว่าจะถึงวัยเกษียณ ดังนั้น เงินออมที่เพิ่มขึ้นส่วนนี้จึงไม่ได้ช่วยครัวเรือนที่กำลังต้องการเงินสดเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม เอสเลกมองว่า แนวทางนี้อาจช่วยลดแรงกดดันต่อผู้กู้ได้
“หากพวกเขามีสินเชื่อบ้าน ก็จะช่วยลดระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนวัย 20 และ 30 ปีที่มีภาระสินเชื่อบ้านสูง”
ใครคือผู้เสียประโยชน์
ริชาร์ดสันมองว่า แนวทางนี้อาจสร้างประโยชน์ในวงกว้างมากกว่านั้นด้วย เช่น อาจช่วยเพิ่มการลงทุนและผลิตภาพของเศรษฐกิจ เพราะเมื่อมีเงินไหลเข้าสู่กองทุนซูเปอร์มากขึ้น ก็หมายถึงมีเงินทุนมากขึ้นสำหรับนำกลับไปลงทุนในระบบเศรษฐกิจ
แต่เมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ ก็ย่อมมีผู้เสียประโยชน์เช่นกัน โดยบางครัวเรือนอาจมีฐานะดีขึ้น ขณะที่บางครัวเรือนอาจเสียประโยชน์ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเงินของแต่ละคน
หนึ่งในกลุ่มที่อาจเสียประโยชน์คือผู้ฝากเงินที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยสูง
“คนที่มีเงินฝากอยู่ในธนาคารจะไม่ได้ประโยชน์มากเท่าเดิมเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะผลตอบแทนจากเงินออมของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นไม่มากเท่าเดิม” ริชาร์ดสันกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข้อแลกเปลี่ยนโดยตรงอีกประการหนึ่ง ริชาร์ดสันกล่าวว่า การนำรายได้จากค่าจ้างเข้าสู่ซูเปอร์มากขึ้นจะช่วยชะลอการเติบโตของค่าจ้างที่ได้รับจริง และหากชาวออสเตรเลียรู้สึกว่าตนเองมีความมั่งคั่งมากขึ้นจากแนวทางนี้ กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นก็อาจผลักดันให้ราคาสินค้ากลับสูงขึ้นได้เช่นกัน
ดังนั้น การใช้ซูเปอร์เป็นเครื่องมือรับมือเงินเฟ้อจึงไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป
“นี่เป็นปัญหาที่ซับซ้อน และไม่มีวิธีแก้ที่ง่ายขนาดนั้น” ริชาร์ดสันกล่าว
อีกประเด็นสำคัญคือ แนวทางนี้ถูกออกแบบให้ปรับตามวัฏจักรเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงและเงินเฟ้อสูง อัตราเงินสมทบซูเปอร์อาจเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราเงินสมทบก็อาจลดลง โดยมีเป้าหมายให้ยอดรวมตลอดช่วงชีวิตการทำงานใกล้เคียงกัน
“ภายใต้แนวคิดนี้ จะมีบางช่วงที่คุณจ่ายเงินเข้าซูเปอร์มากขึ้น และบางช่วงที่จ่ายน้อยลง” เอสเลกกล่าว
“โดยเฉลี่ยแล้ว หากการใช้เครื่องมือนี้ร่วมกับอัตราดอกเบี้ยสามารถช่วยรักษาเงินเฟ้อไว้ที่ประมาณ 2.5 เปอร์เซ็นต์ได้ ผลของการเพิ่มและลดเงินสมทบก็ควรหักล้างกันตลอดช่วงชีวิตการทำงานของแต่ละคน”
แนวคิดนี้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงไหม
หากแนวคิดนี้มีข้อดี แล้วเหตุใดออสเตรเลียจึงยังไม่นำมาใช้ หรือแม้แต่แทบไม่มีการพูดถึง
นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่า แนวทางนี้อาจช่วยเพิ่มการออมในระยะยาว แต่การโน้มน้าวให้ประชาชนยอมรับรายได้สุทธิในมือที่ลดลงในวันนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ระบบจ่ายเงินเดือนจะต้องมีการปรับเปลี่ยน และคุณก็ต้องโน้มน้าวสหภาพแรงงานด้วย เพราะสิ่งที่คุณกำลังบอกก็คือ เงินค่าจ้างที่คนได้รับจะน้อยลง” ริชาร์ดสันกล่าว
“และอย่าลืมว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่มีสินเชื่อบ้านมีฐานะมั่งคั่งกว่าคนที่มีรายได้จากค่าจ้าง คุณจึงพอจะจินตนาการได้ว่า คนบางส่วนในขบวนการสหภาพแรงงานอาจตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเราต้องช่วยคนที่มีฐานะดีกว่า ด้วยการเพิ่มภาระให้กับคนที่มีรายได้น้อยกว่า”
จากนั้นยังมีคำถามสำคัญว่า หากจะใช้อัตราเงินสมทบซูเปอร์เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจจริง ใครควรเป็นผู้บริหารจัดการ
ทั้งริชาร์ดสันและเอสเลกมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุด เพราะปัจจุบัน RBA มีหน้าที่ดูแลเงินเฟ้อผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เอสเลกยอมรับว่า การให้อำนาจธนาคารกลางเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเครื่องมือ ก็จะตามมาด้วยคำถามเรื่องความรับผิดชอบและการตรวจสอบ
“ในระบบประชาธิปไตย เราจะทำให้พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนี้อย่างไร จะเรียกมาชี้แจงต่อรัฐสภาปีละสองครั้ง เหมือนที่เราทำกับผู้ว่าการธนาคารกลางหรือ” เขาตั้งคำถาม
“เราคงต้องกำหนดข้อจำกัดบางอย่างว่า สามารถปรับขึ้นลงได้มากแค่ไหนและบ่อยเพียงใด เพราะคงไม่อยากเห็นสถานการณ์ที่ต้องนำรายได้ของประชาชนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ไปใส่ในซูเปอร์เป็นเวลาสองปี เพื่อใช้แก้ปัญหาเงินเฟ้อ”
ด้าน RBA ยืนยันชัดเจนว่า แนวคิดนี้ยังไม่ได้อยู่ในแผนของธนาคารกลาง
โฆษก RBA บอกกับเอสบีเอส นิวส์ ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงเป็นเครื่องมือหลักของคณะกรรมการนโยบายการเงินในการส่งผลต่อภาวะทางการเงินและเงินเฟ้อ และยืนยันว่า RBA ยังไม่ได้จัดทำแบบจำลองการปรับอัตราเงินสมทบซูเปอร์เป็นการชั่วคราวเพื่อใช้เป็นทางเลือกแทนอัตราดอกเบี้ย
ซาราห์ ฮันเตอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RBA ซึ่งกล่าวในการถามตอบเมื่อไม่นานมานี้ ปกป้องกรอบนโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
“ทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากระดับอัตราดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีสินเชื่อบ้าน คนที่มีเงินออม ไปจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยน ท้ายที่สุดแล้วเครื่องมือนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และอาจสร้างแรงกดดันต่อประชาชนจำนวนมาก” เธอกล่าว

นอกจากนี้ อัตรา Super Guarantee (SG) ยังถูกกำหนดไว้ภายใต้ Superannuation Guarantee (Administration) Act 1992 ซึ่งหมายความว่า หากต้องการปรับอัตราดังกล่าว จะต้องผ่านการแก้ไขกฎหมายโดยรัฐสภา
กระทรวงการคลังออสเตรเลีย บอกกับเอสบีเอส นิวส์ ว่า ยังไม่ได้จัดทำแบบจำลองเพื่อศึกษาการใช้อัตราเงินสมทบซูเปอร์เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ และมองว่ากรอบนโยบายการเงินของ RBA ในปัจจุบันยังเหมาะสมกับหน้าที่
กระทรวงการคลังระบุว่า ระบบซูเปอร์ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนในวัยเกษียณ ไม่ใช่เพื่อใช้ตอบโจทย์ด้านอื่น
นอกจากนี้ ยังเตือนว่า การนำเงินสมทบซูเปอร์มาใช้เป็นเครื่องมือบริหารเศรษฐกิจอาจสร้างความเสี่ยง เช่น ทำให้แรงงานบางคนมีเงินออมเพื่อเกษียณน้อยหรือมากเกินไป รวมถึงเพิ่มภาระด้านการบริหารจัดการให้กับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการระบบเงินเดือน
อุตสาหกรรมซูเปอร์จะสนับสนุนแนวคิดนี้หรือไม่
แมรี เดลาฮันตี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Association of Superannuation Funds of Australia ระบุว่า แนวคิดดังกล่าว “ไม่ใช่สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมซูเปอร์กำลังพิจารณา”
“วัตถุประสงค์ของระบบซูเปอร์มีความชัดเจนและถูกบัญญัติไว้ในกฎหมาย คือเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมีศักดิ์ศรี และนั่นคือสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ” เธอกล่าวกับเอสบีเอส นิวส์
“ส่วนคำถามว่าจะส่งเสริมการออมและลดการใช้จ่ายอย่างไร เพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น การควบคุมเงินเฟ้อ เป็นเรื่องของผู้กำหนดนโยบาย ไม่ใช่หน้าที่ของภาคอุตสาหกรรมซูเปอร์”
ด้านเอสเลกมองว่า ในทางการเมืองคงมีแรงสนับสนุนไม่มากนักต่อการเพิ่มอัตราเงินสมทบซูเปอร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือควบคุมเงินเฟ้อ
“นักการเมืองมักระมัดระวังกับการตัดสินใจที่ในช่วงแรกจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองเสียประโยชน์”
อีกหนึ่งเครื่องมือที่อาจนำมาใช้
ทั้งริชาร์ดสันและเอสเลกย้ำว่า การปรับเงินสมทบซูเปอร์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะมาแทนที่การใช้อัตราดอกเบี้ย แต่พวกเขาเชื่อว่า อย่างน้อยแนวคิดนี้ก็ควรถูกนำมาพิจารณาและถกเถียงกัน
“ลองนึกถึงคำพูดเก่า ๆ เรื่องการลงทุนที่ว่า อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” ริชาร์ดสันกล่าว
“เมื่อพูดถึงการควบคุมเงินเฟ้อ ออสเตรเลียฝากภาระไว้กับเครื่องมือที่สร้างความเจ็บปวดให้เจ้าของบ้านค่อนข้างมาก การมีเครื่องมือหลายแบบให้เลือกใช้จึงอาจมีข้อดี”
เอสเลกกล่าวว่า การปรับเงินสมทบซูเปอร์ควรเป็น “เครื่องมือเสริม มากกว่าจะเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนการปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด”
“เราอาจยังจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอยู่ เช่น หากการใช้จ่ายของภาคธุรกิจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันเงินเฟ้อ แต่ผมคิดว่าแนวคิดนี้ก็คุ้มค่าที่จะนำมาพูดคุยกัน”
เขายังไม่ได้มองว่า การที่ยังไม่มีประเทศอื่นนำแนวคิดนี้มาใช้เป็นอุปสรรค
“ผมนึกไม่ออกว่ามีประเทศไหนในโลกที่ใช้ระบบลักษณะนี้ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องมีต้นแบบจากประเทศอื่นเสมอไป เพื่อทำสิ่งที่อาจสมเหตุสมผล”
“เราอาจเป็นประเทศแรกที่ลองทำก็ได้”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ




