สรุปประเด็นสำคัญ
- นักวิจัยเตือนว่า การเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติกำลังฝังรากลึกในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจออสเตรเลีย
- นักเรียนต่างชาติสูญเสียรายได้จากค่าจ้างที่ควรได้รับรวมกันราว 61 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์
หญิงสาวรายหนึ่งระบุว่า เธอถูกจ่ายค่าจ้างต่ำกว่ากฎหมายและไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน ขณะทำงานอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกรุงแคนเบอร์ราเป็นเวลาหลายเดือน
ในเอกสารที่ยื่นต่อศาล เธอระบุว่า ผู้จัดการได้ต้อนเธอเข้าไปในห้องครัวหลังเลิกงานช่วงดึก ทำให้เธอ “ทำอะไรไม่ถูก” และหวาดกลัวว่าอาจเกิดเรื่องร้ายแรงกว่านี้ หากขัดขืนการคุกคามทางเพศของเขา
ต่อมาเมื่อเธอดำเนินคดีทางกฎหมาย นายจ้างได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา ข่มขู่ว่าเธออาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และยื่นเรื่องชำระบัญชีบริษัทหนึ่งวันก่อนการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของศาลในเวลาต่อมาพบว่า แรงงานหญิงรายนี้ยังได้รับสลิปเงินเดือนที่ทำให้เข้าใจผิด โดยระบุว่ามีการจ่ายเงินสมทบกองทุนเกษียณ (superannuation) ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ได้มีการจ่ายเงินดังกล่าวเลย
ในเวลาต่อมา ศาลรัฐบาลกลางออสเตรเลียมีคำสั่งให้นายจ้างรายดังกล่าวจ่ายค่าเสียหายและค่าปรับรวมหลายหมื่นดอลลาร์ หลังศาลเห็นว่า เขาทั้งคุกคามทางเพศและจ่ายค่าจ้างต่ำกว่ากฎหมายแก่ลูกจ้างหญิงรายนี้ โดยอาศัยความเปราะบางของเธอในฐานะแรงงานข้ามชาติอายุน้อย
กลุ่มนักสิทธิแรงงานระบุว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย แต่สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติจำนวนมากทั่วออสเตรเลีย
ขณะเดียวกัน ข้อมูลชุดใหม่เผยให้เห็นขนาดของปัญหาการ “โกงค่าแรง” (wage theft) ในออสเตรเลีย โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (UNSW) ระบุว่า เฉพาะกลุ่มนักเรียนต่างชาติเพียงอย่างเดียว สูญเสียค่าจ้างที่ควรได้รับรวมกันราว 61 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หรือกว่า 3.18 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
รายงานฉบับนี้ถือเป็นการสำรวจสภาพการทำงานของแรงงานข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในออสเตรเลีย โดยรวบรวมข้อมูลจากแรงงานข้ามชาติเกือบ 10,000 คนทั่วประเทศ
ผลสำรวจพบว่า ลูกจ้างราว 2 ใน 3 ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงานของสำนักงานแฟร์เวิร์ก (Fair Work Ombudsman) ขณะที่มากกว่า 1 ใน 3 ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศ
รองศาสตราจารย์ บาสซินา ฟาร์เบนบลัม จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ หนึ่งในผู้วิจัย ระบุว่า ปัญหาค่าแรงต่ำกว่ากฎหมายมักไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เชื่อมโยงกับรูปแบบการจ้างงานที่ไม่มั่นคงและการกำกับดูแลที่อ่อนแอ
เธอกล่าวว่า “การจ่ายค่าแรงต่ำกว่ากฎหมายไม่ได้เกิดขึ้นโดด ๆ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เชื่อมโยงกัน”
“ยิ่งแรงงานถูกจ่ายต่ำมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะไม่ได้รับสลิปเงินเดือน ได้รับเงินสด ถูกหักเงินจากค่าแรง ไม่ได้รับเงินซูเปอร์ หรือแม้แต่เผชิญสัญญาณของการใช้แรงงานบังคับ”

ระบบที่พึ่งพาการเอาเปรียบแรงงาน
นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า แรงงานข้ามชาติจำนวนมากกำลังติดอยู่ในระบบที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้พวกเขาถูกกดค่าแรงและเข้าถึงการคุ้มครองได้ยาก
แรงงานจำนวนไม่น้อยให้เหตุผลว่า พวกเขาไม่กล้าร้องเรียนหรือเปิดเผยการถูกเอาเปรียบ เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงในการจ้างงาน ผลกระทบต่อวีซ่า รวมถึงรูปแบบการจ้างงานผ่าน ABN ที่พบอ่างแพร่หลาย
ผลสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 38 ของแรงงานที่ตอบแบบสอบถาม ทำงานในลักษณะลูกจ้างชั่วคราว (casual employment) ซึ่งเปิดโอกาสให้นายจ้างมีอำนาจสูงในการกำหนดว่า ลูกจ้างจะได้งานเมื่อใด หรือจะได้ทำงานหรือไม่
โดยรวมแล้ว รายงานระบุว่า เกือบสามในสี่ของแรงงานข้ามชาติที่สำรวจ ทำงานในรูปแบบลูกจ้างชั่วคราว หรือทำงานผ่านระบบ ABN
การจ้างงานผ่าน ABN หมายถึงการจัดให้แรงงานมีสถานะเป็น “ผู้รับจ้างอิสระ” แทนการเป็นลูกจ้าง ทำให้แรงงานต้องจัดการภาษีและเงินซูเปอร์ด้วยตนเอง และอาจไม่ได้รับความคุ้มครองด้านค่าแรงขั้นต่ำหรือสิทธิการลาตามกฎหมายแรงงาน
แนวปฏิบัติลักษณะนี้ ซึ่งมักถูกเรียกว่า “sham contracting” หรือ “การจ้างงานอำพราง” ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นการทำให้ความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้างดูเหมือนเป็นเพียงการว่าจ้างอิสระ เพื่อหลีกเลี่ยงภาระและความรับผิดชอบตามกฎหมายแรงงาน
รายงานยังพบอีกว่า แรงงานที่ทำงานในรูปแบบลูกจ้างชั่วคราว (casual) และผู้ที่ทำงานผ่านระบบ ABN มีโอกาสถูกจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศมากกว่าแรงงานทั่วไปถึงสองเท่า
รองศาสตราจารย์ บาสซินา ฟาร์เบนบลัม ระบุว่า รูปแบบการจ้างงานลักษณะนี้ยิ่งทำให้ปัญหาการกดค่าแรงตรวจสอบหรือทักท้วงได้ยากขึ้น
เธอกล่าวว่า “เมื่อแรงงานทำงานผ่าน ABN พวกเขาจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย Fair Work ด้วยซ้ำ ทั้งที่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากในกลุ่มนี้ควรถูกจัดว่าเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ผู้รับจ้างอิสระ และไม่ควรถูกจ้างผ่าน ABN ตั้งแต่แรก”
ผลกระทบที่มากกว่าตัวเงิน
แมตต์ คังเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Migrant Workers Centre ระบุว่า ตัวเลขค่าแรงที่แรงงานข้ามชาติสูญเสียจากการถูกกดค่าแรง ซึ่งประเมินรวมกันราว 3.18 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจออสเตรเลียในวงกว้างด้วย
เขาระบุว่า เงินจำนวนดังกล่าวควรจะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ธุรกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน แต่กลับถูกเก็บไว้โดยนายจ้างที่จ่ายค่าแรงต่ำกว่ากฎหมาย
คังเคิลกล่าวว่า “แรงงานข้ามชาติยังต้องเผชิญความรู้สึกถูกตัดขาดจากสังคม เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และถูกมองว่ามีคุณค่าน้อยกว่าแรงงานที่เกิดในออสเตรเลีย ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น”
โครงสร้างเดียวกันของการเอาเปรียบ
ข้อมูลจากรายงานชี้ว่า การใช้ระบบ ABN อย่างไม่เหมาะสม รวมถึงการปลอมแปลงหรือบันทึกข้อมูลการจ้างงานที่ไม่ตรงความจริง ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นแนวปฏิบัติที่เชื่อมโยงกันในหลายอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานข้ามชาติชั่วคราวอย่างหนัก
รายงานเตือนว่า ปัญหาดังกล่าวกำลังบิดเบือนการแข่งขันทางธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ เพราะผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องเสียเปรียบธุรกิจบางแห่งที่ลดต้นทุนแรงงานผ่านการจ่ายค่าแรงต่ำกว่ากฎหมายอย่างเป็นระบบ
รองศาสตราจารย์ บาสซินา ฟาร์เบนบลัม กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติที่ถือวีซ่าชั่วคราวจำนวนมากกังวลอย่างยิ่งว่า การร้องเรียนหรือเปิดเผยปัญหาอาจส่งผลกระทบต่อวีซ่าของตน
เธอกล่าวว่า “แรงงานข้ามชาติที่ถือวีซ่าชั่วคราวมักกังวลอย่างมากกับทุกสิ่งที่อาจกระทบต่อสถานะวีซ่า และสิ่งนี้ทำให้พวกเขาแทบไม่สามารถออกมาพูดหรือร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่มีหลักประกันว่าวีซ่าของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครอง”
เรียกร้องปฏิรูปเพิ่มเติม
รายงานระบุว่า มาตรการปฏิรูปกฎหมายแรงงานในสมัยรัฐบาลแอนโทนี แอลบานีซี ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้การขโมยค่าแรง (wage theft) เป็นความผิดทางอาญา
หรือการขยายความคุ้มครองให้แรงงานในระบบ gig economy อาจยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติที่ฝังรากลึกในระบบแรงงานออสเตรเลีย
ผู้จัดทำรายงานเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มความคุ้มครองแก่แรงงานข้ามชาติที่ออกมาร้องเรียนการถูกเอาเปรียบ เปิดช่องทางที่ง่ายขึ้นในการท้าทายการจ้างงานอำพราง (sham contracting)
และเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานข้ามชาติแบบไม่มั่นคงจำนวนมาก
ฟาร์เบนบลัมระบุว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลและภาคธุรกิจมองเห็นภาพชัดขึ้นว่า การเอารัดเอาเปรียบและการกดค่าแรงเกิดขึ้นในรูปแบบใด และควรตรวจสอบหรือแก้ไขตรงจุดใดบ้าง
ฟาร์เบนบลัมกล่าวว่า “สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ แรงงานข้ามชาติต้องสามารถออกมาพูดหรือร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย และสิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำ คือขยายความคุ้มครองสำหรับแรงงานข้ามชาติ รวมถึงการผลักดันวีซ่าเพื่อความเป็นธรรมในที่ทำงาน (workplace justice visa)”
เธอยังระบุว่า รายงานฉบับนี้เรียกร้องให้มีการทบทวนข้อจำกัดด้านชั่วโมงการทำงานของนักเรียนต่างชาติ หลังนักเรียนจำนวนมากให้ข้อมูลว่า
ข้อจำกัดดังกล่าวผลักให้พวกเขาต้องเข้าสู่งานที่จ่ายค่าแรงต่ำกว่ากฎหมายหรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เนื่องจากนายจ้างบางส่วนไม่ต้องการจ้างแรงงานที่มีข้อจำกัดด้านชั่วโมงทำงาน
ด้านแมตต์ คังเคิล ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า แม้ปัญหาการขโมยค่าแรงจากแรงงานข้ามชาติจะเป็น “ปัญหาเชิงระบบที่ฝังรากมานาน”
แต่ปัจจุบันองค์กรเริ่มเห็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการจ่ายเงินสดใต้โต๊ะ ไปสู่การจ้างงานอำพรางผ่านระบบ ABN ซึ่งยิ่งทำให้สิทธิทางกฎหมายของแรงงานถูกปกปิดและตรวจสอบได้ยากขึ้น
เขากล่าวว่า “เราจำเป็นต้องเห็นการคุ้มครองที่ดีขึ้นสำหรับแรงงานที่กล้าออกมาเปิดโปงปัญหา มาตรการล่าสุดของรัฐบาล รวมถึง workplace justice ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังจำเป็นต้องขยายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดการคุ้มครองที่แท้จริง”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม






