Watch FIFA World Cup 2026™

LIVE, FREE and EXCLUSIVE starting June 12 2026

The Big Brief: "ทางเลือกของใคร" มุมมืดที่ถูกมองข้ามในข้อพิพาทเรื่องการทำแท้งของออสเตรเลีย

Abortion Copy of The Big Brief HEADER .jpg

นักจิตบำบัดเผยหญิงตั้งครรภ์บางรายเผชิญการคุกคามและกดดันจากคนในครอบครัว เพื่อบังคับให้ยุติการตั้งครรภ์


Published

By Rachael Knowles

Presented by Chayada Powell

Source: SBS



Share this with family and friends


นักจิตบำบัดเผยหญิงตั้งครรภ์บางรายเผชิญการคุกคามและกดดันจากคนในครอบครัว เพื่อบังคับให้ยุติการตั้งครรภ์


สรุปประเด็นสำคัญ

  • กลุ่มผู้คัดค้านสิทธิ์การทำแท้ง ถูกกล่าวหาว่าใช้ประเด็นเรื่อง "การทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร" เป็นเครื่องมือในการ "กระพือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ" และมุ่งเป้าโจมตีกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่น
  • กฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) มีข้อบังคับห้ามไม่ให้มีการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตรด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่ทางการแพทย์อยู่ก่อนแล้ว

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

มุกเทศ ชิบบาร์ นักจิตบำบัดและผู้ประนีประนอมความสัมพันธ์ในคู่สมรสและครอบครัว ผู้ให้บริการคำปรึกษาที่อ่อนไหวต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรม เปิดเผยว่า หญิงตั้งครรภ์กลุ่มผู้อพยพต้องเผชิญกับ แรงกดดันอย่างมหาศาลจากคู่สมรสและจากครอบครัวขยายของพวกเขา

แม้ในออสเตรเลียจะยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า หญิงกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นมีอัตราการทำแท้งสูงหรือต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างไร และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเสนอร่างกฎหมายในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) เพื่อเพิ่มโทษปรับและจำคุกแพทย์ที่ให้บริการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร

แต่ชิบบาร์ระบุว่า แม้จะมีความกดดันในครอบครัวบางกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องเพศของบุตรที่กำลังจะเกิดมา แต่กรณีที่พบได้บ่อยกว่าคือ ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการหารายได้และจุนเจือครอบครัวของฝ่ายหญิงหากเธอตั้งครรภ์

โดยจากการทำงานที่ผ่านมา เธอพบว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภาวะบอบช้ำทางจิตใจจากการถูกคนในครอบครัวขยายของพวกเธอกดดันและบีบคั้นเพื่อให้ยุติการตั้งครรภ์

"พวกเขามักจะพูดว่า ท้องได้ยังไง เธอต้องทำงาน ต้องหาเงินมาช่วยจ่ายค่าผ่อนบ้าน คอยจุนเจือครอบครัว พวกเราต้องการให้เธอทำงาน ชิบบาร์อธิบายเสริมว่า "เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ฉันเคยเจอผู้หญิงที่ต้องผ่านความบอบช้ำอย่างรุนแรงจากการถูกบังคับให้ทำแท้งลูกคนแรก"

ชิบบาร์กล่าวว่า บ่อยครั้งที่ผู้มีครรภ์ "ถูกบีบจนไม่มีทางเลือก" เนื่องจากต้องเผชิญกับการคุกคาม ความสะเทือนใจ และการถูกกีดกันในชีวิตประจำวัน จนทำให้ชีวิตตกนรกทั้งเป็น และสำหรับหลายๆ คน การตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์นี้ก็นำไปสู่การแยกทางหรือครอบครัวแตกแยกในที่สุด

ในทางกลับกัน แม้ประเด็นนี้จะพบได้น้อยกว่า แต่ชิบบาร์ระบุว่ามีกรณีที่หญิงผู้อพยพย้ายถิ่นถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าถึงการทำแท้งเช่นกัน

"ฉันเคยเจอผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ เนื่องจากพวกเธออาจยังไม่พร้อม มีปัญหาทางการเงิน หรือเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวอย่างรุนแรง" ชิบบาร์กล่าว ซึ่งในสถานการณ์เหล่านั้น การมีลูกเพิ่มขึ้นอาจยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น

"พวกเธอต้องคอยดูแลลูก ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ตกเป็นเหยื่อของการควบคุมทางการเงินอย่างรุนแรง หรือถูกข่มขู่ในเรื่องสถานะวีซ่า" ชิบบาร์กล่าว

อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่น

ระบบครอบครัวและชุมชนถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคมากมายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ที่ผู้หญิงกลุ่มผู้อพยพต้องเผชิญ

ดร. อเดล เมอร์ดอนโย ประธานบริหารของศูนย์สุขภาพผู้หญิงหลากหลายวัฒนธรรม (Multicultural Centre for Women's Health) ระบุว่า

"ระบบบริการดูแลการทำแท้งของออสเตรเลียไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้หญิงกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัยตั้งแต่แรก"

"การไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าใช้จ่ายของเมดิแคร์ (Medicare), บริการที่มีเฉพาะภาษาอังกฤษ และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจความต่างทางวัฒนธรรมอย่างปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผลกระทบข้างเคียงที่บังเอิญเกิดขึ้น แต่ว่ามันคือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบและล้มเหลวในการช่วยเหลือผู้หญิงกลุ่มเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ดร. เมอร์ดอนโย กล่าว

เธอยังตั้งข้อสังเกตถึงอุปสรรคที่รุนแรงยิ่งขึ้นสำหรับผู้หญิงที่ถือวีซ่าชั่วคราวและผู้หญิงที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ว่า

"กลุ่มผู้หญิงอพยพย้ายถิ่นมักจะต้องมาเริ่มหาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายการทำแท้งและวิธีเข้ารับบริการเป็นครั้งแรก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและกดดัน" ดร. เมอร์ดอนโย กล่าว

โดยเธอเชื่อว่า ทางออกของปัญหานี้คือการเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญและปราศจากอคติ

"ผู้หญิงกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีกฎหมายที่อนุญาตให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้บริการดูแล โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม"

ด้านชิบบาร์กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้ที่สามารถเข้าถึงบริการทำแท้งได้แล้ว การเยียวยาและสนับสนุนหลังกระบวนการ (Postvention support) ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

"เราสามารถช่วยประสานงานให้ผู้หญิงเหล่านั้นเข้ากับหน่วยงานบริการต่างๆ ได้ แต่เราต้องสร้างความมั่นใจด้วยว่า พวกเธอมีความพร้อมและศักยภาพที่จะเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้จริงๆ" ชิบบาร์กล่าว

สถานการณ์ทางกฎหมายและข้อพิพาทในปัจจุบัน

ปัจจุบัน การทำแท้งได้รับการยกเลกว่าไม่เป็นความผิดทางอาญาในทุกรัฐและเขตปกครองของออสเตรเลียแล้ว

นับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา บุคคลมีสิทธิ์เลือกยุติการตั้งครรภ์ได้จนถึงอายุครรภ์ 22 สัปดาห์ หากเกินกว่านั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากบุคลากรทางการแพทย์สองคนขึ้นไป ซึ่งหนึ่งในข้อเปลี่ยนแปลงที่เริ่มใช้ในปีนั้นคือการสั่งห้ามการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร

อย่างไรก็ตาม จอห์น รัดดิก สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) จากพรรค ลิเบอทาเรียน (Libertarian) แย้งว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ

"หากผู้เป็นแม่ยังคงต้องการทำแท้งเพราะเพศของลูก พวกเธอก็แค่ อ้างเหตุผลอื่นแทน ซึ่งจะไม่มีใครตรวจสอบได้" รัดดิกกล่าว

รัดดิกจึงได้เสนอร่างกฎหมายส่วนบุคคลเพื่อเพิ่มโทษปรับสูงสุดถึง 22,000 ดอลลาร์ หรือจำคุก 5 ปี แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร

การเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก บาร์นาบี จอยซ์ สมาชิกวุฒิสภาสหพันธรัฐจากพรรควัน เนชัน (One Nation)

"กฎหมายดังกล่าวของรัฐนิวเซาท์เวลส์ จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติ มิฉะนั้นจะเท่ากับว่าพวกเราทุกคนยอมรับว่าการเลือกเพศเป็นสิ่งเหมาะสม และยอมรับวาทกรรมที่ว่าเด็กผู้หญิงไม่ดีเท่าเด็กผู้ชาย" จอยซ์กล่าวในงานชุมนุมต่อต้านการทำแท้งเมื่อค่ำวันอังคารที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน ไรอัน พาร์กรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรัฐนิวเซาท์เวลส์โต้แย้งประเด็นนี้เมื่อในวันพุธที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) ว่า

"ไม่มีหลักฐานใดๆ ชี้ชัดว่ามีการทำแท้งเพื่อเลือกเพศเกิดขึ้นในรัฐ"

เช่นเดียวกับ ดร. อะแมนดา โคห์น โฆษกด้านสาธารณสุขของพรรคกรีนส์ ที่ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมที่เหยียดเชื้อชาติและต่อต้านการย้ายถิ่นฐาน

ด้าน ดร. ลูซี โช (Dr. Lucy Cho) เจ้าหน้าที่ฝ่ายแพทยศาสตรศึกษาจาก Family Planning Australia เปิดเผยกับเอสบีเอส นิวส์ ว่าร่างกฎหมายนี้เป็นอีกหนึ่งความพยายามของกลุ่มผู้ต่อต้านการทำแท้งทั้งหมด ที่ต้องการจุดชนวนความตึงเครียด สร้างอุปสรรคต่อทางเลือกในการตั้งครรภ์ และพยายามทำให้การทำแท้งกลับมาเป็นความผิดทางอาญาอีกครั้ง

ดร. โช กล่าวว่า การมุ่งเป้าไปที่เรื่องการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตรนั้นไม่มีจุดประสงค์อื่นใด นอกจาก "กระพือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ"

"กฎหมายว่าด้วยการทำแท้งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีข้อบังคับห้ามไม่ให้มีการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตรด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่ทางการแพทย์อยู่ก่อนแล้ว" ดร. โช กล่าว

"นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ยังแสดงให้เห็นว่า มีการทำแท้งด้วยเหตุผลนี้ในสัดส่วนที่น้อยมาก"

ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2019 จากมหาวิทยาลัยลา โทรบ (La Trobe University) พบว่า ผู้หญิงออสเตรเลีย 1 ใน 6 คน เคยผ่านการทำแท้งเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง (อายุราว 30 ปีเศษ)

งานวิจัยระบุข้อสังเกตว่า มีทั้งผู้หญิงที่เป็นโสดและแต่งงานแล้วที่เข้ารับบริการดูแลการทำแท้ง โดยกลุ่มผู้หญิงที่มีลูกอยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะยุติการตั้งครรภ์มากกว่าผู้หญิงที่ยังไม่มีลูก

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงที่ขาดอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเนื่องมาจากความรุนแรงในครอบครัว การใช้สารเสพติด หรือการคุมกำเนิดที่ไม่ได้ผล มีแนวโน้มที่จะเข้ารับบริการทำแท้งมากกว่ากลุ่มอื่น

หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว สามารถติดต่อสายด่วน 1800RESPECT ได้ที่โทร 1800 737 732, ส่งข้อความไปที่ 0458 737 732 หรือเข้าชมเว็บไซต์ 1800RESPECT.org.au และในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน โปรดโทรแจ้งหมายเลข 000

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now