นักจิตบำบัดเผยหญิงตั้งครรภ์บางรายเผชิญการคุกคามและกดดันจากคนในครอบครัว เพื่อบังคับให้ยุติการตั้งครรภ์
สรุปประเด็นสำคัญ
- กลุ่มผู้คัดค้านสิทธิ์การทำแท้ง ถูกกล่าวหาว่าใช้ประเด็นเรื่อง "การทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร" เป็นเครื่องมือในการ "กระพือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ" และมุ่งเป้าโจมตีกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่น
- กฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) มีข้อบังคับห้ามไม่ให้มีการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตรด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่ทางการแพทย์อยู่ก่อนแล้ว
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
มุกเทศ ชิบบาร์ นักจิตบำบัดและผู้ประนีประนอมความสัมพันธ์ในคู่สมรสและครอบครัว ผู้ให้บริการคำปรึกษาที่อ่อนไหวต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรม เปิดเผยว่า หญิงตั้งครรภ์กลุ่มผู้อพยพต้องเผชิญกับ แรงกดดันอย่างมหาศาลจากคู่สมรสและจากครอบครัวขยายของพวกเขา
แม้ในออสเตรเลียจะยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า หญิงกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นมีอัตราการทำแท้งสูงหรือต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างไร และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเสนอร่างกฎหมายในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) เพื่อเพิ่มโทษปรับและจำคุกแพทย์ที่ให้บริการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร
แต่ชิบบาร์ระบุว่า แม้จะมีความกดดันในครอบครัวบางกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องเพศของบุตรที่กำลังจะเกิดมา แต่กรณีที่พบได้บ่อยกว่าคือ ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการหารายได้และจุนเจือครอบครัวของฝ่ายหญิงหากเธอตั้งครรภ์
โดยจากการทำงานที่ผ่านมา เธอพบว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภาวะบอบช้ำทางจิตใจจากการถูกคนในครอบครัวขยายของพวกเธอกดดันและบีบคั้นเพื่อให้ยุติการตั้งครรภ์
"พวกเขามักจะพูดว่า ท้องได้ยังไง เธอต้องทำงาน ต้องหาเงินมาช่วยจ่ายค่าผ่อนบ้าน คอยจุนเจือครอบครัว พวกเราต้องการให้เธอทำงาน ชิบบาร์อธิบายเสริมว่า "เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ฉันเคยเจอผู้หญิงที่ต้องผ่านความบอบช้ำอย่างรุนแรงจากการถูกบังคับให้ทำแท้งลูกคนแรก"
ชิบบาร์กล่าวว่า บ่อยครั้งที่ผู้มีครรภ์ "ถูกบีบจนไม่มีทางเลือก" เนื่องจากต้องเผชิญกับการคุกคาม ความสะเทือนใจ และการถูกกีดกันในชีวิตประจำวัน จนทำให้ชีวิตตกนรกทั้งเป็น และสำหรับหลายๆ คน การตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์นี้ก็นำไปสู่การแยกทางหรือครอบครัวแตกแยกในที่สุด
ในทางกลับกัน แม้ประเด็นนี้จะพบได้น้อยกว่า แต่ชิบบาร์ระบุว่ามีกรณีที่หญิงผู้อพยพย้ายถิ่นถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าถึงการทำแท้งเช่นกัน
"ฉันเคยเจอผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ เนื่องจากพวกเธออาจยังไม่พร้อม มีปัญหาทางการเงิน หรือเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวอย่างรุนแรง" ชิบบาร์กล่าว ซึ่งในสถานการณ์เหล่านั้น การมีลูกเพิ่มขึ้นอาจยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น
"พวกเธอต้องคอยดูแลลูก ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ตกเป็นเหยื่อของการควบคุมทางการเงินอย่างรุนแรง หรือถูกข่มขู่ในเรื่องสถานะวีซ่า" ชิบบาร์กล่าว
อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่น
ระบบครอบครัวและชุมชนถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคมากมายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ที่ผู้หญิงกลุ่มผู้อพยพต้องเผชิญ
ดร. อเดล เมอร์ดอนโย ประธานบริหารของศูนย์สุขภาพผู้หญิงหลากหลายวัฒนธรรม (Multicultural Centre for Women's Health) ระบุว่า
"ระบบบริการดูแลการทำแท้งของออสเตรเลียไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้หญิงกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัยตั้งแต่แรก"
"การไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าใช้จ่ายของเมดิแคร์ (Medicare), บริการที่มีเฉพาะภาษาอังกฤษ และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจความต่างทางวัฒนธรรมอย่างปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผลกระทบข้างเคียงที่บังเอิญเกิดขึ้น แต่ว่ามันคือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบและล้มเหลวในการช่วยเหลือผู้หญิงกลุ่มเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ดร. เมอร์ดอนโย กล่าว
เธอยังตั้งข้อสังเกตถึงอุปสรรคที่รุนแรงยิ่งขึ้นสำหรับผู้หญิงที่ถือวีซ่าชั่วคราวและผู้หญิงที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ว่า
"กลุ่มผู้หญิงอพยพย้ายถิ่นมักจะต้องมาเริ่มหาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายการทำแท้งและวิธีเข้ารับบริการเป็นครั้งแรก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและกดดัน" ดร. เมอร์ดอนโย กล่าว
โดยเธอเชื่อว่า ทางออกของปัญหานี้คือการเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญและปราศจากอคติ
"ผู้หญิงกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีกฎหมายที่อนุญาตให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้บริการดูแล โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม"
ด้านชิบบาร์กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้ที่สามารถเข้าถึงบริการทำแท้งได้แล้ว การเยียวยาและสนับสนุนหลังกระบวนการ (Postvention support) ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
"เราสามารถช่วยประสานงานให้ผู้หญิงเหล่านั้นเข้ากับหน่วยงานบริการต่างๆ ได้ แต่เราต้องสร้างความมั่นใจด้วยว่า พวกเธอมีความพร้อมและศักยภาพที่จะเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้จริงๆ" ชิบบาร์กล่าว
สถานการณ์ทางกฎหมายและข้อพิพาทในปัจจุบัน
ปัจจุบัน การทำแท้งได้รับการยกเลกว่าไม่เป็นความผิดทางอาญาในทุกรัฐและเขตปกครองของออสเตรเลียแล้ว
นับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา บุคคลมีสิทธิ์เลือกยุติการตั้งครรภ์ได้จนถึงอายุครรภ์ 22 สัปดาห์ หากเกินกว่านั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากบุคลากรทางการแพทย์สองคนขึ้นไป ซึ่งหนึ่งในข้อเปลี่ยนแปลงที่เริ่มใช้ในปีนั้นคือการสั่งห้ามการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร
อย่างไรก็ตาม จอห์น รัดดิก สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) จากพรรค ลิเบอทาเรียน (Libertarian) แย้งว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ
"หากผู้เป็นแม่ยังคงต้องการทำแท้งเพราะเพศของลูก พวกเธอก็แค่ อ้างเหตุผลอื่นแทน ซึ่งจะไม่มีใครตรวจสอบได้" รัดดิกกล่าว
รัดดิกจึงได้เสนอร่างกฎหมายส่วนบุคคลเพื่อเพิ่มโทษปรับสูงสุดถึง 22,000 ดอลลาร์ หรือจำคุก 5 ปี แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตร
การเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก บาร์นาบี จอยซ์ สมาชิกวุฒิสภาสหพันธรัฐจากพรรควัน เนชัน (One Nation)
"กฎหมายดังกล่าวของรัฐนิวเซาท์เวลส์ จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติ มิฉะนั้นจะเท่ากับว่าพวกเราทุกคนยอมรับว่าการเลือกเพศเป็นสิ่งเหมาะสม และยอมรับวาทกรรมที่ว่าเด็กผู้หญิงไม่ดีเท่าเด็กผู้ชาย" จอยซ์กล่าวในงานชุมนุมต่อต้านการทำแท้งเมื่อค่ำวันอังคารที่ผ่านมา
ในทางกลับกัน ไรอัน พาร์กรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรัฐนิวเซาท์เวลส์โต้แย้งประเด็นนี้เมื่อในวันพุธที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) ว่า
"ไม่มีหลักฐานใดๆ ชี้ชัดว่ามีการทำแท้งเพื่อเลือกเพศเกิดขึ้นในรัฐ"
เช่นเดียวกับ ดร. อะแมนดา โคห์น โฆษกด้านสาธารณสุขของพรรคกรีนส์ ที่ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมที่เหยียดเชื้อชาติและต่อต้านการย้ายถิ่นฐาน
ด้าน ดร. ลูซี โช (Dr. Lucy Cho) เจ้าหน้าที่ฝ่ายแพทยศาสตรศึกษาจาก Family Planning Australia เปิดเผยกับเอสบีเอส นิวส์ ว่าร่างกฎหมายนี้เป็นอีกหนึ่งความพยายามของกลุ่มผู้ต่อต้านการทำแท้งทั้งหมด ที่ต้องการจุดชนวนความตึงเครียด สร้างอุปสรรคต่อทางเลือกในการตั้งครรภ์ และพยายามทำให้การทำแท้งกลับมาเป็นความผิดทางอาญาอีกครั้ง
ดร. โช กล่าวว่า การมุ่งเป้าไปที่เรื่องการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตรนั้นไม่มีจุดประสงค์อื่นใด นอกจาก "กระพือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ"
"กฎหมายว่าด้วยการทำแท้งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีข้อบังคับห้ามไม่ให้มีการทำแท้งเพื่อเลือกเพศบุตรด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่ทางการแพทย์อยู่ก่อนแล้ว" ดร. โช กล่าว
"นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ยังแสดงให้เห็นว่า มีการทำแท้งด้วยเหตุผลนี้ในสัดส่วนที่น้อยมาก"
ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2019 จากมหาวิทยาลัยลา โทรบ (La Trobe University) พบว่า ผู้หญิงออสเตรเลีย 1 ใน 6 คน เคยผ่านการทำแท้งเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง (อายุราว 30 ปีเศษ)
งานวิจัยระบุข้อสังเกตว่า มีทั้งผู้หญิงที่เป็นโสดและแต่งงานแล้วที่เข้ารับบริการดูแลการทำแท้ง โดยกลุ่มผู้หญิงที่มีลูกอยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะยุติการตั้งครรภ์มากกว่าผู้หญิงที่ยังไม่มีลูก
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงที่ขาดอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเนื่องมาจากความรุนแรงในครอบครัว การใช้สารเสพติด หรือการคุมกำเนิดที่ไม่ได้ผล มีแนวโน้มที่จะเข้ารับบริการทำแท้งมากกว่ากลุ่มอื่น
หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว สามารถติดต่อสายด่วน 1800RESPECT ได้ที่โทร 1800 737 732, ส่งข้อความไปที่ 0458 737 732 หรือเข้าชมเว็บไซต์ 1800RESPECT.org.au และในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน โปรดโทรแจ้งหมายเลข 000
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





