ทำไม Gen Z หันมาใช้เทคโนโลยีแอนะล็อกมากขึ้น “มือถือปุ่มกด–ซีดี” กลับมาฮิต

Compact discs

อุปกรณ์แอนะล็อกกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีมากที่สุดอย่าง Gen Z ทำไมคนรุ่นนี้จึงหันมาใช้เทคโนโลยีจากยุคที่พวกเขาแทบไม่เคยสัมผัสมาก่อน Source: Getty / Kinga Krzeminska

อุปกรณ์แบบแอนะล็อกกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในกลุ่ม Gen Z ซึ่งถือเป็นคนรุ่นที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัลมากที่สุด ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหันมาใช้เทคโนโลยีจากยุคที่พวกเขาแทบไม่เคยสัมผัสมาก่อน


แอชจาเยน ชารีฟ วัย 24 ปี ใช้โทรศัพท์มือถือของเขาเหมือนเป็นโทรศัพท์บ้าน

เขาไม่ใช้โซเชียลมีเดีย และเลือกใช้ ไอพอด (iPod) ความจุ 16 กิกะไบต์ในการฟังเพลง เขาใช้วิถีชีวิตแบบนี้มาแล้วราวหนึ่งปีครึ่ง

“ตอนแรกที่ผมเปลี่ยนวิธีการใช้เทคโนโลยีเพราะด้วยความอยากรู้ อยากรู้ว่ามันจะแตกต่างแค่ไหน แต่พอผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ผมเริ่มรู้สึกว่ามันดีมาก และอยากทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ พอผ่านไปประมาณ 6 เดือน มันก็กลายเป็นวิถีชีวิต”

เขายังพบว่า ความสามารถในการจดจ่อและการใช้ชีวิตทางสังคมของเขาดีขึ้น แม้ว่าคนรุ่นเดียวกันจำนวนมากจะพึ่งพาการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์

แม้คนรุ่น Gen Z จะเป็นกลุ่มที่ใช้งานโซเชียลมีเดียมากที่สุด แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มซื้อโทรศัพท์ปุ่มกด หรือ “dumb phone” มากที่สุดเช่นกัน

“ของจริงย่อมดีกว่าโลกที่ถูกปรุงแต่งขึ้น”

Gen Z ถือเป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล โดยส่วนใหญ่แทบไม่เคยรู้จักโลกที่ไม่มีสมาร์ตโฟน

อัลเบิร์ต มัลลอย วัย 21 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ADHD เชื่อว่า อาการของเขารุนแรงขึ้นจากการติดโทรศัพท์มาตลอดชีวิต

“วันก่อน ผมเห็นเพื่อนร่วมห้องที่แบตโทรศัพท์แบต แต่เธอก็ยังออกจากบ้านไปข้างนอกได้ โดยไม่มีโทรศัพท์ ผมแบบ ‘ทำได้ยังไง’ มันเป็นอะไรที่แปลกมาก สำหรับผมเลยนะ ที่จะไม่มีโทรศัพท์ติดตัวตลอดเวลา”

เขากล่าวว่า

“ถ้าผมไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่สมัยมัธยม และไม่ต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองบนโลกออนไลน์เพื่อให้คนอื่นมอง ผมคงใช้ชีวิตได้ดีกว่านี้ และไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์มากขนาดนี้”

รายงานของ McKinsey & Company เมื่อปี 2022 ระบุว่า คนรุ่น Gen Z แทบไม่แยกความแตกต่างระหว่างชีวิตออนไลน์กับออฟไลน์

สำหรับคนรุ่นที่เติบโตมากับดิจิทัลจำนวนมาก โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็น “โลกจริง” ของพวกเขา แม้ในความเป็นจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้น

ด้าน จูเลียน คาชาน วัย 21 ปี เล่าว่า เขาเคยหลงเข้าไปในแนวคิด “ขวาจัด” (alt-right) ตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี เขาเล่าว่า

“มันง่ายมากที่จะติดตามคนดังบนโลกออนไลน์ที่พูดได้ดึงดูดใจ แล้วเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่มีความเห็นตรงกับเรา เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มันรู้สึกดี โดยเฉพาะตอนที่ยังเด็กและอาจรู้สึกโดดเดี่ยวในชีวิตจริง พอเข้าไปอยู่ในกลุ่มออนไลน์ที่เห็นด้วยกับเรา หรือมีชุมชนแบบนั้น แม้พวกเขาจะเริ่มพูดถึงแนวคิดที่เป็นพิษ เราก็เริ่มคิดหาเหตุผลมารองรับ”

ดร.บริตตานี เฟอร์ดินานด์ส อาจารย์ด้านสื่อดิจิทัลจากมหาวิทยาลัย ซิดนีย์ (University of Sydney) มองว่า วัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมกำลังทำให้ผู้คนติดอยู่ในโลกออนไลน์

“ปรากฏการณ์ ‘echo chamber’ เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของวัฒนธรรมอัลกอริทึม ซึ่งทำให้เราเห็นโลกในมุมที่ถูกกรองแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รับข่าวสารและประเด็นปัจจุบันผ่านโซเชียลมีเดียเป็นหลัก แม้เราจะปรับอัลกอริทึมได้บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว อัลกอริทึมก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางวัฒนธรรม”

ในช่วงปีที่ผ่านมา เริ่มมีเทรนด์ที่ท้าทายการทำงานของอัลกอริทึมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกระแสการกลับไปนิยมของเก่า (newtro) แนวคิด หรือการใช้เทคโนโลยีอย่างจำกัด (digital minimalism) และแนวคิด chronic offline” ที่เลือกใช้ชีวิตห่างจากโลกออนไลน์ (chronic offline)

ผลสำรวจด้านการท่องเที่ยวปี 2025–2026 ระบุว่า มากกว่าร้อยละ 76 ของชาวออสเตรเลียวัย 18–25 ปี เคยพิจารณาการ “digital detox” หรือการพักจากโลกดิจิทัลในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

ขณะที่ เบน สมิธ วัย 24 ปี ที่ทำงานอยู่ที่ร้านสื่อแอนะล็อกในนครซิดนีย์ เขาเปิดเผยว่า เขาฟังเพลงผ่านแผ่นซีดี

“ส่วนตัวผมชอบใช้ซีดีในรถ ส่วนแผ่นไวนิลก็ชอบนะ แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะถ้าใช้บ่อยคงหมดเงินเดือนกับร้านนี้แน่ ๆ”

เขาสังเกตเห็นว่ากลุ่มลูกค้าเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“ผมเห็นคนรุ่นใหม่มาซื้อซีดีกันเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เป็นวัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัยตอนต้น ซึ่งกลายเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของร้านเราไปแล้ว และก็ดีใจมากที่ได้เห็นแบบนี้ โดยเฉพาะในยุคนี้”

ดร. เฟอร์ดินานด์ส ระบุว่า นักศึกษาของเธอเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบแอนะล็อกมากขึ้น

“Gen Z เป็นคนที่ฉลาดมาก พวกเขาตระหนักรู้เรื่องต่าง ๆ ในโลกได้ดี และเข้าใจประเด็นที่เกินวัยของตัวเองไปมาก ดังนั้นฉันคิดว่าพวกเขาเริ่มเห็นผลกระทบด้านลบของการอยู่บนโลกออนไลน์ตลอดเวลา และกำลังเลือกจัดการกับมันด้วยตัวเอง”

เธอยังกล่าวว่า

“คนรุ่นนี้คุ้นชินกับความพึงพอใจแบบทันทีทันใด แต่ตอนนี้พวกเขากำลังหันไปอีกด้านหนึ่ง คืออยากรอคอย อยากมีความอดทน อยากล้างฟิล์มรูปเอง และหัวเราะกับภาพที่ไม่สมบูรณ์แบบ เช่น เพื่อนหลับตา หรือเราหลับตา มันเป็นอะไรที่น่ารักและจริงใจมาก”

ขณะเดียวกัน ความต้องการพบปะกันแบบตัวต่อตัวก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมและชมรมทางสังคมเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

ดร.บริตตานี เฟอร์ดินานด์ส ยังเป็นผู้ก่อตั้งชมรมอ่านหนังสือด้วย

“ฉันไม่คิดว่าที่ชมรมทางสังคมในซิดนีย์เติบโตขึ้นเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผู้คนโหยหาการพบปะและเชื่อมโยงกันในโลกออฟไลน์ และนั่นคือประเด็นสำคัญ ผู้คนไม่ได้แค่มองหาชุมชน แต่ต้องการความสัมพันธ์ที่มีความตั้งใจและจับต้องได้จริง”

อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ต้องการตัดขาดจากโลกออนไลน์โดยสิ้นเชิง

แอชจาเยน ชารีฟ มองว่า การใช้เวลาออฟไลน์ช่วยให้ความสัมพันธ์ของเขากับโลกออนไลน์ดีขึ้น

“อินเทอร์เน็ตมีอะไรมากกว่าแค่โซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์สตรีมมิง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมได้ค้นพบพื้นที่เฉพาะในโลกออนไลน์ที่ผมชอบ รวมถึงเว็บไซต์ที่ทำให้นึกถึงตอนเด็ก ๆ อย่างตอนเรียนเขียนโค้ด HTML ในปี 7 หรือปี 8 ที่เราทำได้แบบพอใช้แต่ก็ยังไม่เก่ง แล้วก็สร้างเว็บไซต์หน้าตาแปลก ๆ ทุกวันนี้ยังมีคนทำเว็บไซต์แบบนั้นอยู่ และบางอันก็เจ๋งมาก ผมเคยเจอเว็บหนึ่งที่สอนเขียน JavaScript ให้เวลาเอาเมาส์ไปชี้ตรงไหนก็กลายเป็นรูปหัวใจได้ในทุกเว็บไซต์”

เขาย้ำว่า

“มันไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการปรับวิธีที่เราอยู่ร่วมกับมัน เราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ ‘ใน’ สื่ออีกต่อไป แต่อยากใช้ชีวิต ‘เคียงข้าง’ มันมากกว่า”

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now