คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้กล่าวถึงความรุนแรง ซึ่งอาจสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้อ่านบางท่าน
ในปี 2024 มีการชุมนุมประท้วงทั่วออสเตรเลีย เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังต่อสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็น “การระบาด” ของความรุนแรงต่อผู้หญิง
ผู้หญิงคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ SBS ระหว่างการประท้วงในนครเมลเบิร์น
ฉันเป็นผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว และตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยหญิงเหยื่อความรุนแรงกล่าว
อ่านเพิ่มเติม

ความรุนแรงในครอบครัวและช่องทางช่วยเหลือในออสเตรเลีย
อัลเลกรา สเปนเดอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระในเขตเวนต์เวิร์ธกล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก
“หลายคนคิดว่า เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวเอง แต่เมื่อฉันพูดคุยกับตำรวจในพื้นที่ของฉัน พวกเขาบอกว่า เวลาทำงานถึงครึ่งหนึ่งต้องทุ่มให้กับคดีความรุนแรงในครอบครัว”
ทิฟฟานี คาร์ลสัน ผู้บริหารของศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อการข่มขืนแห่งแคนเบอร์รา (Canberra Rape Crisis Centre) กล่าวว่า การทำงานของเธอบ่งชี้ว่า ความปลอดภัยของผู้หญิงยังคงตกอยู่ในความเสี่ยง
“ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานแนวหน้ากับบริการช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงทางเพศทุกวัน ฉันเห็นความจริงเบื้องหลังตัวเลขสถิติ เด็กผู้หญิงหนึ่งในสามคนเคยตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก และผู้หญิงหนึ่งในห้าคนเคยตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อเป็นผู้ใหญ่”

ซู เวเบค ผู้อำนวยการศูนย์บริการช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence Crisis Service) ในเขตปกครองนครหลวงออสเตรเลียกล่าวว่า ระบบยังไม่สามารถรองรับความต้องการความช่วยเหลือทั้งหมดได้
“เราไม่สามารถรับสายโทรเข้าที่มีจำนวนมากได้ นั่นหมายความว่าเราไม่รู้เลยว่าคนที่โทรมานั้นคือใคร และพวกเขาต้องการความช่วยเหลือแบบไหน”
สำหรับเรนี คาร์ จากองค์กรรณรงค์สิทธิสตรีแฟร์ อะเจนดา (Fair Agenda) เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนว่า ออสเตรเลียกำลังเผชิญวิกฤตด้านความปลอดภัยของผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง
และทรัพยากรที่จัดสรรเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงยังไม่เพียงพอ
“ผู้หญิงกำลังถูกสังหาร แต่บริการช่วยเหลือด้านความรุนแรงในครอบครัวของเรายังไม่ได้รับงบประมาณเพียงพอต่อความต้องการ ผู้รอดชีวิตจากการข่มขืนต้องรอคอยเป็นเวลานานอย่างน่าตกใจเพื่อเข้าถึงการให้คำปรึกษา หากพวกเราโทรเรียกรถพยาบาลหรือดับเพลิง เราคาดหวังว่าจะมีการตอบสนองอย่างทันท่วงที ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวหรือความรุนแรงทางเพศก็ควรได้รับการตอบสนองที่รวดเร็วเช่นเดียวกัน”

เคต เชนีย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระจากเขตเคอร์ติน รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียกล่าวว่า หลายพื้นที่ยังมีความล่าช้าอย่างมาก
“ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้คนต้องรอนานถึงหนึ่งปีเพื่อเข้าถึงบริการช่วยเหลือด้านความรุนแรงทางเพศ และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง”
คาร์ลสัน ผู้บริหารของศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อการข่มขืนแห่งแคนเบอร์ราแสดงความกังวลในทำนองเดียวกัน
เธอกล่าวว่า หากมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น และมีระบบที่ดีกว่านี้ ในการทำให้เงินทุนถูกส่งต่ออย่างยั่งยืน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
“บริการอย่างศูนย์ฯของฉันให้การดูแลอย่างต่อเนื่องแก่ผู้รอดชีวิต ตั้งแต่การตอบสนองในภาวะวิกฤต การให้คำปรึกษา การให้ความรู้ รวมถึงการสนับสนุนทางกฎหมายและการแพทย์ และงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การแทรกแซงตั้งแต่ระยะแรกโดยผู้เชี่ยวชาญ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับเหยื่อ และช่วยลดต้นทุนต่อระบบกฎหมายและระบบสาธารณสุขในระยะยาว”
อ่านเพิ่มเติม

ทางออกยังมี อย่าทนอยู่เพราะวีซ่า
เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ทันยา พลิเบอร์เซก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงบริการสังคมประกาศจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่ภาคส่วนนี้
การประกาศดังกล่าวมาพร้อมกับแผนเฉพาะสำหรับชุมชนชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และความรุนแรงทางเพศ
“เราจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 218 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเริ่มส่งไปยังชุมชนทั่วออสเตรเลียตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป เงินทุนเพิ่มเติมนี้จะช่วยให้เกิดบริการใหม่ ๆ เช่น ช่วยเหลือผู้หญิงที่ติดอยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเดินทางไปยังที่ปลอดภัย หากต้องการออกจากความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง หรือทำงานกับผู้ชายและเด็กผู้ชายที่มีความเสี่ยงจะใช้ความรุนแรง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขา รวมถึงทำงานกับพ่อแม่วัยหนุ่มสาว เพื่อเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับการสนับสนุนต่าง ๆ และนำภูมิปัญญาของผู้เฒ่าผู้แก่เข้ามาในกิจกรรมกลุ่มเด็กเล็ก เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตอย่างเข้มแข็ง มีความสุข และมีสุขภาพดีในชุมชนของตน”
อย่างไรก็ตาม ส.ส.อิสระเชนีย์ชี้ว่า มาตรการดังกล่าวยังห่างไกลจากสิ่งที่จำเป็น
“การประกาศของรัฐบาลเป็นเพียงการปรับเพิ่มงบประมาณตามอัตราเงินเฟ้อของคำมั่นที่เคยให้ไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เดิมสามารถทำงานต่อได้ แต่มันไม่ได้เพิ่มศักยภาพของระบบ และสิ่งที่เรารู้ก็คือ ความต้องการบริการเหล่านี้สูงกว่าปริมาณที่มีอยู่อย่างมหาศาล”

เวเบค ผู้อำนวยการศูนย์บริการช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวในเขตปกครองนครหลวงออสเตรเลียกล่าวว่า ปัญหาหลักไม่ใช่แค่การขาดเงินทุนจำนวนมาก แต่ยังรวมถึงรูปแบบการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งทำให้หน่วยงานต้องใช้เงินไปกับต้นทุนด้านเอกสารและระบบบริหาร
เราไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องเงินเท่านั้น เรากำลังพูดถึงความยั่งยืนของการจัดสรรงบประมาณ เพื่อที่เราจะไม่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปกับการตอบสนองต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล สำหรับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าจำเป็นอย่างยิ่งเวเบค ผู้อำนวยการศูนย์บริการช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวใน ACT กล่าว
เธอกล่าวด้วยความไม่พอใจว่า บริการแนวหน้าอย่างองค์กรของเธอไม่ได้รับการรับฟังอย่างแท้จริง
“การประกาศนโยบายจากรัฐบาลกลาง กับการดำเนินการของรัฐบาลรัฐและเขตปกครองไม่สอดคล้องกัน รัฐบาลกลางจัดสรรทรัพยากร แต่รัฐบาลรัฐและเขตปกครองเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งต่อไปยังหน่วยงานบริการแนวหน้า และสร้างสภาพแวดล้อมรองรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว และความรุนแรงทางเพศ”
อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์พิเศษมิวเรียล แบมเบล็ตต์ หนึ่งในทีมงานของรัฐมนตรีพลิเบอร์เซกมีความหวังว่าแนวทางแบบบูรณาการจะให้ผลลัพธ์ที่ดี
“ระบบต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลง ทั้งกระบวนการศาล การทำงานของตำรวจ วิธีการบังคับใช้ความยุติธรรม รวมถึงระบบที่อยู่อาศัย คนไร้บ้าน และระบบคุ้มครองเด็ก ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ชุมชนชาวอะบอริจินของเราเบื่อหน่ายกับความรุนแรง และผู้ชายจำนวนมากก็มาบอกเราว่า ให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เรารู้ว่าในตอนนี้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่พวกเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทางออก แผนนี้หวังว่าจะสามารถทำงานร่วมกับผู้ชาย ทำงานร่วมกับชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศและอัตลักษ์ทางเพศ และองค์กรต่าง ๆ ได้ ฉันคิดว่าเราต้องจัดการกับปัญหาร้ายแรงนี้ที่กำลังคร่าชีวิตผู้หญิงของเรา”
สำหรับคาร์ นักรณรงค์ด้านสิทธิสตรีมองว่า มาตรการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก
แต่ยังจำเป็นต้องมีงบประมาณมากกว่านี้
“มีหลายเรื่องที่รัฐบาลของนายอัลบานีซีสามารถภาคภูมิใจได้ ในการยกระดับสถานะของผู้หญิงในออสเตรเลียอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเข้าถึงบริการด้านความปลอดภัยสำหรับผู้หญิง ยังไม่ใช่หนึ่งในนั้น”
หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักต้องการพูดคุยเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว สามารถติดต่อ 1800RESPECT โทร 1800 737 732
หรือ Lifeline โทร 13 11 14
กรณีฉุกเฉิน โทร 000
ติดต่อบริการล่ามฟรี 131 450
บริการ Embrace Multicultural Mental Health ให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่มีพื้นเพจากวัฒนธรรมและภาษาที่หลากหลาย
และ บริการ Men’s Referral Service ซึ่งดำเนินการโดยองค์กร No to Violence โทร 1300 766 491
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ | เฟซบุ๊ก | อินสตาแกรม







