ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในออสเตรเลียยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับภาระค่างวดที่หนักขึ้น หนึ่งในทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน แต่ทางเลือกนี้จะช่วยลดภาระได้จริงหรือไม่ และเหมาะกับใครบ้าง พรธิพา ปานเพ็ชร ที่ปรึกษาสินเชื่อบ้านในออสเตรเลีย ชวนทำความเข้าใจการรีไฟแนนซ์ ขั้นตอนที่ควรรู้ และข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่
ข้อชี้แจง: บทสัมภาษณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ผู้ฟังควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และพิจารณาสถานการณ์ทางการเงินของตนเองก่อนตัดสินใจ
“การรีไฟแนนซ์เนี่ย ก็จะเป็นทางออกหลัก ๆ เลยที่คนเริ่มมองหา เพราะว่ามันจะเป็นค่าใช้จ่ายหลักของแต่ละบ้านอยู่แล้ว”
ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในออสเตรเลียยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาระการผ่อนบ้านกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ของหลายครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยในออสเตรเลียที่มีสินเชื่อบ้านอยู่แล้ว หลายคนจึงเริ่มมองหาวิธีลดภาระทางการเงิน และ การ “รีไฟแนนซ์ (refinance)” กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากขึ้น

จากการพูดคุยกับ พรธิพา ปานเพ็ชร ที่ปรึกษาสินเชื่อบ้านในออสเตรเลียพบว่า ความสนใจเรื่องรีไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นตามแรงกดดันจากดอกเบี้ยและค่าครองชีพ แต่การตัดสินใจว่าจะรีไฟแนนซ์หรือไม่นั้น มีหลายประเด็นที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณา
เมื่อไหร่ควรเริ่มมองเรื่องรีไฟแนนซ์
สำหรับเจ้าของบ้านที่กำลังผ่อนสินเชื่อบ้านอยู่ คำถามสำคัญคือควรเริ่มพิจารณาเรื่องนี้เมื่อใด พรธิพาอธิบายว่า จุดเริ่มต้นง่ายที่สุดคือการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของตัวเองกับอัตราในตลาด หากดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่สูงกว่าทั่วไปพอสมควร ก็อาจถึงเวลาที่ควรเริ่มสำรวจทางเลือกใหม่
“ถ้าดูแล้วว่าเราผ่อนสูงกว่าคนอื่นเค้าประมาณศูนย์จุดห้าถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เนี่ย คิดว่าเริ่มมองหาการรีไฟแนนซ์ได้แล้ว”
พรธิพาย้ำถึงผู้ที่กำลังจะหมดระยะการผ่อนชำระดอกเบี้ยแบบคงที่ (fixed rate) ยิ่งควรเริ่มหาข้อมูลแต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อสัญญาการชำระดอกเบี้ยคงที่สิ้นสุดลงแล้วเปลี่ยนไปเป็นอัตราลอยตัว ค่างวดรายเดือนอาจขยับขึ้นเป็นจำนวนมากในทันทีได้ หากไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ก่อน โดยพรธิพาแนะนำให้เริ่มสำรวจทางเลือกประมาณสองเดือน ก่อนระยะการผ่อนดอกเบี้ย fixed rate จะหมด
ก่อนย้ายแบงก์ ลองคุยกับแบงก์เดิมก่อน
การรีไฟแนนซ์นั้นไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการย้ายธนาคารทันทีเสมอไป เพราะในบางกรณี ผู้กู้อาจสามารถต่อรองกับธนาคารเดิมเพื่อขอลดอัตราดอกเบี้ยได้ หากมีข้อมูลเปรียบเทียบจากสถาบันการเงินอื่นอยู่ในมือ
พรธิพามองว่า หลายคนอาจไม่ทราบว่า ธนาคารมักไม่เสนอปรับลดดอกเบี้ยให้เอง หากลูกค้าไม่ติดต่อไปสอบถามก่อน
การโทรกลับไปพูดคุยกับธนาคารเดิมจึงเป็นขั้นตอนที่ควรทำก่อนเริ่มกระบวนการเอกสารใหม่ทั้งหมด เพราะบางกรณีอาจได้ข้อเสนอที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องย้ายบัญชีสินเชื่อเลย และยังช่วยประหยัดเวลาจากการเริ่มยื่นเรื่องใหม่ด้วย

รีไฟแนนซ์ไม่ใช่แค่ย้ายธนาคาร แต่คือการยื่นกู้ใหม่
แม้คำว่ารีไฟแนนซ์จะถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงการย้ายสินเชื่อบ้านจากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติ กระบวนการนี้ใกล้เคียงกับการยื่นขอสินเชื่อใหม่อีกครั้ง
“เวลาที่เราย้ายแบงก์ หรือว่าทำรีไฟแนนซ์ แบงก์เค้าดูเหมือนเรากู้บ้านใหม่เลย”
ธนาคารใหม่ยังคงประเมินความสามารถในการกู้จากรายได้ ภาระหนี้ ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิต ประวัติการชำระหนี้ รวมถึงมูลค่าบ้านในปัจจุบัน นั่นหมายความว่า ต่อให้มูลค่าบ้านเพิ่มขึ้นจากเดิม ก็ไม่ได้แปลว่าจะรีไฟแนนซ์ผ่านเสมอไป หากรายได้ในปัจจุบันหรือความสามารถในการรับภาระหนี้ไม่เพียงพอ ผู้กู้ก็อาจไม่ได้รับอนุมัติ
นอกจากนี้ มูลค่าประเมินบ้านของแต่ละธนาคารก็อาจไม่เท่ากัน ซึ่งส่งผลต่อสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าทรัพย์สิน และอัตราดอกเบี้ยที่ลูกค้าจะได้รับด้วย

ลดค่างวดได้ แต่ต้องดูต้นทุนและความเสี่ยงให้รอบด้าน
นอกจากนี้ การรีไฟแนนซ์อาจช่วยลดภาระรายเดือนได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการบริหารกระแสเงินสดใหม่ เช่น การขยายระยะเวลากู้กลับไปเป็น 30 ปี เพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงในช่วงที่ค่าครองชีพยังสูง อย่างไรก็ตาม การรีไฟแนนซ์ไม่ได้คุ้มในทุกกรณี เพราะยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องคำนวณอย่างละเอียด
ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นมีตั้งแต่ค่าปิดบัญชีสินเชื่อเดิม หรือ mortgage discharge fee ไปจนถึง break cost fee (ค่าปรับจากการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด) สำหรับผู้ที่ยังอยู่ในช่วง fixed rate
นอกจากนี้ หากยอดหนี้ยังสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าบ้าน จนเกินสัดส่วนที่กำหนด ก็อาจต้องเสียค่า LMI (lender mortgage insurance) เพิ่มอีก ซึ่งอาจทำให้การย้ายสินเชื่อไม่คุ้มอย่างที่คาดหวัง
พรธิพายังชี้ว่า ในบางกรณีผู้กู้อาจใช้การรีไฟแนนซ์เพื่อดึง equity (มูลค่าส่วนต่างของบ้าน) ออกมารวมหนี้อื่นที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น บัตรเครดิตหรือ personal loan (สินเชื่อส่วนบุคคล) แต่เงินส่วนนี้ไม่ใช่ “เงินฟรี” หากเป็นการกู้เพิ่ม และสุดท้ายยังต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยเช่นเดิม
ลูกค้าอยากจะรีไฟแนนซ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรีไฟแนนซ์ให้ทั้งหมด เพราะว่าบางคน สถานการณ์เค้าอาจจะยังไม่เหมาะกับการรีไฟแนนซ์พรธิพา โบรกเกอร์สินเชื่อบ้านคนไทยแนะนำ
การตัดสินใจจึงควรดูทั้งดอกเบี้ย กระแสเงินสด และภาระหนี้โดยรวม มากกว่ามองแค่ข้อเสนอที่ดูต่ำลงในระยะสั้น
*หมายเหตุ: เนื้อหาและความคิดเห็นในรายงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือสินเชื่อเฉพาะบุคคล ผู้รับสารควรพิจารณาความเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับอนุญาตก่อนตัดสินใจ
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม





