ในขณะที่ชาวมุสลิมทั่วโลกถือศีลอดตั้งแต่แสงอรุณจนถึงตะวันตกดิน อามานี่ ยุคุณธรต้องปรับตัวทั้งกับสภาพแวดล้อมใหม่ เวลาการถือศีลอดที่ยาวนานขึ้น และความท้าทายของการให้นมลูกไปพร้อมกัน
“การถือศีลอดคือการงดกินงดดื่มตั้งแต่แสงอรุณจนถึงตะวันตกดิน แต่ในอิสลามจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องอาหารค่ะ” อามานี่อธิบาย “เราต้องงดทุกอย่างที่พระเจ้าสั่งห้าม เช่น การนินทา การทะเลาะ หรือการโกหก เดือนรอมฎอนเป็นเหมือนโอกาสที่พระเจ้ามอบให้เราได้ยกระดับตัวเอง เป็นคนที่ดีขึ้นและใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น”
สำหรับเธอ ปีนี้จึงเป็นเดือนรอมฎอนที่พิเศษเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะถือศีลอดในออสเตรเลียเป็นครั้งแรกแล้ว ยังต้องดูแลลูกสาววัยทารกไปพร้อมกันด้วย
ปีที่แล้วเธอไม่ได้ถือศีลอด เนื่องจากกำลังตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรกและร่างกายไม่แข็งแรงพอ
“ตอนนั้นพยายามแล้วแต่รู้สึกเหมือนจะเป็นลม เลยต้องหยุด” อามานี่เผย หลังคลอดลูกในเดือนกันยายน เธอจึงเริ่มทยอยถือศีลอดเพื่อชดเชยวันที่ขาดไป
การถือศีลอดขณะให้นมลูกไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยถือศีลอดติดต่อกันสิบวันจนปริมาณน้ำนมลดลง “นมแทบหายไปเลย เพราะลูกกินนมแม่” เธอจึงต้องหยุดพักก่อนจะค่อย ๆ กลับมาถือศีลอดใหม่สัปดาห์ละสองสามวัน จนถึงเดือนรอมฎอนปีนี้ที่เธอตั้งใจจะถือให้ครบทั้งเดือน
"บางทีมันก็เหนื่อยค่ะเวลาให้นมลูก เราไม่ได้ทํางานอะไรก็จริง เลี้ยงลูกอย่างเดียว แต่ว่าเราก็รู้สึกว่ามันเหนื่อยมันเพลีย เราก็ถือว่าขอให้พระเจ้าให้ความง่ายดายตรงนี้ค่ะ"
ในเมลเบิร์น เวลาถือศีลอดยาวกว่าที่เธอคุ้นเคยในประเทศไทย โดยช่วงนี้ตะวันตกดินประมาณสองทุ่ม หลังจากละศีลอดด้วยอินทผลัมและน้ำ เธอพยายามจิบน้ำและเครื่องดื่มเกลือแร่ตลอดคืน ก่อนตื่นขึ้นมาอีกรอบราวตีสี่เพื่อกิน “ซะฮูร” หรือมื้อก่อนรุ่งสาง
แม้จะย้ายมาอยู่ในประเทศที่มุสลิมไม่ได้เป็นศาสนาหลัก อามานี่บอกว่าวิถีชีวิตของเธอแทบไม่เปลี่ยนแปลง
“เราก็ยังใช้ชีวิตแบบมุสลิมเหมือนเดิมค่ะ ต่างกันแค่อาหารที่ต้องดูว่าฮาลาลหรือเปล่า ตอนอยู่ไทยก็จะมีตลาดใหญ่มากตอนเย็น เราก็ไปซื้อได้เลย แต่ว่าอยู่นี่ต้องซื้อของมาทําเอง ของที่เราซื้อก็ต้องดูว่าฮาลาลมั้ยไหม มันจะเป็นตรงนั้นมากกว่า แต่ถ้าในด้านการดําเนินชีวิตก็คือไม่มีอะไรต่าง เราก็ยังคงดําเนินชีวิตไปตามครรลองของอิสลาม"
เธออาศัยอยู่ในย่านที่แทบไม่มีชุมชนมุสลิม ทำให้ช่วงแรกต้องปรับตัวพอสมควร “ตอนแรกก็รู้สึกแปลก เพราะเราโตมาในชุมชนมุสลิม ไปไหนก็เจอคนมุสลิมตลอด แต่ที่นี่แทบไม่มีเลย” อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นมิตร และสามีชาวออสเตรเลียยังคงไปละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดใกล้บ้านเป็นประจำ
ชีวิตในต่างแดนยังพาเธอเผชิญกับอคติบ้างเป็นครั้งคราว เช่น เหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งเดินผ่านแล้วพูดดูถูกเรื่องรูปลักษณ์ของเธอและลูก แต่เธอเลือกจะปล่อยผ่าน “คิดว่าอยู่ที่คนมากกว่า บางคนอาจมีอคติอยู่แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องตอบโต้”
สำหรับอามานี่ ศาสนาอิสลามยังคงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวสำคัญในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในชีวิต ตั้งแต่การย้ายประเทศ การหยุดทำงานเพื่อเลี้ยงลูก ไปจนถึงความเหงาในช่วงแรกของการใช้ชีวิตต่างแดน
อิสลามไม่ใช่แค่ศาสนา แต่เป็นวิถีชีวิต เวลารู้สึกเหงาหรือเครียด เราก็ละหมาด อ่านคัมภีร์ หรือฟังบทบรรยายศาสนา มันทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าอยู่กับเราเสมออามานี่ ยุคุณธร
อามานี่บอกว่า สำหรับคนที่มีเพื่อนร่วมงานหรือคนรู้จักที่กำลังถือศีลอดในช่วงรอมฎอน สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจว่า ผู้ที่ถือศีลอดส่วนใหญ่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี และไม่ได้คาดหวังให้คนรอบข้างต้องปรับตัวมากเป็นพิเศษ
“จริง ๆ ไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ ถ้าเพื่อนร่วมงานจะกินข้าวหรือดื่มน้ำต่อหน้า คนที่ถือศีลอดเขาควบคุมตัวเองได้อยู่แล้ว”
เธออธิบายว่าเดือนรอมฎอนเป็นช่วงเวลาที่มุสลิมฝึกความอดทนและการยับยั้งชั่งใจ จึงไม่ได้รู้สึกว่าการเห็นคนอื่นกินอาหารจะเป็นปัญหา
อามานี่ยังเล่าว่า หลายครั้งเพื่อนร่วมงานมักรู้สึกเกรงใจและพยายามหลีกเลี่ยงการกินอาหารต่อหน้าผู้ที่ถือศีลอด แต่ในมุมมองของเธอ ความตั้งใจดีนั้นเพียงพอแล้ว
“บางคนจะบอกว่าไม่กล้ากินต่อหน้าเรา แต่จริง ๆ กินได้เลยค่ะ ไม่ต้องกังวล” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าผู้ที่ถือศีลอดมักจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เผชิญความท้าทายเพียงลำพัง เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ชาวมุสลิมทั่วโลกต่างก็ถือศีลอดพร้อมกัน
สำหรับอามานี่ การรับรู้ว่ามีผู้คนจำนวนมากกำลังปฏิบัติศาสนกิจเดียวกันอยู่ทั่วโลก เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างกำลังใจในแต่ละวัน “ถึงแม้เราจะเป็นคนเดียวในออฟฟิศที่ถือศีลอด แต่เราก็รู้ว่าคนอื่นๆ อีกมากมายก็ทำเหมือนกันอยู่” เธอกล่าว “มันทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้หิวอยู่คนเดียว และเราก็ผ่านวันนั้นไปได้เหมือนกัน”
อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้อามานี่รู้สึกตื่นเต้นหลังย้ายมาอยู่เมลเบิร์น คือการได้ไปงานรอมฎอนที่ตลาด Queen Victoria Market ซึ่งจัดขึ้นช่วงเย็นก่อนละศีลอด ใจกลางนครเมลเบิร์น

เธอเล่าว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันเพื่อหาอาหารสำหรับมื้อ “อิฟตาร์” หลังพระอาทิตย์ตก “คนเยอะมากค่ะ เยอะจนล้นเลย” เธอกล่าว พร้อมเล่าว่าแม้จะเพิ่งมาอยู่เมืองนี้ไม่นาน แต่การได้เห็นผู้คนจำนวนมากออกมาร่วมบรรยากาศรอมฎอนก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม จำนวนร้านอาหารในงานยังมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่มาร่วมงาน ทำให้หลายร้านมีคิวยาวและอาหารหมดอย่างรวดเร็ว “ไปถึงก็แทบไม่ได้กินอะไรเลยค่ะ ต้องไปซื้อร้านที่ไม่มีคนต่อคิวแล้ว เพราะของแทบจะหมดแล้ว เหลือชิ้นสุดท้ายอะไรแบบนั้น”
แม้จะไม่ได้ชิมอาหารมากนัก แต่การได้เดินดูบรรยากาศของผู้คนและร้านค้าก็ทำให้อามานี่รู้สึกเหมือนได้สัมผัสกลิ่นอายของชุมชนมุสลิมในเมืองใหญ่ และหวังว่าในอนาคตจะมีงานหรือกิจกรรมลักษณะนี้มากขึ้น เพื่อให้ผู้คนได้มาพบปะและสร้างชุมชนร่วมกัน

ในอนาคต เธอหวังว่าจะสามารถถ่ายทอดวิถีชีวิตและความเชื่อให้ลูกสาวที่กำลังเติบโตขึ้นในสังคมออสเตรเลีย “เราจะสอนเขาจากสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน ไม่ได้บังคับ แต่พยายามเป็นตัวอย่างที่ดี” เธอกล่าว พร้อมตั้งใจว่าจะพาลูกกลับประเทศไทยบ่อย ๆ เพื่อให้ได้สัมผัสชุมชนมุสลิมที่เธอเติบโตมา
แม้ชีวิตในต่างแดนจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่สำหรับอามานี่ เดือนรอมฎอนยังคงเป็นช่วงเวลาที่ช่วยย้ำเตือนถึงสิ่งสำคัญในชีวิต ความศรัทธา ความอดทน และการพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม














