การบินไทยเจอมรสุมปมขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่จากออสเตรเลียสู่อิสราเอล

Airbus A380-841, Thai Airways International

Credit: Toshi Aoki - JP Spotters via Wikimedia Commons

รายงานสืบสวนเผยชิ้นส่วนเครื่องบินรบ F-35 อาจถูกขนส่งผ่านเที่ยวบินพาณิชย์จากออสเตรเลียไปอิสราเอล ผ่านสายการบินไทย ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายในรัฐสภาออสเตรเลีย ท่ามกลางคำยืนยันของรัฐบาลว่าไม่ได้ส่งออกอาวุธให้กับอิสราเอล


เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 วุฒิสมาชิกเดวิด ชูบริดจ์ จากพรรคกรีนส์ของออสเตรเลีย ได้ตั้งคำถามในรัฐสภาหลังจากบทความจากสื่ออิสระ Declassified Australia รายงานว่าชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่ F-35 ถูกขนส่งจากออสเตรเลียไปยังอิสราเอล

ระหว่างการอภิปรายในรัฐสภา เดวิด ชูบริดจ์ ได้ขอให้รัฐมนตรีต่างประเทศ เพนนี หว่อง ชี้แจงประเด็นดังกล่าว

NSW Greens MP David Shoebridge speaking to media outside the Supreme Court in Sydney, Friday, June 5, 2020.
เดวิด ชูบริดจ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกรีนส์แห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนอกศาลฎีกาในซิดนีย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2020 Source: AAP / AAP Image/James Gourley

เพนนี หว่อง ลุกขึ้นโต้ว่าออสเตรเลีย “ไม่ได้จัดหาอาวุธให้แก่อิสราเอล” และระบุว่าออสเตรเลียเป็นหนึ่งในสายพานการผลิตโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่จัดส่งระดับนานาชาติ เธอย้ำว่าออสเตรเลียเพียงแต่ส่งออกชิ้นส่วนของเครื่องบินขับไล่ที่ “ไม่นับเป็นอาวุธ (non-lethal parts)” เท่านั้น

ส่วนวุฒิสภาชิก เดวิด ชูบริดจ์ ได้เผยกับเอสบีเอส นิวส์ ภายหลังการอภิปรายว่าคำตอบของรมว.ต่างประเทศนั้นไม่ได้คลายกังวลเกี่ยวกับบทบาทของออสเตรเลียที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตเครื่องบินขับไล่

เขายังวิจารณ์ว่า การขนส่งชิ้นส่วนทางทหารที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในฉนวนกาซา โดยกล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขาเรียกว่า “การสมรู้ร่วมคิดของออสเตรเลียในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

“แน่นอนว่าเราไม่ควรส่งชิ้นส่วนอาวุธเข้าไปในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” วุฒิสมาชิกกล่าว

เที่ยวบิน TG472

แต่การขนชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 นั้นเกี่ยวข้องกับชุมชนคนไทยในออสเตรเลียอย่างไร

จากบทความสืบสวนสอบสวนหลายฉบับที่เผยแพร่โดย Declassified Australia พบว่า ชิ้นส่วนเครื่องบินบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ F-35 ถูกขนส่งโดยเที่ยวบินพาณิชย์ รวมถึงเที่ยวบินของสายการบินไทยระหว่างนครซิดนีย์และกรุงเทพฯ

หนึ่งในเที่ยวบินที่ถูกกล่าวถึงในรายงานคือเที่ยวบิน TG472 ของสายการบินไทย ซึ่งเป็นเที่ยวบินโดยสารประจำระหว่างซิดนีย์และกรุงเทพฯ

เที่ยวบินนี้ออกเดินทางจากสนามบินคิงส์ฟอร์ด สมิธ ณ นครซิดนีย์ และถึงสนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ หลังจากบินประมาณเก้าชั่วโมง โดยปกติแล้วเส้นทางนี้ให้บริการด้วยเครื่องบินแอร์บัสรุ่น A350-900 ซึ่งลำเลียงผู้โดยสารได้ประมาณ 320-340 คน

จากข้อมูลของ Declassified Australia บันทึกการขนส่งที่ตรวจสอบพบว่า ชิ้นส่วนเครื่องบินบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ F-35 ถูกขนส่งจากออสเตรเลียไปยังกรุงเทพฯ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังอิสราเอล

สำนักข่าวรายงานว่าสินค้าดังกล่าวมีต้นทางมาจากฐานทัพอากาศของกองทัพอากาศออสเตรเลีย ใกล้กับเมืองวิลเลียมทาวน์ ทางเหนือของนครซิดนีย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเครื่องบิน F-35 แห่งหนึ่งของกองทัพอากาศออสเตรเลีย

เอกสารที่อ้างถึงในรายงานระบุถึงสินค้าที่จัดส่งจากฐานทัพอากาศวิลเลียมทาวน์จ่าหน้าว่าเป็น "ปะเก็นยึดกระสุน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการเครื่องบินรบร่วม (Joint Strike Fighter หรือ JSF) ที่พัฒนาโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน

บทความดังกล่าวอ้างว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นถูกขนส่งจากวิลเลียมทาวน์ไปยังสนามบินซิดนีย์ ก่อนที่จะถูกบรรจุขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทยเที่ยวบิน TG472 ที่มุ่งหน้าไปยังกรุงเทพฯ

มีรายงานว่าชิ้นส่วนต่างๆ ถูกขนส่งจากกรุงเทพฯ ขึ้นเครื่องบินของสายการบินเอล อัล อิสราเอล เที่ยวบิน ELY82 ไปยังกรุงเทลอาวีฟ จากนั้นการขนส่งจะต่อไปยังฐานทัพอากาศเนวาติมทางตอนใต้ของอิสราเอล ซึ่งเป็นที่ตั้งของเครื่องบิน F-35 ของกองทัพอากาศอิสราเอล

SBS Thai ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการขนส่งที่อ้างถึงในบทความดังกล่าวด้วยตนเอง

สัญญาการผลิตและบำรุงรักษาเครื่องบินขับไล่ F-35 ในออสเตรเลียมีมูลค่ากว่าสี่พันล้านดอลลาร์

ออสเตรเลียเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ F-35 ระดับโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของบริษัทและรัฐบาลที่ร่วมกันผลิต บำรุงรักษา และขนส่งเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าว

ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมแห่งออสเตรเลียในปี 2023 ระบุว่า “จนถึงปัจจุบัน บริษัทออสเตรเลียกว่า 70 แห่งมีส่วนร่วมโดยตรงในสัญญาการผลิตและการบำรุงรักษาเครื่องบิน F-35 ทั่วโลกมูลค่ากว่า 4.13 พันล้านดอลลาร์”

และล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว กระทรวงกลาโหมได้ออกแถลงการณ์ว่า “กระทรวงกลาโหมยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของโครงการ F-35 ระดับโลก โดยอุตสาหกรรมของออสเตรเลียได้บรรลุมูลค่าสัญญามากกว่าห้าพันล้านดอลลาร์” และมี “บริษัทออสเตรเลียกว่า 75 แห่งที้มีส่วนสร้างความสำเร็จนี้ผ่านการผลิตขั้นสูง วางแผนการผลิตห่วงโซ่อุปทาน และบริการบำรุงรักษา”

สำนักข่าวเดอะการ์เดียนรายงานเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วว่า บริษัทสัญชาติอเมริกัน ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) เป็นผู้จัดหาผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่ F-35 ให้กับประเทศพันธมิตรทั่วโลก 19 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

A man wearing a suit
ริชาร์ด มาร์ลส์ ได้ร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศ เพนนี หว่อง กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สำหรับข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา Source: AAP / Lukas Coch

ริชาร์ด มาร์ลส์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Insider ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซีเมื่อปีที่แล้วว่า ออสเตรเลียไม่ได้จัดหาอาวุธให้กับอิสราเอล และระบุว่าออสเตรเลียเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของเครื่องบินขับไล่ F-35 มานานหลายทศวรรษแล้ว

"นั่นคือข้อตกลงพหุภาคีที่มีจัดหาโดยบริษัทล็อกฮีดมาร์ตินในสหรัฐอเมริกา และมีผู้ส่งออกหลายรายในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด" เขากล่าว

วุฒิสมาชิกเดวิด ชูบริดจ์และ Declassified Australia อ้างว่าพวกเขาได้เห็นเอกสารการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินรบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าออสเตรเลียไม่ได้ส่งชิ้นส่วนไปยังศูนย์กระจายสินค้าของล็อกฮีดมาร์ตินในสหรัฐอเมริกาหรือเนเธอร์แลนด์ แต่กลับส่งชิ้นส่วนเครื่องบินรบโดยตรงไปยังอิสราเอลผ่านทางสายการบินไทย

ชิ้นส่วนทางทหารสามารถขนส่งบนเที่ยวบินโดยสารได้หรือไม่?

การขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินหรือส่วนประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพบนเที่ยวบินพาณิชย์นั้น ไม่ได้ผิดกฎหมายเสมอไป

สินค้าประเภทนี้โดยทั่วไปจะถูกขนส่งภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ ขึ้นอยู่กับการจำแนกประเภทของสินค้า สินค้าอาจถูกควบคุมในฐานะสินค้าอันตราย หรืออยู่ภายใต้การควบคุมการส่งออก เช่น กฎระเบียบการค้าอาวุธระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (International Traffic in Arms Regulations: ITAR)

กฎเหล่านี้ควบคุมการจัดการและการขนส่งวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศซึ่งระบุไว้ในบัญชีรายชื่อยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ (the United States Munitions List : USML)

US Lockheed Martin F-35 Lightning II jet
เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35 Lightning II ของสหรัฐอเมริกา Credit: DPA

หน่วยงานความปลอดภัยการบินพลเรือนของออสเตรเลีย (Civil Aviation Safety Authority : CASA) เปิดเผยกับเอสบีเอส ไทย ผ่านอีเมลว่า

ผู้ประกอบการออสเตรเลียสามารถขนส่งสินค้าอันตรายบางประเภทบนเครื่องบินพลเรือนได้

แต่สินค้าที่จัดอยู่ในประเภท 'ต้องห้ามเว้นแต่ได้รับการยกเว้น' จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจาก CASA ก่อนจึงจะสามารถขนส่งได้

การพิจารณาคำขอจะทำเป็นรายกรณี และจะอนุญาตเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการสามารถแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อขนส่งสินค้าอันตรายไปยังเขตอำนาจศาลอื่น ผู้ประกอบการต้องได้รับอนุมัติหรือได้รับการยกเว้นที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานความปลอดภัยด้านการบินของประเทศที่สินค้ากำลังถูกขนส่ง ขนส่งผ่าน หรือแม้กระทั่งในบางกรณี บินผ่าน (บินเหนือประเทศ) ด้วย

ในกรณีที่สินค้าไม่เหมาะสมสำหรับการขนส่งทางเครื่องบินพลเรือนเนื่องจากลักษณะความเสี่ยง ขนาด น้ำหนัก หรือการจำแนกประเภท การขนส่งทางเรือจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

CASA เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลการขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศในประเทศออสเตรเลีย

การบินไทยระบุไม่อยากอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้แถลงต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าสายการบินแห่งชาติของประเทศไทยเพียงแต่ทำธุรกิจรับขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่สายการบินพาณิชย์อื่นๆ ก็ดำเนินการเป็นปกติ

“การขายจากต้นทางมา การบินไทยไม่ได้ขายเอง แต่เรามีข้อตกลงกับสายการบินอื่น ซึ่งมันเป็นปกติ ทุกสายการบินมีหมด เขาขาย แต่เขามาส่งขึ้นเครื่องการบินไทย เอกสารการส่งของเป็นของสายการบินอื่น เรารับขน การรับขนก็มีโปรโตคอล มีมาตรการ มาตรฐานอยู่” นายชายกล่าว

ผู้บริหารสายการบินยังอธิบายเพิ่มเติมว่า สินค้าทุกประเภทที่ลำเลียงใต้ท้องเครื่องนั้นต้องผ่านการเอกซ์เรย์และตรวจสอบว่าไม่ใช่วัตถุอันตรายที่ห้ามขนส่งบนเที่ยวบิน

อย่างไรก็ตาม สายการบินไม่มีอำนาจเปิดบรรจุภัณฑ์ นายชายระบุว่าศุลกากรเป็นผู้ที่มีอำนาจตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ว่าตรงตามข้อกำหนดของกฎหมายแต่ละประเทศหรือเปล่า

“ก็ต้องตอบว่าการบินไทยทำตามมาตรฐานสากล และมาตรฐานความปลอดภัยในการรับขนด้วย ซึ่งอันนี้เราก็ต้องไปขุดค้นให้ลึกลงไปว่าจะหาทางป้องกันได้อย่างไร แต่เรื่องนี้เราไม่สามารถจะออกไปพูดได้เต็มปาก เพราะว่าเราก็ไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์นี้มันจะขยายผลยังไง แต่เราก็มีมาตรการอยู่ ก็ระมัดระวังในการรับขน ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับคู่ค้าด้วย”

แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องอ่อนไหว เราก็ไม่อยากเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนะครับ เราก็ทําหน้าที่ของคนทําธุรกิจ
นายชาย เอี่ยมศิริ ทิ้งท้าย

ผู้ประท้วงวิพากษ์วิจารณ์รายงานการขนส่งสินค้า

ประเด็นนี้ยังก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักกิจกรรมบางกลุ่มด้วย

ไฮเคอ เวเบอร์ ผู้เข้าร่วมการประท้วงที่จัดโดยกลุ่มรณรงค์เพื่อสันติภาพ Wage Peace ที่จัตุรัสเฟเดอเรชั่นในเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ กล่าวว่าเธอรู้สึกผิดหวังกับรายงานดังกล่าว

เธอชี้ว่าบริษัทและรัฐบาลควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากิจกรรมของตนไม่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

heike sbs intervies 25Feb26_Matt Hrkac-11.jpg
ไฮเคอ เวเบอร์ ผู้ประท้วงจากองค์กร Wage Peace ณ นครเมลเบิร์น Source: Supplied / Matt Hrkac

คณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติรายงานว่า อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในฉนวนกาซา ซึ่งเวเบอร์อ้างถึงข้อค้นพบที่อิสราเอลปฏิเสธอย่างหนักแน่น

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินของสายการบินไทย เวเบอร์กล่าวว่า เธอรู้สึกว่าชื่อเสียงของสายการบินในฐานะสายการบินระหว่างประเทศที่เป็นมิตรกับครอบครัวนั้นได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อกล่าวหาดังกล่าว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

เอสบีเอส ไทย ได้พูดคุยกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองตะวันออกกลาง ศาสตราจารย์ชาห์ราม อัคบาร์ซาเดห์ จากคณะศิลปศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยดีคิน นครเมลเบิร์น ผู้ให้ความเห็นว่ารัฐบาลออสเตรเลียกำลังพยายามหาทางปกปิดการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เขากังวล

"ผมคิดว่าประชาชนควรเรียกร้องให้รัฐบาลอธิบายว่าเหตุใดจึงมีการส่งชิ้นส่วนเครื่องบินรบไปยังอิสราเอล ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่ว่าออสเตรเลียไม่ได้จัดหาอาวุธให้แก่อิสราเอล และรัฐบาลออสเตรเลียไม่สนับสนุนสงครามในฉนวนกาซา"

เขาวิเคราะห์ว่าออสเตรเลียเป็นประเทศมหาอำนาจระดับกลาง และประเทศมหาอำนาจระดับกลางนั้นจำเป็นต้องรักษาหลักนิติธรรมเพื่อความอยู่รอด การเติบโต และการปกป้องตนเอง

แต่ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ชาห์รามชี้ให้เห็นว่า ออสเตรเลียเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ในการซื้อเรือดำน้ำจากสหรัฐฯ และถือว่าสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ดังนั้น ออสเตรเลียจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

New-Shahram-photo.jpg
Professor Shahram Akbarzadeh, Research Professor in Middle East and Central Asian Politics at Deakin University and the Deputy Director of the Alfred Deakin Institute for Citizenship and Globalisation, Deakin University. Source: Supplied / Professor Shahram Akbarzadeh

“นั่นเป็นเหตุผลที่เราเห็นนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียเกี่ยวกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ออสเตรเลียยอมรับสถานะของปาเลสไตน์ในฐานะรัฐ แต่ก็ยังให้ความช่วยเหลืออิสราเอลในสงครามในฉนวนกาซา” เขากล่าว

เอสบีเอส ไทย ได้ติดต่อกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียเพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่บนเที่ยวบินพาณิชย์

เอสบีเอส ไทย ได้ติดต่อสำนักงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ริชาร์ด มาร์เลส และสำนักงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เพนนี หว่อง เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ปรากฏในรายงานของ Declassified Australia ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เอสบีเอส ไทย ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ ณ เวลาที่เผยแพร่รายงานชิ้นนี้

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now