จากเชฟร้านอาหาร โรงแรม และสนามกีฬาขนาดใหญ่ เปลี่ยนเป็นการตื่นตีห้าเพื่อเตรียมอาหารหลายพันจานในฐานทัพอากาศออสเตรเลีย ชวนฟังประสบการณ์ของ จักรกฤช (เอ) จิตรกรปัญญา เชฟไทยที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพหลังทำงานในวงการอาหารมานานกว่า 20 ปี
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ตีห้าของทุกวัน ที่ฐานทัพอากาศแอมเบอร์ลีย์ ใกล้เมืองบริสเบน ครัวขนาดใหญ่เริ่มทำงานก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เชฟในเครื่องแบบทยอยเข้าประจำจุด เตรียมอาหารสำหรับทหารหลายพันนาย ทั้งในฐานทัพและภารกิจทางอากาศ
หนึ่งในนั้นคือ “เอ” จักรกฤช จิตรกรปัญญา อดีตเชฟไทยที่ใช้เวลากว่า 20 ปีอยู่ในวงการร้านอาหาร โรงแรม และสนามกีฬาขนาดใหญ่ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเข้าสู่กองทัพอากาศออสเตรเลีย หรือ RAAF
“เราทำงานสาย hospitality มาเยอะมาก จนรู้สึกว่าเราไปถึงจุดที่เราสุดแล้ว ก็เลยลองมองหาอะไรที่มันท้าทายตัวเอง แล้วก็พัฒนาศักยภาพของตัวเราเองได้เพิ่มขึ้น” เขากล่าวกับเอสบีเอส ไทย
เขาสมัครผ่าน ADF Careers และใช้เวลาประมาณ 3 เดือนก่อนจะได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกองทัพอากาศ โดยเลือกประจำการที่ฐานทัพแอมเบอร์ลีย์ (Amberly) ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำคัญของกองทัพ และอยู่ใกล้บ้านของเขาในรัฐควีนส์แลนด์
แม้จะมีประสบการณ์ในครัวมายาวนาน แต่สิ่งแรกที่เขาต้องปรับตัว กลับไม่ใช่เรื่องอาหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมทถึงทัศนคติด้วย
“เราไม่ใช่เชฟในเครื่องแบบ แต่เราคือทหารที่มีทักษะในการทำอาหาร” เขากล่าว
สำหรับเขา การทำอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าที่ ขณะที่วินัย ความพร้อมทางร่างกาย และการทำงานเป็นทีม คือสิ่งที่มาพร้อมกับชีวิตในกองทัพที่เขาต้องเรียนรู้
ในหนึ่งสัปดาห์ เขาต้องออกกำลังกายอย่างน้อยสามวัน และเข้าร่วมการฝึกภาคสนามที่จำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่การตั้งครัวสนาม การขนส่งเสบียง ไปจนถึงการฝึกเอาตัวรอดในพื้นที่ปฏิบัติการ

ครัวที่ต้องทำอาหารประมาณ 5,000 จานต่อวัน
ฐานทัพแอมเบอร์ลีย์ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำคัญของกองทัพอากาศออสเตรเลีย ทำให้ครัวของที่นี่ต้องรองรับอาหารสำหรับทหารจำนวนมากในแต่ละวัน
เอ จักรกฤช เล่าว่า ในหนึ่งมื้อ ทีมครัวต้องดูแลอาหารสำหรับทหารมากกว่า 1,500 นาย และยังรวมถึงการเตรียมอาหารสำหรับภารกิจบนเครื่องบินต่าง ๆ ทั้งเที่ยวบินลำเลียงและภารกิจช่วยเหลือภัยพิบัติ รวมแล้ว แต่ละวันมีอาหารที่ต้องเตรียมประมาณ 5,000 มื้อ
โดยที่มีระบบการทำงานแบ่งออกเป็น 3 กะ ตั้งแต่กะเช้าที่เริ่มตั้งแต่ตีห้า ไปจนถึงทีมอาหารเย็น โดยแต่ละกะมีเชฟประมาณ 20 คน แม้บางช่วงจำนวนคนจะลดลง เพราะบางส่วนถูกส่งไปฝึกภาคสนามหรือปฏิบัติภารกิจอื่น
“หลัก ๆ คือเรื่องวินัย แล้วก็การบริหารเวลา ทุกอย่างต้องเสร็จตามเวลาที่กำหนด แต่ถ้าใครทำไม่ทัน คนอื่นก็จะเข้ามาช่วย ไม่มีใครถูกปล่อยให้ทำงานหนักอยู่คนเดียว” เขากล่าว
ความสัมพันธ์เรื่องอาหารที่เปลี่ยนไป
หลังทำงานในครัวเชิงพาณิชย์มานาน สิ่งที่เขารู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการทำงานด้านการทำอาหารในภาคธุรกิจกับอาหารในกองทัพ
“เมื่อก่อนเราต้องเน้นทำอาหารให้รสชาติอร่อย เน้นหน้าตา ความสวยงามของอาหาร” เขาอธิบาย
“แต่พอเป็นอาหารสำหรับทหาร เราจะเน้นเรื่องโภชนาการ และผลลัพธ์ที่มีต่อร่างกายมากกว่า”
เขาเล่าว่า เมนูในแต่ละมื้อของทหาร ถูกออกแบบโดยนักโภชนาการ เพื่อให้มีสารอาหารเพียงพอสำหรับการฝึกและการใช้พลังงานของทหาร
“ทุกอย่างต้องครบ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ผัก ผลไม้ เพื่อให้เพียงพอต่อการทำ exercise” เขากล่าว
อาหารไทยในครัวทหารออสเตรเลีย
แม้อยู่ในครัวของกองทัพอากาศ แต่เขายังพยายามนำเสนออาหารไทย จักรกฤชเล่าว่า เขาพยายามนำอาหารไทยเข้าไปประยุกต์ในเมนูของฐานทัพอยู่เสมอ
ด้วยประสบการณ์การทำงานในครัวมาก่อน ทำให้เขาสามารถดัดแปลงวัตถุดิบที่มีอยู่ ให้กลายเป็นอาหารไทยได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแกงมัสมั่น แกงแดง แกงเขียวหวาน ไก่ย่าง หมูกรอบ หรือผัดไทยมังสวิรัติ
“ทหารหลายคนชอบอาหารไทยมาก” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ
แม้จะเข้าร่วมกองทัพในวัยที่มากกว่าทหารออสเตรเลียหลายคน แต่จักรกฤทธิ์บอกว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมาในอาชีพนี้มีมากกว่าทักษะอาชีพ
“เรื่องสุขภาพ เรื่องวินัย เรื่องความรับผิดชอบ มันเปลี่ยนเราเยอะ” เขากล่าว
ในวัน Anzac Day ที่ผ่านมา เขาได้ร่วมเดินสวนสนามกับกองทัพอากาศในเมืองบริสเบนเป็นครั้งแรก เขาเปิดเผยว่า
“ปกติเราเป็นคนดูพาเหรด แล้วก็ตบมือให้คนอื่น แต่วันนั้นเราอยู่ในขบวน ได้ยินคนข้างทางขอบคุณเรา มันรู้สึกภูมิใจมาก”
“เรารู้สึกว่า เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้ และมีคำว่า Australia อยู่บนไหล่เรา”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





