หลังรัฐบาลกลางออสเตรเลียประกาศงบประมาณฉบับใหม่ปี 2025-26 เอสบีเอสไทยสำรวจเสียงสะท้อนจากคนไทยในออสเตรเลีย ว่าค่าครองชีพที่พุ่งสูงในช่วงวิกฤตพลังงานกำลังกระทบชีวิตพวกเขาอย่างไร
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ค่าครองชีพ และที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับตาในการประกาศงบประมาณรัฐบาลกลางของออสเตรเลียปี 2025–2026 ในวันอังคารที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา
ในการแถลงดังกล่าว รัฐบาลสหพันธรัฐประกาศมาตรการหลายด้านเพื่อลดแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพ ทั้งการช่วยเหลือค่าไฟ การสร้างบ้านเพิ่มเติม และมาตรการด้านภาษีและสวัสดิการบางส่วน
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อยสถานการณ์เศรษฐกิจในวันนี้กลับไม่ใช่คำถามที่ต้องถามตัวเองว่าจะอยู่รอดได้หรือไม่หรือจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน แต่สถานการณ์ค่าครองชีพที่รัดตัวในวันนี้อาจหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ต้องแลกเพื่ออยู่ต่อในประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งโอกาส
เอสบีเอสไทยสำรวจเสียงสะท้อนจากคนไทยหลากวัยในหลายเมืองของออสเตรเลียที่บอกกล่าวสถานการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจภาพที่คล้ายกันว่าแม้หลายคนจะทำงานเต็มเวลา มีรายได้สองทาง หรือพยายามประหยัดมากขึ้น แต่ยังรับรู้ถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน
ที่อยู่อาศัยที่สามารถจ่ายได้ได้ยังมีอยู่หรือไม่
ตามบรรทัดฐานสากลที่ใช้วัดมาตรฐานของเกณฑ์ “ที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้” นั้นหมายถึงว่าผู้คนควรจ่ายค่าเช่าไม่เกินร้อยละ 30 ของงบประมาณครัวเรือน หากเกินกว่านี้จะเริ่มก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเงิน แต่สถานการณ์ที่อยู่อาศัยในวันนี้ ทำให้หลายคนไม่มีทางเลือกมากนัก
“ไทเกอร์” ช่างยนต์คนไทยในเมืองแอดิเลด บอกว่า แม้ปัจจุบันเขาจะเป็นพลเมืองออสเตรเลียแล้ว แต่เริ่มกลับมาคิดถึงการย้ายกลับประเทศไทย เพราะรู้สึกว่ารายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว “ไม่พออีกต่อไป”
เขาเล่าให้เอสบีเอส ไทย ฟังว่าปัจจุบันเขาจ่ายค่าเช่าอพาร์ตเมนต์หนึ่งห้องนอนสัปดาห์ละ 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ของรายได้
จากประสบการณ์ที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียมา 10 ปี เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงด้านค่าครองชีพที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นหลังโควิด-19 เมื่อค่าเช่าและค่าครองชีพก้าวกระโดดแบบทวีคูณขณะที่การแข่งขันในการหาที่พักก็สูงขึ้น เพราะเจ้าของบ้านสามารถเลือกผู้เช่าได้มากกว่าเดิม
แม้เขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แต่ไทเกอร์กลับรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเร็วกว่านั้น ทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และของใช้ในชีวิตประจำวัน
“ทุกวันนี้ต้องคิดก่อนใช้เงินตลอด” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า ตอนนี้ต้องตัดค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เลิกทานอาหารนอกบ้าน ไปจนถึงวางแผนเลือกปั๊มน้ำมันผ่านแอปเพื่อหาที่ราคาถูกที่สุด
สถานการณ์บ้านเช่าในเมืองรอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เมืองอย่างแอดิเลดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าอยู่สบายกว่าเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์หรือเมลเบิร์นทั้งเรื่องของการหาที่พักอาศัยและวิถีชีวิต
แต่ประสบการณ์ของไทเกอร์สะท้อนว่า เมืองขนาดกลางของออสเตรเลียเองก็กำลังเผชิญแรงกดดันด้านที่อยู่อาศัยไม่ต่างกัน และยังมีปัญหาที่เพิ่มเติมเข้ามาในรูปแบบอื่นๆ ด้วยเช่น ระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้คนจำนวนมากยังจำเป็นต้องใช้รถยนต์และแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น
ซึ่งทำให้หลายคนยอมแบกรับต้นทุนในการเช่าที่อยู่อาศัยราคาแพงขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบายในการเดินทาง เช่น “ซี” คนไทยวัยทำงานอีกคนในนครแอดิเลด ซึ่งเลือกเช่าอพาร์ตเมนต์ใจกลางเมืองในราคา 600 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เขาบอกว่าแม้ต้องจ่ายค่าเช่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้
แต่เขาเลือกซื้อเวลาและความเป็นส่วนตัว เพราะมองว่าเวลาที่ประหยัดจากการเดินทางสามารถนำไปทำงานหรือหารายได้เสริมอย่างอื่นได้
“ผมเลือกที่มันจ่ายแพงกว่าเดิมเท่าตัว แต่เพราะว่ามันใกล้พี่ทำงาน เราเอาเวลาที่เซฟได้ตรงนั้นไปทำอย่างอื่น” เขาอธิบาย พร้อมยอมรับว่า หากหาห้องที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันในราคานี้ไม่ได้อีก ก็อาจต้องย้ายออกนอกเมือง แม้จะต้องแลกกับเวลาเดินทางที่มากขึ้น
“เงินทุกดอลลาร์หมดไปกับค่าบ้านและบิล”
ขณะที่ “กอล์ฟ” คุณแม่ชาวไทยในบริสเบนเล่าให้เราฟังถึงแรงกดดันอีกแบบหนึ่งของครอบครัวชนชั้นกลางที่มีรายได้สองทาง แต่กลับรู้สึกว่า “เงินทุกดอลลาร์หมดไปกับค่าบ้านและบิล”
เธอเล่าว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ค่าเช่าบ้านสี่ห้องนอนนอกเมืองอยู่ที่เพียง 300–400 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ แต่ภายในไม่กี่ปี ค่าเช่ากลับพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว จนกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจซื้อบ้าน
อย่างไรก็ตาม การมีบ้านไม่ได้หมายความว่าความกดดันจะลดลง เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้รายได้เกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับค่าผ่อนบ้าน ค่ารถ และค่าใช้จ่ายของลูก
“เรามีเงินพอสำหรับปัจจัย 4 ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าเราไม่ได้มีเงินเหลือพอที่จะไปใช้ชีวิต” เธอกล่าว พร้อมยอมรับว่าครอบครัวแทบตัดค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิงและการท่องเที่ยวทั้งหมดออกไป และไม่ได้พาลูกเดินทางกลับประเทศไทยมาหลายปีแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ทั้งกอล์ฟและสามีจะมีรายได้ประจำ แต่กลับรู้สึกว่า “ความมั่นคง” ที่เคยคาดหวังจากชีวิตในออสเตรเลียเริ่มสั่นคลอน
เธอเล่าว่า การพูดคุยกับเพื่อนและญาติๆ ชาวออสเตรเลียเองก็ทำให้เริ่มเห็นว่า ความรู้สึก “เหนื่อยกับการทำงานไปจนเกษียณ” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มผู้ย้ายถิ่น แต่กำลังเป็นความรู้สึกร่วมของคนออสเตรเลียจำนวนมากเช่นกัน
“ได้คุยกับคุณป้าคุณลุงเด็กๆ ที่มาเยี่ยมแล้วก็คุยกัน เค้าเป็นออสซีนะคะ ทำงานฟูลไทม์ทั้งคู่เค้าก็คุยกันว่าเธอคิดไหมว่ามันตึงเกินไป ฉันไม่ไหวจะ (ใช้ชีวิต) แบบนี้ ไม่อยากทำงานไปวันๆ จนอายุ 65 แล้วรับเงินรีไทร์”
อีกด้าน “มนต์” หญิงไทยที่อยู่ในออสเตรเลียมาเกือบ 30 ปี สะท้อนภาพของคนรุ่นก่อนที่เข้ามาตั้งรกรากในช่วงที่ต้นทุนชีวิตยังต่ำกว่าในปัจจุบันมาก
มนต์เล่าว่าเธอซื้อบ้านตั้งแต่ปี 2007 ทำให้ภาระผ่อนบ้านเหลือเพียงสัปดาห์ละประมาณ 200 ดอลลาร์ และยอมรับตรง ๆ ว่า หากต้องเริ่มต้นชีวิตในออสเตรเลียตอนนี้ อาจไม่สามารถแบกรับค่าเช่าหรือค่าครองชีพได้ไหว
“เราเนี่ยอาจจะโชคดีที่ว่าเรายังมีต้นทุนคือซื้อบ้านไว้สมัยสมัยก่อนแล้วมันไม่แพงมาก ถ้าตอนนี้ต้องจ่ายค่าเช่า คิดว่าไม่ไหว"
แม้จะมีบ้านที่ไม่ต้องผ่อน แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เธอต้องย้ายไปอยู่ในเมืองที่ราคาที่อยู่อาศัยถูกกว่า มนต์ยังวางแผนใช้วิธีลดรายจ่ายระยะยาวด้วย เช่น ปลูกผักสวนครัวและติดตั้งโซลาร์เซลล์เต็มหลังคา ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าไฟเลยในรัฐควีนส์แลนด์ที่อากาศร้อนเกือบตลอดปี
อย่างไรก็ตาม แม้จะสร้างชีวิตในออสเตรเลียมานานหลายสิบปี เธอก็ยังวางแผนกลับไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ประเทศไทย เพราะเชื่อว่าเงินบำนาญจะทำให้ใช้ชีวิตได้สบายกว่าที่ออสเตรเลีย
“ถ้ามันแพงขึ้น พี่จะกลับไปอยู่เมืองไทย เพราะว่าอาหารการกินมันไม่แพง เราอยู่ได้อย่างสบายกับเงินเดือนละ 2000 ดอลลาร์ พี่ว่าอยู่เมืองไทยชีวิตมันดีกว่านะ แต่พี่สาวเค้าบอกว่า (ที่)เมืองไทยเวลาเราป่วยไปหาหมอแล้วจ่ายแพง แต่ส่วนตัวพี่จะไปอยู่เมืองไทย ถ้าสมมุติว่าพี่กิน pension แล้ว)
แม้จะอยู่ต่างเมือง ต่างช่วงวัย และต่างสถานะทางเศรษฐกิจ แต่เสียงสะท้อนของคนไทยทั้งสี่คนให้ความเห็นที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกว่าต้นทุนของการใช้ชีวิตในออสเตรเลียกำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนรู้สึกว่ามันเร็วกว่าความสามารถในการสร้างความมั่นคงของชีวิต
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ภาวะขาดแคลนที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ค่าแรงที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ไปจนถึงแรงกดดันจากจำนวนประชากรและการย้ายถิ่นที่เพิ่มขึ้นหลังโควิด-19
ขณะเดียวกัน ในเชิงสังคม รายงานนี้เราจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความฝันในการใช้ชีวิตแบบออสเตรเลีย (Australia dream) ของผู้อพยพย้ายถิ่นหลายรายที่จากเดิมที่มองว่าออสเตรเลียเป็นประเทศแห่งโอกาสและความมั่นคง กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาถามตัวเองว่าการใช้ชีวิตแบบไหนที่คุ้มค่ากับความเหนื่อย
และสำหรับคนไทยบางส่วน คำตอบนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่การมีรายได้มากขึ้น แต่อยู่ที่การได้ใช้ชีวิตอย่าง “ผ่อนคลาย” มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะในออสเตรเลีย หรือประเทศไทยก็ตาม
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





