แม้ทุกวันนี้การสัก (tattoo) จะกลายเป็นแฟชันและเป็นเรื่องปกติมากขึ้นสำหรับคนจำนวนมาก แต่สำหรับบางคน รอยสักไม่ใช่แค่ศิลปะบนร่างกาย หากเป็นการเก็บ “ความทรงจำ” เอาไว้กับตัวตลอดไป
Mekko หรือ “มิ้นท์” ช่างสักชาวไทยในนครเมลเบิร์น เล่าถึงหนึ่งในงานที่เธอจำได้ไม่ลืม เธอเล่าว่าวันนั้น ลูกค้าไม่ได้มาคนเดียว แต่ยกกันมาทั้งครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ และลูก พร้อมกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีลายมือของคุณย่าเขียนไว้ พร้อมลายเซ็น
“จะมี (ลูกค้า) รายนึงที่เขามาสักกันทั้งครอบครัวเลยค่ะ ตั้งแต่พ่อแม่ลูก คือสักตามที่คุณย่าเขาเขียนไว้บนกระดาษพร้อมลายเซ็นข้างๆ” เธอเล่า
แฟชัน ดีไซเนอร์สู่วงการศิลปะการสัก
ก่อนหน้าที่ชื่อ Mekko จะเป็นที่รู้จักในวงการ ในฐานะช่างสักมือล่ารางวัล มินท์ กฤติยา สิทธิภาพ ทำงานเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ให้กับแบรนด์เซมิกูตูร์ในประเทศไทย เธอเล่าว่า หลังเจ้าของแบรนด์ตัดสินใจพักงานในวงการแฟชั่น เธอเริ่มมองหาเส้นทางใหม่ที่ยังคงเชื่อมโยงกับงานศิลปะที่ตัวเองรัก
“เราอยากทำอะไรต่อไปเกี่ยวกับวงการศิลปะ แต่ตอนนั้นเราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยคิดว่า หรือเราควรมาเมลเบิร์นเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง”
เธอเดินทางมานครเมลเบิร์นในฐานะนักเรียนภาษา และตั้งใจว่าจะกลับไปทำงานด้านแฟชั่นอีกครั้ง แต่เมื่อเริ่มหางานจริง เธอกลับพบข้อจำกัดของวีซ่านักเรียน หลายบริษัทต้องการพนักงานเต็มเวลา ทำให้เธอไม่สามารถทำงานในสายแฟชั่นได้อย่างที่หวังไว้
“คิดว่าแล้วเราจะทำอะไรได้บ้างเลยค้นหา ก็จะมีงานแทททู ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถทำเกี่ยวกับศิลปะที่เราชอบได้”
จากศิลปะบนผืนผ้าเป็นศิลปะบนผิวหนัง
Mekkoเริ่มต้นจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนกระทั่งได้พบกับ “พี่เสือ” ช่างสักผู้ชนะการประกวดระดับประเทศในงาน Thailand Expo ซึ่งกลายเป็นเมนเทอร์คนสำคัญ
“พี่เขาสอนทุกอย่าง ตั้งแต่เทคนิค การวางเลย์เอาต์ ไปจนถึงสไตล์งาน”
หนึ่งในสิ่งที่เธอได้รับอิทธิพลมาคือเทคนิค “Dot” หรือการสร้างลวดลายด้วยจุด รวมถึงงานแมนดาลา (Mandala) ที่เธอชื่นชอบ เพราะมองเห็นความสมดุลและแพทเทิร์นเชิงเรขาคณิตในงานศิลปะประเภทนี้
“งานแมนดาลามันเหมือนงาน geomatrix ที่มีความบาลานซ์ของมัน แล้วพอเราทำออกมาเรื่อยๆ มันก็เป็นกลายเป็นแพทเทิร์น เราเลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นความชอบของเรา”
ปัจจุบันMekkoพัฒนาสไตล์ของตัวเองเป็นงาน “Mandala and dot work” ซึ่งนำเทคนิคดอทมาผสมกับงานมินิมอลเส้นเล็กละเอียด
เธอบอกว่า งานประเภทนี้ใช้เวลานานกว่างานแรเงาทั่วไปเกือบสองเท่า และยังมีช่างสักไม่มากที่ทำงานลักษณะนี้ โดยเฉพาะในออสเตรเลีย
“คิดว่าอาจจะเป็นศิลปินเอเชียที่ทำแนวนี้เยอะกว่า เพราะคนเอเชียค่อนข้างละเอียดและพิถีพิถันกับงาน”

แฟชันลายสักในออสเตรเลีย
Mekkoมองว่าวงการสักในออสเตรเลียยังมีความแตกต่างระหว่าง “ในเมือง” และ “นอกเมือง” อย่างชัดเจน
ในพื้นที่นอกเมือง วัฒนธรรมงานสักยังคงเป็นแบบ “Old School” ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไบเกอร์ เน้นงานขนาดใหญ่และภาพลักษณ์แบบดั้งเดิม
ขณะที่ในเมลเบิร์น ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เทรนด์งานสักเริ่มเปลี่ยนไปสู่งานมินิมอล สีสันสะอาดตา และดีไซน์ที่ดูร่วมสมัยมากขึ้น
แม้วงการสักจะเปิดกว้างขึ้น แต่Mekkoยอมรับว่า การเป็น “ผู้หญิงเอเชีย” ในวงการนี้ยังมีความท้าทายอยู่มาก
เธอเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ลูกค้าชื่นชอบผลงานของเธอ ถึงขั้นจ่ายเงินให้เธอออกแบบงานเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมาถึงสตูดิโอและพบว่าเธอเป็นผู้หญิงเอเชีย ลูกค้ากลับตัดสินใจไม่สัก
เขาบอกว่า เขาคิดว่าจะเป็นผู้ชายฝรั่ง แล้วเขารู้สึกว่าอยากได้เมมโมรีกับ artist แบบนั้นมากกว่าMekko
ผู้หญิงในวงการช่างสัก
แม้จะรู้สึกว่าไม่ค่อยยุติธรรม แต่เธอบอกว่าเข้าใจความต้องการของลูกค้า และเลือกใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาฝีมือของตัวเอง และไม่เพียงแต่พิสูจน์ตัวเองกับลูกค้าแต่เมกโกบอกว่าการหาที่ยืนในวงการซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้ชายเป็นส่วนใหญ่นั้นไม่ง่าย
“ในช่วงเวลานี้ยังรู้สึกว่าในวงการ (ช่างสัก) ออสเตรเลีย ยังมีความเป็น industryของผู้ชายสูงอยู่ ยังไม่ได้มีการยอมรับมาก แต่ถ้าในซิตี้อาจจะมีการยอมรับมากขึ้น”
ข้อดีคือการที่เป็น artist ผู้หญิง เราต้อง proof ให้มากขึ้นว่าเราก็มีฝีมือเหมือนกัน มีความเป็นอาร์ต มีดีไซน์ที่แตกต่าง ต้องพิสูจน์ว่าเราทำงานออกมาได้ดีMekko
ปัจจุบัน Mekkoทำงานสองอาชีพควบคู่กัน ทั้งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพและช่างสัก
เธอเพิ่งเข้าร่วมการแข่งขันสักระดับนานาชาติในออสเตรเลีย หลังเคยคว้ารางวัลอันดับ 1 ประเภทงานมินิมอล และอันดับ 2 ประเภทงานอนิเมะ จากเวทีประกวดในไทยและสิงคโปร์
เป้าหมายต่อไปของเธอคือการได้สถานะผู้พำนักถาวร (PR) ในออสเตรเลีย และเปิดสตูดิโอด้านความงามที่สามารถนำทักษะการสักมาประยุกต์ใช้ในอนาคต
“Beauty industry เป็นสายอาชีพที่อยู่ได้นานทั่วโลก เราก็อยากสร้างธุรกิจของตัวเองที่นี่”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





