เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หลายคนในออสเตรเลียเริ่มจาม คันตา หรือคัดจมูกโดยไม่รู้สาเหตุ อาการที่ดูเหมือนหวัดแต่ไม่หายเสียทีอาจไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา แต่คือ ‘ไข้ละอองฟาง’ หรือ Hay Fever อาการภูมิแพ้ตามฤดูกาลที่เกิดจากละอองเกสรและฝุ่นในอากาศในออสเตรเลีย
เอสบีเอส ไทยพูดคุยกับคนไทยสองท่านที่ต้องเผชิญกับอาการนี้ในชีวิตจริง ทั้งจากมุมของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับมันอย่างเข้าใจ
ผู้ป่วยเล่า จากอาการเบาๆ สู่การต่อสู้กับฤดูเกสรทุกปี
‘นัท’ นครินทร์ ใจกล้า อาศัยอยู่ในเมลเบิร์น เขาต้องรับมือกับอาการไข้ละอองฟางมานานกว่าสิบปี เขาเล่าว่าช่วงแรกมีเพียงการจามและคันจมูกเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการกลับรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่คัดจมูกหนัก หายใจไม่สะดวก และกระทบกับการนอนหลับพักผ่อน
“ช่วงกลางคืนคือหนักสุด หายใจไม่ออก ต้องตื่นตลอดเวลา มันทำให้ทั้งร่างกายและอารมณ์เราแย่ไปหมด”

แม้จะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่นครินทร์ยอมรับว่าความทรมานจากอาการนอนไม่หลับและหายใจติดขัดทำให้คุณภาพชีวิตของเขาลดลง เขาต้องไปพบแพทย์เพื่อปรับยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นให้เหมาะกับร่างกาย เพื่อให้ผ่านช่วงฤดูใบไม้ผลิไปได้โดยไม่กระทบกับการทำงานและสุขภาพจิต
เตรียมพร้อมก่อนแพ้ เพื่อใช้ชีวิตได้ปกติ
นครินทร์เรียนรู้จากประสบการณ์ว่าการเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นทางรอดที่ดีที่สุด เขาเริ่มรับประทานยาแก้แพ้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านไว้ก่อน พร้อมพกยาพ่นติดตัวเสมอ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องออกไปในวันที่ลมแรงหรือมีฝุ่นและเกสรหนาแน่น
นอกจากนี้ยังพยายามเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเช้า และตรวจสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านทุกครั้งด้วย
เขาอยากให้คนไทยที่อยู่ในออสเตรเลียตระหนักว่าไข้ละอองฟางเป็นเรื่องปกติของประเทศนี้ และสามารถอยู่ร่วมกับมันได้ หากเริ่มดูแลตัวเองก่อนที่จะมีอาการ
“ให้เริ่มกินยาตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูใบไม้ผลิ เหมือนสร้างเกราะให้ร่างกายไว้ ก่อนฝุ่นกับเกสรจะมาโดยไม่รู้ตัว”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ออสเตรเลียรั้งตำแหน่ง 'เมืองหลวงแห่งโรคภูมิแพ้ของโลก'
ผู้เชี่ยวชาญชี้ เข้าใจโรคนี้ให้ถูก
‘หวาน’ อชิรญา เที่ยงธรรม พยาบาลประจำศูนย์การแพทย์ Pro Health Medical ในซิดนีย์พบผู้ป่วยไข้ละอองฟางเพิ่มขึ้นทุกปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เธออธิบายว่าโรคนี้เกิดจากการแพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่น หรือสิ่งกระตุ้นในอากาศ ซึ่งแตกต่างจากไข้หวัดตรงที่ไม่มีไข้ ไม่ปวดเมื่อย และไม่สามารถติดต่อกันได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้อื่นร่วมด้วยมักมีอาการรุนแรงกว่า และควรได้รับการดูแลจากแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม
หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าไข้ละอองฟางจะหายเองเมื่ออากาศเปลี่ยน แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจยืดเยื้อจนกระทบต่อการนอน การทำงาน และคุณภาพชีวิตได้ อชิรญาแนะนำว่า หากอากาแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์
“ถ้าเริ่มมีไข้ น้ำมูกเป็นสีเขียว หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาแก้แพ้ ควรไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยไว้จนกระทบชีวิตประจำวันค่ะ”
การดูแลตัวเองทุกวัน สำคัญกว่าการพึ่งยา
อชิรญาแนะนำให้ผู้ที่มีอาการไข้ละอองฟางเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่ตอนเช้า โดยการล้างจมูก และรับประทานยาแก้แพ้ก่อนออกจากบ้าน หากมีอาการคันตาให้หยอดตาเพิ่ม และใช้สเปรย์พ่นจมูก เมื่อคัดจมูกหรือระคายเคือง เมื่อกลับถึงบ้านควรรีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และล้างจมูกอีกครั้งเพื่อล้างละอองเกสรที่ติดมากับร่างกาย
เธอยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงเช้าที่เกสรลอยในอากาศมาก และหากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วันควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยา
เธอย้ำว่าไข้ละอองฟางไม่อันตราย แต่ต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคนี้จะกลับมาทุกปี และการรู้จักร่างกายของตัวเองคือวิธีที่ดีที่สุดในการอยู่ร่วมกับโรคนี้
ไข้ละอองฟางไม่อันตราย แต่จะกลับมาทุกปี ถ้าเรารู้จักร่างกายตัวเองและดูแลให้สม่ำเสมอ เราก็อยู่กับมันได้อย่างสบายใจอชิรญาพยาบาลคนไทยกล่าว
ฟังอาการของไข้ละอองฟางและวิธีดูแลตนเองได้ในพอดคาสต์
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ | เฟซบุ๊ก | อินสตาแกรม










