The Big Brief: ทำไมออสเตรเลียกำลังเผชิญความรุนแรงทางการเมืองเพิ่มขึ้น

ALC THAI THE BIG BRIEF - BSP HEADER (2).jpg

Credit: SBS News

ในขณะที่กระแสความเห็นต่างทางการเมืองแบ่งขั้วรุนแรงมากขึ้นในหลายประเทศ ออสเตรเลียก็เผชิญกับความท้าทายดังกล่าวเช่นกัน


สรุปประเด็น
  • ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งรายงานการข่มขู่คุกคามนักการเมืองเพิ่มขึ้น
  • ขณะที่ผู้นำทางการเมืองของออสเตรเลียออกมาเรียกร้องให้สังคมลดความตึงเครียดและใช้ถ้อยคำอย่างสุภาพ หลังในสัปดาห์นี้เกิดเหตุข่มขู่ที่บ้านพักของนายกรัฐมนตรี

เหตุขู่วางระเบิดที่บ้านพักนายกรัฐมนตรีที่กรุงแคนเบอร์รา ทำให้นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซี ต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยของเขา ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุด ท่ามกลางกระแสภัยคุกคามและบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในออสเตรเลีย

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (24 ก.พ.) นายกรัฐมนตรี อัลบานีซี ได้ย้ายออกจากบ้านพักไปยังสถานที่ปลอดภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ขณะที่ตำรวจสหพันธรัฐเข้าตรวจค้นบ้านพักอย่างละเอียด หลังมีการกล่าวอ้างเท็จว่ามีการวางวัตถุระเบิดไว้รอบทำเนียบ “เดอะ ลอดจ์” ซึ่งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ข้อความข่มขู่ที่เอสบีเอส นิวส์ ได้รับและตรวจสอบ ระบุว่า บ้านพักจะถูก “ระเบิดจนราบเป็นหน้ากลอง และเลือดจะไหลนองดั่งแม่น้ำ” หากยังอนุญาตให้คณะการแสดงเชน ยุน (Shen Yun) จัดการแสดงในออสเตรเลียตามกำหนด

คณะการแสดงดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับขบวนการจิตวิญญาณฝ่าหลุนกง (Falun Gong) ซึ่งมีจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน และถูกสั่งห้ามในจีนตั้งแต่ปี 1999

อย่างไรก็ตาม ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ แต่เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับบรรยากาศความเป็นปฏิปักษ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในแวดวงการเมืองของออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีอัลบานีซีระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็น “เครื่องเตือนใจในการบอกผู้คนให้ใจเย็นลง”

เหตุข่มขู่ดังกล่าวได้รับการประณามจากนักการเมืองทุกฝ่าย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ลดความตึงเครียด และรักษาความสุภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แม้จะมีความเห็นต่างกันก็ตาม

ด้านผู้นำฝ่ายค้าน แองกัส เทย์เลอร์ กล่าวว่า การข่มขู่คุกคามสมาชิกรัฐสภาคนใดก็ตามเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และออสเตรเลียเป็นประเทศที่ “สร้างขึ้นบนพื้นฐานของการแสดงความเห็นต่างผ่านการถกเถียง”

ภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้น

ในปีงบประมาณ 2024–25 ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ได้รับรายงานเกี่ยวกับการข่มขู่ คุกคาม ก่อความรำคาญ และการสื่อสารในลักษณะไม่เหมาะสมที่พุ่งเป้าไปยังสมาชิกรัฐสภาระดับสหพันธรัฐ รวมทั้งสิ้น 951 กรณี ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 63 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการ AFP กล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อต้นเดือนนี้ว่า นับตั้งแต่ AFP จัดตั้งทีมสืบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติชุดใหม่

ในเดือนกันยายน มีผู้ถูกตั้งข้อหาแล้ว 21 คน โดยข้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการข่มขู่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสมาชิกชุมชนชาวยิว

AFP commissioner Krissy Barrett.png
บาร์เร็ตต์กล่าวว่า ความเกลียดชังและความพร้อมทยกระดับไปสู่การใช้ความรุนแรงมุ่งเป้าไปที่นักการเมืองระดับสหพันธรัฐ รวมถึงชุมชนศาสนา และชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาโดยเฉพาะ Credit: AAP / Mick Tsikas

ผู้บัญชาการ AFP กล่าวว่า “เราเห็นแนวโน้มความไม่พอใจส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบางคนที่ยินดีโพสต์ข้อความข่มขู่ในโลกออนไลน์ และลงมือกระทำจริงในโลกความเป็นจริง”

จอช รูส นักสังคมวิทยาการเมือง และรองศาสตราจารย์ด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยดีคิน (Deakin University) มองว่า เหตุการณ์ที่ถูกรายงานอาจเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงพฤติกรรมบนโลกออนไลน์

เขาให้สัมภาษณ์กับ เอสบีเอส นิวส์ว่า “อันตรายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ความเกลียดชังทางออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปยังนักการเมือง แต่คือการก้าวข้ามเส้นจากคำพูดไปสู่การลงมือกระทำ”

เขายังระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเหตุโจมตีและเหตุการณ์ที่ “น่ากังวลเป็นพิเศษ” เกิดขึ้นกับนักการเมืองจากทุกฝ่าย รวมถึงการพุ่งเป้าไปยังสำนักงานเขตเลือกตั้งด้วย

รายงานเมื่อเดือนสิงหาคมของคณะทบทวนอิสระด้านทรัพยากรในสำนักงานสมาชิกรัฐสภา ระบุว่า ได้รับเสียงสะท้อนอย่างต่อเนื่องว่า การทำงานในสำนักงานเขตเลือกตั้งมีระดับความเสี่ยงมากขึ้น

รายงานฉบับดังกล่าวพบว่า สำนักงานเขตเลือกตั้งทั่วประเทศต้องเผชิญกับการติดต่อจากประชาชนในลักษณะข่มขู่ ใช้ถ้อยคำรุนแรง และบางครั้งถึงขั้นใช้ความรุนแรง

โดยร้อยละ 85 ของสมาชิกรัฐสภาและเจ้าหน้าที่ที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า เคยรับมือกับพฤติกรรมลักษณะนี้

การอพยพนายกรัฐมนตรีอัลบานีซีครั้งนี้ ถือเป็นเหตุล่าสุดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกรัฐสภาระดับสหพันธรัฐหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

เช่น เมื่อเดือนที่แล้ว ชายชาวซิดนีย์รายหนึ่งต้องขึ้นศาล หลังถูกกล่าวหาว่าโทรศัพท์ข่มขู่ไปยังสำนักงานนายกรัฐมนตรี หนึ่งวันหลังเกิดเหตุโจมตีที่บอนไดบีช

และอีกตัวอย่างหนึ่ง ในเดือนธันวาคม ชายรายหนึ่งถูกตั้งข้อหา จากกรณีถูกกล่าวหาว่าข่มขู่จะสังหาร อนิกา เวลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผ่านทางออนไลน์

ก่อนหน้านั้นในเดือนพฤศจิกายน ส.ส.อิสระ อัลเลกรา สเปนเดอร์ และผู้นำฝ่ายค้านรัฐนิวเซาท์เวลส์ เคลลี สโลน ได้แจ้งความกับตำรวจ หลังได้รับคำขู่ใช้ความรุนแรง

ภายหลังทั้งสองออกมาวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมของกลุ่มนีโอนาซี นอกอาคารรัฐสภารัฐนิวเซาท์เวลส์

โจเอล เดวิส ซึ่งเป็นสมาชิกของเครือข่าย National Socialist Network (ซึ่งปัจจุบันระบุว่าได้ยุติบทบาทไปแล้ว) ถูกจับกุม หลังเชิญชวนผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Telegram ให้ “ข่มขืนในเชิงวาทะกรรม” ต่อสเปนเดอร์

เดวิสไม่ได้รับการประกันตัว โดยทนายความของเขาโต้แย้งว่า เขาไม่ได้ยุยงให้เกิดการทำร้ายร่างกายจริง แต่ใช้คำว่า “ข่มขืน” ในความหมายเชิง “วิชาการ” เท่านั้น

“สัญญาณเตือนระดับวิกฤติ” ภัยความรุนแรงทางการเมือง

องค์การข่าวกรองความมั่นคงออสเตรเลีย (ASIO) เตือนในรายงานประเมินภัยคุกคามประจำปี 2025 ว่า ความรุนแรงที่มีสาเหตุมาจากแรงจูงใจทางการเมือง

ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง เช่น การประท้วงที่รุนแรง หรือการทำลายทรัพย์สินสำนักงานเขตเลือกตั้ง กำลังเกิดบ่อยขึ้นในออสเตรเลีย

ในขณะนั้น ไมค์ เบอร์เจส ผู้อำนวยการใหญ่ของ ASIO คาดการณ์ว่า แนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อไปในช่วงห้าปีข้างหน้า และระบุว่าระดับความกังวลด้านความมั่นคงอยู่ในขั้น “สัญญาณเตือนระดับวิกฤติ”

เขากล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของความเปราะบางในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของออสเตรเลียที่มากขึ้น ท่ามกลางความรู้สึกสามัคคีและความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่าง ๆในสังคมที่ลดลง

นอกจากนี้ เขายังชี้ถึงการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญผลกระทบจากสงครามยืดเยื้อระหว่างรัสเซียกับยูเครน

การระบาดใหญ่ระดับโลก และสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติม

Protest  2.png
ในปี 2021 มีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นทั่วออสเตรเลีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมท่วโลกเพื่อต่อต้านการบังคับฉีดวัคซีนโควิด-19 และยังจุดชนวนให้เกิดขบวนการต่อต้านวัคซีนในหลายประเทศซึ่งนำไปสู่การแพร่กระจายของข้อมูลทางการแพทย์ที่ผิดพลาดอย่างกว้างขวาง Credit: Getty / Lisa Maree Williams

รูสกล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นความไม่พอใจในสังคม เมื่อผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกถูกทอดทิ้งหรือไร้อำนาจ

และหันไปโทษรัฐบาลต่อปัญหาที่ตนเองเผชิญ รวมถึงมาตรการนโยบายที่ออกมาแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้เรื่องเล่าที่ขับเคลื่อนด้วยความคับข้องใจแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

เขากล่าวว่า “เราไม่ได้เห็นแค่ความคิดเชิงทฤษฎีสมคบคิดที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเห็นว่ามันเริ่มกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้นด้วย”

“โลกแบ่งขั้วรุนแรงขึ้นอย่างมาก”

รายงานล่าสุดของสหภาพรัฐสภาระหว่างประเทศ (Inter-Parliamentary Union) ซึ่งสำรวจสมาชิกรัฐสภาในอาร์เจนตินา เบนิน อิตาลี มาเลเซีย และเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า การคุกคามนักการเมืองทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก

จากรายงานพบว่า “สมาชิกรัฐสภาหลายคนรายงานว่าพวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเพื่อตอบสนองต่อการคุกคาม และบางคนมองว่าการถูกละเมิดหรือข่มขู่เช่นนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตทางการเมือง”

รายงานยังเตือนว่า “การทำให้การคุกคามกลายเป็นเรื่องปกติในลักษณะนี้ เสี่ยงต่อการทำให้พื้นที่ถกเถียงทางประชาธิปไตยแคบลง บั่นทอนการมีส่วนร่วม และทำให้สถาบันตัวแทนประชาชนอ่อนแอลง”

ด้านไลส์ วอลเดค อาจารย์อาวุโสด้านการศึกษาการก่อการร้ายและลัทธิสุดโต่งรุนแรงจากมหาวิทยาลัยแมคควอรี ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า “เราเห็นอย่างชัดเจนว่าในออสเตรเลียและในระดับนานาชาติ กำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โลกแบ่งขั้วรุนแรงขึ้นอย่างมาก”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “มันมีการแบ่งขั้วเพิ่มขึ้นมากในด้านการสื่อสาร และคิดว่าสิ่งนี้เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมออนไลน์ของเราโดยตรง”

เธอกล่าวว่า การโจมตีนักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงในสังคมที่กว้างขึ้น และเกี่ยวข้องกับทัศนคติที่เปิดกว้างมากขึ้นต่อการใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

ดัชนีแมคคินนอน (McKinnon index) ปี 2025 ซึ่งเป็นดัชนีการประเมินสุขภาพประชาธิปไตยประจำปี พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจในออสเตรเลียจำนวน “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

เกือบร้อยละเก้า เห็นว่า บางครั้งการใช้มาตรการรุนแรง เช่น ความรุนแรงทางกายภาพ อาจถือว่าสมเหตุสมผลเพื่อผลักดันประเด็นที่ตนเองให้ความสำคัญ

รูสกล่าวถึงลัทธิสุดโต่งว่า “ออสเตรเลียไม่ใช่พื้นที่ห่างไกลและไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากกระแสเหล่านี้”

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ขบวนการขวาจัดในสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อออสเตรเลีย และมีส่วนผลักดันให้ “ความเกลียดชังสุดโต่งจากฝ่ายขวาจัด กลายเป็นเรื่องที่ถูกทำให้ดูปกติมากขึ้น”

“เราจำเป็นต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น ไม่เพียงเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเนื้อหาแสดงความเกลียดชังทางออนไลน์เท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ผู้ที่เผยแพร่ความเกลียดชังในออสเตรเลียต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนด้วย”


ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now