กลุ่มแม่ชาวไทยในนครเมลเบิร์นแบ่งปันประสบการณ์การเลี้ยงลูกในต่างแดน โดยระบุว่า แม้ออสเตรเลียจะมีระบบสาธารณสุขและบริการสำหรับครอบครัวที่ช่วยดูแลแม่และเด็กได้เป็นอย่างดี แต่การมีเครือข่ายทางสังคมของผู้คนที่มีภาษาและวัฒนธรรมเดียวกันยังมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนับสนุนกันในชีวิตประจำวัน
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
การมีลูกในต่างประเทศนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตครอบครัว แต่สำหรับแม่ชาวไทยบางคนในออสเตรเลีย ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความกังวล ความเหงาและโดดเดี่ยว เมื่อต้องเรียนรู้บทบาทความเป็นแม่โดยไม่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ
กลุ่มแม่ชาวไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมไทย เพลย์กรุ๊ป (Thai Playgroup) ในนครเมลเบิร์นบอกกับเอสบีเอสไทยว่า แม้ออสเตรเลียจะมีระบบสาธารณะสุขที่ดูแลแม่และเด็ก ตลอดจนพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อครอบครัวเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าขาดหายไปคือเครือข่ายทางสังคม ของคนที่สามารถพูดคุย ปรึกษา และแบ่งปันประสบการณ์การเป็นแม่และการเลี้ยงลูกในต่างแดนได้อย่างเข้าใจกัน
ความท้าทายของการเลี้ยงลูกตามลำพัง
ตาล ซึ่งเดินทางกลับไปคลอดลูกที่ประเทศไทย ก่อนพาลูกกลับมาออสเตรเลียเมื่ออายุได้ประมาณสามเดือน เล่าว่า เธอตัดสินใจคลอดที่ไทยเพราะต้องการอยู่ใกล้ครอบครัว และรู้สึกมั่นใจมากกว่าที่จะได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ที่สื่อสารภาษาเดียวกัน
แม้พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะมีอายุมากและไม่สามารถช่วยดูแลเด็กได้เต็มที่ แต่การอยู่ในประเทศไทยทำให้เธอสามารถจ้างพยาบาลหรือผู้ช่วยมาช่วยในช่วงแรกหลังคลอดได้
อย่างไรก็ตามสถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อเธอกลับมายังออสเตรเลีย และต้องอยู่กับลูกตลอดทั้งวัน ขณะที่สามีกลับไปทำงาน
ตอนแรกค่อนข้างเครียดเลยค่ะ เพราะอยู่กันสองคน แล้วสามีก็ต้องกลับไปทำงาน เราไม่เคยเลี้ยงเด็กคนหนึ่งทั้งวันมาก่อน และพอไม่ได้ไปทำงานก็เหมือนเราไม่มีสังคมตาล กล่าว
เธอบอกว่า การได้มาร่วมกิจกรรมอย่าง Thai Playgroup ทำให้ได้พบแม่ชาวไทยคนอื่นเป็นครั้งแรก และได้เห็นลูกทำกิจกรรมกับเด็กวัยใกล้เคียงกัน
“ดีมากเลยค่ะ ก่อนหน้านี้เวลาอยู่บ้าน เราอาจไม่ได้ร้องเพลงหรือทำกิจกรรมกับเขามากขนาดนั้น พอมา เขาก็ได้มีเพื่อน และเหมือนพัฒนาการเขาดีขึ้น”
ประสบการณ์ของตาลคล้ายกับแม่คนอื่น ๆ ในกลุ่ม ที่เป็นผู้ที่ย้ายถิ่นฐานและต้องเริ่มสร้างเครือข่ายทางสังคมใหม่ เช่น ทิพย์ ที่ย้ายจากซิดนีย์มายังรัฐวิกตอเรียเมื่อลูกอายุประมาณสามเดือน หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในซิดนีย์มานานเก้าปีและมีเพื่อนอยู่เป็นกลุ่ม
“รู้สึกโดดเดี่ยวมาก เหงามากค่ะ ที่ซิดนีย์เรามีกลุ่มเพื่อนใหญ่ แต่พอย้ายมาอยู่ที่นี่ เราอยู่กันแค่สองคน ไม่รู้จักใครเลย ไม่มีญาติพี่น้อง”

ระบบสาธารณสุขและบริการสังคมที่ช่วยเหลือแม่และเด็กในออสเตรเลีย
แม่ๆ หลายคนยอมรับว่า ระบบสาธารณสุขและบริการสังคมของออสเตรเลียเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้การเลี้ยงลูกง่ายขึ้น
ใบเฟิร์น ซึ่งย้ายมาออสเตรเลียได้ราวสองปี บอกว่า แม้การเลี้ยงลูกโดยไม่มีคนช่วยจะเป็นเรื่องยาก แต่บริการสาธารณะ เช่น ห้องสมุด สวนสาธารณะ และเส้นทางที่รถเข็นเด็กเข้าถึงได้ ช่วยให้แม่สามารถพาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้สะดวก
เธอยังเล่าว่าได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากระบบสุขภาพ หลังมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และลูกมีน้ำหนักตัวน้อย
“โรงพยาบาลดูแลดีมากค่ะ หลังคลอดพยาบาลก็มาที่บ้าน ช่วงแรกมาชั่งน้ำหนักน้องทุกวัน แม้แต่วันเสาร์อาทิตย์ก็จะโทรมาถามว่าน้องเป็นอย่างไรบ้าง”
เช่นเดียวกับ ภัทร ก็มีประสบการณ์เชิงบวกกับระบบสุขภาพ หลังเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด โดยระบุว่าทีมแพทย์ช่วยให้แม่และลูกผ่านเหตุการณ์มาได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน ปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะการให้นมและการดูแลทารกในช่วงหกเดือนแรก ทำให้เธอรู้สึกเครียด และต้องหาคำตอบด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่
“เวลามีปัญหาเกิดขึ้น เพื่อนคู่คิดของเราก็คืออินเทอร์เน็ต แต่เราไม่มีความคิดเห็นที่สองว่า สิ่งที่เราไปค้นมาถูกหรือผิด เพราะเด็กแต่ละคนต่างกัน เทคนิคที่ใช้ได้กับเด็กคนหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับลูกของเรา เราเลยขาดคนที่มาแบ่งปันประสบการณ์ และต้องลองผิดลองถูกเองมาตลอด” ภัทรกล่าว
เครือข่ายทางสังคมสำคัญอย่างไร
จากข้อมูลของ Australian Institute of Family Studies ระบุว่า ครอบครัวที่มีเด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและมีความเชื่อมโยงกับสังคม ขณะที่โครงการซึ่งช่วยให้ผู้ปกครองสร้างเครือข่ายและเข้าถึงความช่วยเหลือในชุมชน มีบทบาทสำคัญต่อทั้งครอบครัวและเด็ก
แม้แม่หลายคนที่พูดคุยกับเอสบีเอส ไทย จะเคยเข้าร่วมเพลย์กรุ๊ปหรือกลุ่มแม่และเด็กของชุมชนท้องถิ่นมาก่อน แต่พวกเธอบอกว่า การได้พบคนที่ใช้ภาษาเดียวกันและมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ทำให้การพูดคุยเป็นธรรมชาติและเข้าใจกันได้มากกว่า
อย่างเช่น ใบเฟิร์นที่บอกว่า ภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำความรู้จักกับแม่คนอื่นในกลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
“คุยภาษาบ้านเกิดมันง่ายกว่าค่ะ แล้วลูกก็ได้ซึมซับด้วย เวลาเราร้องเพลงไทยหรือพูดภาษาไทยกัน”
ส่วนทิพย์ก็มีประสบการณ์คล้ายกัน เธอเปิดเผยว่า
“ฟังรู้เรื่องนะคะ แต่เวลาเราจะพูดออกไป เราคิดไม่ทัน แล้วเวลาเขาคุยกันก็จะเร็วมาก เราก็เลยพาน้องไปเพื่อให้มีเพื่อนเล่น แต่ตัวเราเองไม่ค่อยรู้สึกเชื่อมโยงเท่าไร”
เมื่อเห็นประกาศรับสมัครเข้าร่วม Thai Playgroup เธอบอกว่ารู้สึกดีใจ เพราะเป็นโอกาสที่จะได้พบแม่ชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ด้านภัทร เห็นว่าความคุ้นเคยทางภาษาและวัฒนธรรมช่วยให้การสนทนาและการแบ่งปันอุปสรรคในการเลี้ยงลูกระหว่างแม่มีความลึกซึ้งมากขึ้น
การพูดภาษาเดียวกันเติบโตมาจากพื้นฐานคล้ายกัน ทำให้การพูดคุยลงลึกได้มากกว่า เวลาไปเพลย์กรุ๊ปที่มีหลายเชื้อชาติก็พูดคุยกันได้แต่บทสนทนาอาจจะตื้นกว่าภัทร กล่าว
ดูแลทั้งแม่และลูก
แซนดี หนึ่งในผู้ริเริ่มกลุ่ม Thai Playgroup กล่าวว่า แนวคิดในการจัดกลุ่มเกิดจากประสบการณ์ของตนเองเมื่อครั้งเลี้ยงลูกเล็กในออสเตรเลีย โดยไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องอยู่ใกล้
“ตอนมีลูกสองคนรู้สึกโดดเดี่ยวมาก ไม่มีใครมาเปลี่ยนมือ ไม่มีญาติ มีแค่พ่อแม่ลูกสี่คน เรารู้สึกเศร้าและพยายามหาเพื่อน แต่ตอนนั้นไม่มีกลุ่มคนไทยหรือเพลย์กรุ๊ป เราเลยโพสต์ชวนว่า มีใครอยากพาลูกมาเล่นด้วยกันไหม”
กลุ่มเล็ก ๆ ในเวลานั้นเติบโตขึ้นพร้อมกับเด็ก ๆ ก่อนจะหยุดไปเมื่อลูกของสมาชิกโตขึ้น กระทั่งมีแม่รุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างพื้นที่ลักษณะเดียวกัน เธอจึงกลับมาช่วยจัดกิจกรรมอีกครั้ง
แซนดีมองว่า เป้าหมายสำคัญของเพลย์กรุ๊ปไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมสำหรับเด็กเท่านั้น แต่รวมถึงการดูแลผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงเด็กด้วย
การเอาเด็กมาร้องเพลงหรือทำกิจกรรมอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งแต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือแม่ ถ้าแม่ไม่มีความสุขก็จะดูแลลูกให้ดีได้ยากแซนดี กล่าว
“ลูกได้สิ่งแวดล้อม ส่วนแม่ก็ได้ระบายความเครียด ได้เพื่อน และได้พูดคุย พอกลับบ้านก็เหมือนได้รับพลังกลับไป”
Perinatal Anxiety and Depression Australia (PANDA) ระบุว่า ความเหงาและการแยกตัวจากสังคมพบได้ในกลุ่มผู้ที่เพิ่งเป็นพ่อแม่ เนื่องจากตารางชีวิต ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์เดิมอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังมีลูก การสร้างมิตรภาพและการเชื่อมต่อกับผู้อื่นจึงมีความสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว
และเมื่อเกิดการแยกตัวออกจากครอบครัว เพื่อน หรือกิจกรรมทางสังคม อาจสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ขณะที่ Raising children Network แนะนำให้ผู้ที่ดูแลทารกให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของตนเอง เพราะสุขภาวะของผู้ปกครองมีส่วนช่วยให้สามารถดูแลลูกในช่วงปีแรกได้ดีขึ้น

ส่งต่อภาษาเชื่อมโยงชุมชน
สำหรับเด็กเล็กภาษายังเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงพวกเขากับครอบครัวและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้ปกครอง
ทิพย์บอกว่าตั้งใจพูดภาษาไทยกับลูกตลอด เพราะต้องการให้ลูกสื่อสารกับตาและยายในประเทศไทยได้ ขณะที่ภัทรใช้ภาษาไทยกับลูกมาตั้งแต่เล็ก โดยมีสามีพูดภาษาอังกฤษ
ส่วนภัทรบอกว่า นอกจากการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันแล้ว การอ่านนิทานภาษาไทยมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มคลังคำศัพท์และรูปประโยคของเด็ก
“คำบางคำหรือรูปประโยคบางอย่าง เราอาจไม่ได้พูดในชีวิตประจำวัน แต่เด็กเรียนรู้ได้จากภาพและเนื้อเรื่องในนิทาน แล้วนำกลับมาใช้พูดกับเราได้” ภัทร กล่าว
ผู้จัดกิจกรรมอย่าง แซนดี เชื่อว่า ช่วงวัยแรกเกิดถึงห้าขวบเป็นช่วงสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านภาษา อารมณ์ และการเรียนรู้ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฟังและใช้ภาษาไทยในบรรยากาศที่สนุกและปลอดภัย อาจช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในการใช้ภาษามากขึ้น
แซนดีกล่าวว่า เด็กบางคนอาจเข้าใจภาษาไทย แต่ไม่รู้สึกมั่นใจที่จะพูด โดยเฉพาะเมื่อภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในโรงเรียนและสังคมรอบตัว
ถ้าเด็กได้คุ้นเคยกับภาษาไทย รู้สึกว่าพูดภาษาไทยแล้วมีความสุข มีเพื่อน และรู้สึกอบอุ่น เขาก็จะกล้าพูดมากขึ้นแซนดี กล่าว
ในระยะยาว เธอต้องการเห็นกิจกรรมสำหรับครอบครัวไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาไปสู่เครือข่ายที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในหลายช่วงวัย ทั้งกิจกรรมสำหรับเด็ก การฝึกอาชีพ และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและการทำงานในออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม การดำเนินกิจกรรมต้องอาศัยเวลา ทรัพยากร และอาสาสมัครจำนวนมาก ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญของกลุ่ม
ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์หรือหลังคลอด สามารถติดต่อ PANDA National Helpline หรือค้นหาข้อมูลและบริการช่วยเหลือจาก Beyond Blue หากมีเหตุฉุกเฉินหรือมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย โปรดโทร Triple Zero (000)
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ





