Thai Voice: ออสเตรเลียที่ไม่ได้ดีต่อใจ คุยกับหญิงไทยที่เผชิญการเหยียดเพศและเหยียดเชื้อชาติ

Maytika3.jfif

Source: Supplied / Maytika Kaewmanee

เมทิกา แก้วมณี ทรานส์วูแมนคนไทยในเมืองห่างไกลในรัฐวิกตอเรีย เปิดใจคุยกับเอสบีเอส ไทย ว่าเส้นทางการเรียนและทำงานในออสเตรเลียสำหรับเธอนั้นไม่ง่าย และอะไรเป็นแรงผลักให้เธอตัดสินใจย้ายกลับประเทศไทย


ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ภูมิใจกับวัฒนธรรมที่หลากหลายและรากเหง้าของวัฒนธรรมที่ผสมผสานจากผู้อพยพที่เดินมาจากทุกทวีปทั่วโลก การส่งเสริมอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศนี้ รวมถึงนโยบายรองรับความหลากหลายทางเพศที่สะท้อนผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม นโยบายมอบวันลาเพื่อผ่าตัดแปลงเพศ (gender-reaffirming leave) หรือวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร (parental leave) ที่พนักงานทุกเพศมีสิทธิ์เข้าถึง

ผู้คนในออสเตรเลียมักจะแสดงออกถึงตัวตนได้อย่างเสรี โดยเฉพาะในนครใหญ่ๆ อย่างซิดนีย์ และเมลเบิร์น ที่มีบรรยากาศเปิดกว้างและเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือเพศทางเลือกแบบใด

แต่ถ้าหากมองให้ลึกลงไป ออสเตรเลียก็ยังมีอีกด้านของสังคมที่ยังไม่เปิดกว้างอย่างเต็มที่

เมทิกา แก้วมณี หรือเมย์ ผู้หญิงทรานส์วูแมนวัยสี่สิบต้นได้เปิดใจกับเอสบีเอส ไทย ว่าชีวิตของเธอในฐานะชาวเอเชียและผู้หญิงข้ามเพศในเมืองห่างไกลในรัฐวิกตอเรียนั้นไม่ง่าย

ในประเทศที่ภาคภูมิใจกับความแตกต่างหลากหลาย เมย์บอกเล่าประสบการณ์ที่เธอเคยโดนเหยียดเชื้อชาติและเพศของเธอขณะที่เธอทำงานเป็นบุคลากรดูแลเด็กเล็กในศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กแห่งหนึ่งในเมืองห่างไกลของรัฐวิกตอเรีย

Maytika1.jfif
Source: Supplied / Maytika Kaewmanee

ตกหลุมรัก [เมลเบิร์น] ตั้งแต่แรกเห็น

เมย์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการย้ายมาอยู่ออสเตรเลียไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากประสบการณ์ในอดีต เดิมทีเธอเคยเดินทางมาที่ออสเตรเลียเมื่อประมาณสิบปีก่อนในทริปทำงานกับบริษัทด้านประกันภัยที่มีฐานในประเทศไทย การมาเยือนครั้งนั้นทำให้เธอรู้สึกประทับใจ โดยเฉพาะวิถีชีวิตและบรรยากาศของเมืองเมลเบิร์น จนกลายเป็นความรู้สึก “ตกหลุมรัก” เมืองนี้ตั้งแต่ครั้งแรก

หลังจากนั้นเธอก็มีโอกาสกลับมาอีกในฐานะนักท่องเที่ยว ซึ่งยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผูกพันกับออสเตรเลียมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตการทำงานในไทยที่ทำมานานกว่า 15 ปีในสายทรัพยากรมนุษย์ กลับเริ่มทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดพลัง เธออธิบายว่าช่วงนั้นเป็นเหมือน “วิกฤติชีวิต” ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการอะไรต่อไป

ความรู้สึกอยากหลุดออกจากความเหนื่อยล้า และความต้องการค้นหาความหมายบางอย่างในชีวิต กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เธอตัดสินใจออกจากเส้นทางเดิม แล้วเลือกเดินทางมาเริ่มต้นใหม่ที่ออสเตรเลียอีกครั้ง โดยครั้งนี้ไม่ได้มาแค่ท่องเที่ยว แต่ตั้งใจมาสร้างชีวิตใหม่อย่างจริงจัง

เมื่อมาถึง เธอเริ่มต้นด้วยวีซ่านักเรียน ลงเรียนคอร์ส Business English และค่อย ๆ สร้างชีวิตใหม่จากศูนย์ ทั้งการเรียนและการทำงานควบคู่กันไป ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ

หนทางสู่สถานะผู้อยู่อาศัยถาวร

หลังจากนั้นเมย์เริ่มมองหาทางเลือกในการต่อยอดสถานะของตัวเองให้อยู่ต่อระยะยาวได้ เธอเล่าว่าตัวเลือกไม่ได้มีมากนัก เพราะพื้นฐานไม่ได้มาจากสายวิชาชีพเฉพาะทาง ทำให้ต้องเลือกเส้นทางที่สามารถนำไปสู่การขอ permanent resident (PR) ได้อย่างเป็นรูปธรรม สุดท้ายเธอตัดสินใจเรียนต่อในสาย Early Childhood Education หรือ childcare ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นหนึ่งในสายอาชีพที่ยังมีโอกาสต่อ PR

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เรียนได้เพียงไม่กี่เดือน นโยบายของรัฐบาลก็เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน โดยมีการปรับลดเกณฑ์อายุสำหรับการขอ PR จาก 50 ปี เหลือ 35 ปี ส่งผลให้แผนที่วางไว้ต้องสะดุดทันที เธอเล่าว่าช่วงนั้นเต็มไปด้วยความสับสนและไม่แน่ใจว่าจะเดินต่ออย่างไร แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ “ทำต่อไปก่อน” และโฟกัสกับการเรียนและการทำงานไปพร้อมกัน

แม้เส้นทางจะไม่ชัดเจน แต่เธอก็ได้โอกาสทำงานในสาย childcare ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกของการเรียน และต่อมาก็ได้รับการสปอนเซอร์จากนายจ้างในขณะที่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อวีซ่าทำงาน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของการสปอนเซอร์ทำให้เธอต้องย้ายออกจากเมลเบิร์นไปทำงานในพื้นที่ภูมิภาค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายทั้งในแง่ชีวิตและการทำงาน

“จริงๆ แล้วก็ไม่แปลกใจเท่าไรนะ เพราะว่าปกติแล้ว [เมย์] พอจะคุ้นชินกับลักษณะของเมืองภูมิภาคบ้าง แต่พออยู่ไปอยู่จริงแล้วยากกว่านั้นค่ะ”

ทรานส์วูแมนคนไทยในเมืองเล็กห่างไกล

เมย์เล่าว่า ช่วงที่ย้ายไปทำงานในเมืองเล็กแห่งหนึ่งในรัฐวิกตอเรีย ห่าง

จากนครเมลเบิร์นไปประมาณสามชั่วโมง ประสบการณ์ที่เธอเผชิญในฐานะ “ผู้หญิงเอเชีย” นั้นแตกต่างจากในเมืองใหญ่อย่างสิ้นเชิง

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ยังฝังใจเกิดขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เธอย้ายไปอยู่ วันนั้นเป็นช่วงเย็นวันศุกร์ เธอเดินผ่านย่านตัวเมืองตามปกติ แต่กลับมีชายกลุ่มหนึ่งตะโกนใส่เธอว่า “หนีห่าว” พร้อมทำท่าทางล้อเลียนเชื้อชาติด้วยการดึงหางตาขึ้น น้ำเสียงและท่าทีไม่ได้เป็นมิตร แต่เต็มไปด้วยการดูถูกและเหยียดหยาม

Maytika5.jfif
Source: Supplied / Maytika Kaewmanee

เธอเล่าว่าตอนนั้นรู้สึกโกรธมาก จนตัดสินใจเดินไปซื้อเบียร์แล้วนั่งตรงข้ามกลุ่มชายเหล่านั้น เหมือนเป็นการ “เผชิญหน้า” โดยตรง เธอตอบโต้กลับไปอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ได้เป็นคนจีน และย้ำตัวตนของตัวเองว่าเป็นคนทำงาน มีการศึกษา และสมควรได้รับความเคารพเหมือนคนอื่น ๆ การตอบโต้ครั้งนั้นทำให้คนในกลุ่มดูตกใจ เพราะพวกเขาคาดหวังภาพจำว่าผู้หญิงเอเชียจะเงียบ ไม่กล้าโต้ตอบ

อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่ป้ายรถเมล์ในช่วงเย็น ขณะที่เธอกำลังรอรถ มีชายคนหนึ่งขี่จักรยานเข้ามาชวนคุยในลักษณะ small talk ทั่วไป ตอนแรกเธอก็คิดว่าเป็นการทักทายตามปกติของสังคมออสเตรเลีย แต่ไม่นานบทสนทนากลับเปลี่ยนไป

เมื่อชายคนนั้นถามว่าเธอเป็นคนไทยหรือไม่ และพูดพาดพิงไปถึงภาพเหมารวมของผู้หญิงไทยในเชิงทางเพศ พร้อมทั้งเสนอเงินเพื่อขอมีความสัมพันธ์กับเธออย่างตรงไปตรงมา เหตุการณ์นี้ทำให้เธอทั้งตกใจ โกรธ และรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในฐานะมนุษย์

เขาก็ชี้ตรงเป้าของเขาว่าเนี่ย ไปกับเค้าได้มั้ย แต่ราคาเท่าไหร่ นี่สิ่งที่เราเจอ โมโหมาก
เมย์เปิดใจ

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันอีกหลายครั้ง เช่น การถูกตะโกนด่าจากคนที่ขับรถผ่านในตอนเช้า หรือถูกไล่ให้ “กลับประเทศ” ระหว่างเดินกลับบ้านตอนกลางคืน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความกดดันสะสม

เมย์บอกว่าการเผชิญกับการเหยียดเชื้อชาติในลักษณะนี้ ไม่ได้แค่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ยังกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างลึกซึ้ง เพราะมันทำให้เธอต้องตั้งคำถามกับคุณค่าและตัวตนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เมย์เล่าว่ากระทบความรู้สึกอย่างมาก เกิดขึ้นหลังจากที่เธอรู้จักกับชายคนหนึ่งผ่านการพูดคุยทั่วไปบนรถเมล์

ชายคนนั้นดูเป็นมิตร สุภาพ และบังเอิญอาศัยอยู่ใกล้กับเธอเพียงไม่กี่บล็อก อีกทั้งยังมีธุรกิจอยู่ในละแวกเดียวกัน ทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้

ในบริบทของเมืองเล็กที่เธอแทบไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักเลย ชายคนนั้นชวนเธอไปที่บ้านเพื่อดื่มไวน์ โดยบอกว่าครอบครัวจะมาดื่มด้วยและเป็นการนั่งคุยกันสบายๆ เมย์เล่าว่าเธอตัดสินใจไป แต่ยังระมัดระวังตัว โดยเลือกนั่งคุยกันบริเวณนอกบ้าน ไม่ได้เข้าไปด้านใน

ทั้งสองพูดคุยกันตามปกติอยู่พักใหญ่ แม้จะไม่มีสมาชิกครอบครัวดังที่อ้างก่อนหน้า แต่บรรยากาศก็ดูเป็นกันเอง ไม่มีสัญญาณอันตรายในตอนแรกแต่หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน บทสนทนากลับเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน

ชายคนนั้นเริ่มพูดจาในเชิงคุกคาม และเสนอเงินเพื่อแลกกับความสัมพันธ์เชิงชู้สาว

แล้วก็อยู่ดีๆเขาก็ถามเขาบอกว่าอยากมีอะไรกับผมไหม เราถามเขาว่าเรื่องอะไรเหรอที่ทําให้ถามฉันแบบนี้ เขาบอกอยากได้เท่าไหร่ ฉันบอกว่าอะไรถึงทําให้ฉันคิดอย่างงี้ เขาบอกว่าก็ผู้หญิงเอเชียก็เอาตังค์จ่ายได้ บอกมาเลยเท่าไหร่
เมย์เล่า

เธอพยายามถามกลับเพื่อยืนยันสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะตอบปฏิเสธอย่างชัดเจน และยืนยันคุณค่าของตัวเองเมื่อเธอบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศ สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น ชายคนนั้นแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างรุนแรง เปลี่ยนจากความสุภาพในตอนแรกเป็นการตำหนิและดูถูก พร้อมทั้งบอกว่าเธอไม่ควรเปิดเผยตัวตนในเมืองนี้

เขาทุบโต๊ะเปรี้ยง เขาบอกว่าแล้วไม่ไม่บอกแต่แรก ถ้ารู้ว่าเป็นผู้หญิงข้ามเพศ เขาก็จะไม่เสียเวลากับคนอย่างนี้หรอก แล้วก็อย่าบอกใครนะว่าคุณเป็น ทรานส์เจนเดอร์ในเมืองนี้ คุณเป็นสัตว์ประหลาด
เมย์เล่าทั้งน้ำตา

เหตุการณ์นั้นทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย เธอจึงรีบเรียกรถเพื่อออกจากที่นั่นทันที และยอมรับว่าประสบการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเธออย่างมาก

เราเป็นใครในออสเตรเลีย

เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันแน่ จากคนที่เคยมีความมั่นใจในชีวิต เคยทำงานระดับ middle management ในองค์กรใหญ่ในไทย กลับต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกมองลดคุณค่า ทั้งในฐานะคนเอเชียและในฐานะผู้หญิงข้ามเพศ

"เราเป๋ไปอยู่พักนึง"

ความเชื่อมั่นในตัวเองสั่นคลอนอย่างมาก เหมือนสิ่งที่เคยเป็นตัวตนของเธอถูกทำให้เลือนหายไป การถูกปฏิบัติแบบนั้นซ้ำๆ ทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่าเธออาจไม่มีคุณค่าในสายตาคนอื่น และทำให้เกิดความสับสนว่าที่ที่เธออยู่ตอนนี้ใช่ที่ของเธอจริงหรือเปล่า

สุดท้าย เธอมองว่าประสบการณ์ที่เจ็บปวดเหล่านี้ แม้จะทิ้งร่องรอยไว้ แต่ก็ทำให้เธอเข้าใจตัวเองลึกขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต การเลือกกลับไปอยู่ในที่ที่เธอรู้สึกว่า “สามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” และมีคุณค่าในแบบที่เธอเป็นจริง ๆ

สิ่งที่ตามหามานาน

ปลายทางของการตัดสินใจกลับไทยของเมย์ ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นการสะสมของทั้ง ทางตันเรื่องวีซ่า และความอิ่มตัวจากงานที่ค่อยๆ กดดันเธอมากขึ้นเรื่อยๆ

ในด้านวีซ่า แม้เธอจะได้สปอนเซอร์จากนายจ้างและถือวีซ่าทำงานอยู่แล้ว แต่เส้นทางไปสู่ permanent resident (PR) กลับแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไขเรื่องอายุ

เธอเล่าว่า วีซ่าที่ถืออยู่ต้องทำงานครบตามระยะเวลาก่อนจะยื่นขอ PR ได้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะมีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้หมดสิทธิ์ทันที โอกาสที่เหลือจึงมีน้อยมาก เธอประเมินเองว่าเหลือเพียง “ไม่กี่เปอร์เซ็นต์” เท่านั้น

เธอพยายามหาทางออกทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานในพื้นที่พิเศษที่มีข้อตกลงการย้ายถิ่นฐาน (Designated Area Migration Agreements: DAMA)) ส่งอีเมลสมัครงานจำนวนมาก และแม้กระทั่งลงทุนเรียนขับรถเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานที่ตรงเงื่อนไขวีซ่า แต่สุดท้ายโอกาสที่เกือบจะได้ก็หลุดลอยไป ทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “วิ่งอยู่ในวงจรที่ไม่มีทางออก” และเสียเวลาไปเรื่อย ๆ โดยไม่เห็นปลายทางที่ชัดเจน

"ในที่สุด [เมย์] คิดว่าถ้าปล่อยให้เวลาสมมุติว่าพี่อยู่ไปถึงปีหน้าพี่อายุ 45 มันก็ทําให้หางานยากขึ้น เสียเวลาไปอีกปีนึง เราคิดว่าเอาล่ะ ถึงเวลาที่เราจะกลับไปเป็นสิ่งที่เราต้องการ [เมย์] ตัดสินใจลาออกบอกบ๊ายบายจากที่ทํางาน ทิ้งทุกอย่างไว้เลย"

การเดินทางของเมย์เต็มไปด้วยอุปสรรค แม้เธอจะได้รับประสบการณ์และได้พบเจอมิตรและเพื่อนใหม่มากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตในออสเตรเลียนั้นไม่ง่ายและไม่สวยงามอย่างที่ใครหลายคนคิด

"อยากฝากน้องน้องไว้ว่าที่ที่ไหนที่มันเป็นที่ของเรา เราจะเปล่งประกายค่ะ มันจะเป็นที่ที่ง่ายสําหรับเรา [เมย์] พยายามสู้กับมันมาสี่ปีละ มันถึงเวลาแล้วค่ะ" เมย์เผย

เธอเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่าตอนนี้เธอค้นพบแล้วว่าตัวตนของเธอคือสาวพนักงานออฟฟิศใจกลางกรุงเทพฯ และถึงเวลาที่เธอจะได้กลับไปเป็นตัวของตัวเองเสียที

ไปเริ่มใหม่อีกครั้งนึงยากไหม มันก็ยากแหละ เพราะเราก็ทิ้งงานมาสี่ปีกว่า แต่ว่าการอยู่ที่นี่ต่อไปกับความซึมเศร้าต่างๆ หรือว่าความเหนื่อยล้า กับค่าใช้จ่ายต่างๆ เนี่ย [เมย์] คิดว่ากลับไปหาตัวตนของเรา [ที่กรุงเทพฯ] เราคิดว่ามีความสุขกว่า

แม้ว่าตลอดการสัมภาษณ์เมย์จะเล่าประสบการณ์ชีวิตของเธอที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและเหตุการณ์ทำร้ายจิตใจ แต่ในช่วงสุดท้ายที่เมย์เผยว่าเธอตัดสินใจกลับบ้านและบอกลาออสเตรเลีย ตาของเธอส่องประกายและฉายแววแห่งความหวังอีกครั้ง

และในที่สุด [เมย์] คิดว่าเราได้เจอสิ่งที่เราตามหา [...] นั่นก็คือตัวเราเองค่ะ

หลายๆ ครั้งการย้ายถิ่นฐานมักถูกเปรียบเทียบว่าเป็นการต่อสู้หรือแข่งขัน สู้กับข้อจำกัดด้านวีซ่าหรือข้อสอบวัดระดับที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคต แข่งขันกับผู้คนนับแสนที่เดินทางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีผู้อพยพมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวตนเองว่าต้องฝ่าฟันความยากลำบากมากแค่ไหนเพื่อย้ายถิ่นฐาน

บางครั้งเราเห็นคนที่ได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรเป็นผู้ชนะ และคนที่ต้องเก็บกระเป๋าย้ายกลับบ้านเกิดเป็นผู้แพ้ในสนามการย้ายถิ่นฐาน

แต่เรื่องราวของเมย์ช่วยเตือนใจอีกครั้งว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และไม่เคยมีสูตรตายตัว ความสำเร็จของพวกเราล้วนแต่แตกต่างกันออกไป และท้ายที่สุดเมย์ได้พิสูจน์แล้วว่าการรักตัวเองและเชื่อมั่นว่าเธอจะยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเต็มไปด้วยความหมายก็ยังเป็นไปได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไทยหรือออสเตรเลียก็ตาม

หากคุณต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ติดต่อสายด่วนไลฟ์ไลน์ (Lifeline) โทร 13 11 14 หรือบียอนด์บลู (Beyond Blue) โทร 1300 224 636

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ BeyondBlue.org.au

Embrace Multicultural Mental Health เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่สนับสนุนผู้คนจากภูมิหลังหลากภาษาและวัฒนธรรมในออสเตรเลีย

กรณีเหตุฉุกเฉิน โทร. 000

ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้ทาง เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now