กว่าสิบปีที่ครอบครัวคนไทยใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลีย จากวีซ่านักเรียน สู่การยื่นวีซ่าทักษะ โดนปฏิเสธและต้องยื่นอุทธรณ์ และการพยายามยื้อสถานะการพำนักผ่านทุกช่องทางที่ยังเหลืออยู่ แต่ต้นปี 2026 พวกเขาได้รับคำตอบสุดท้ายจากรัฐบาลออสเตรเลียว่า ครอบครัวต้องเดินทางออกนอกประเทศภายใน 28 วัน พวกเขาเปิดเผยกับเอสบีเอส ไทย ว่าสิ่งเสียใจที่สุดไม่ใช่การต้องกลับประเทศไทย แต่คือการตระหนักว่าครอบครัวอาจไม่มีโอกาสได้กลับมายังประเทศที่ลูกๆ เติบโตอีกต่อไป
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายหรือด้านการตรวจคนเข้าเมือง
เจน (นามสมมติ) เล่าว่าพี่สาวของเธอเดินทางมาออสเตรเลียเมื่อประมาณสิบปีก่อนด้วยวีซ่านักเรียน ก่อนจะทำงานในร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง และเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ได้ยื่นขอวีซ่าทำงานโดยมีนายจ้างร้านคาเฟ่เป็นผู้สปอนเซอร์ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่กระบวนการพิจารณาวีซ่ายังดำเนินอยู่ ร้านคาเฟ่ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องปิดกิจการ ทำให้วีซ่าสปอนเซอร์ถูกปฏิเสธในที่สุด
ผู้ให้สัมภาษณ์เล่าว่า ในช่วงแรกครอบครัวใช้ทนายคนไทย แต่หลังจากถูกปฏิเสธวีซ่ารอบแรก จึงเปลี่ยนไปใช้ทนายชาวต่างชาติแทน
“ทนายคนเก่าไม่เก่งค่ะ ไม่สู้ ไม่มีหลักฐาน ไม่อะไรทั้งนั้น เลือกที่จะอุทธรณ์ อุทธรณ์แบบไม่สู้อะไรเลย ไม่มีเอกสาร” เจนกล่าว
หลังจากนั้น ครอบครัวพยายามยื้อการอยู่ต่อในออสเตรเลียมาเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีการยื่นเรื่องและอุทธรณ์ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่าทนายคนที่สอง “มีทริคในการยื่น” และพยายามส่งจดหมายถึงรัฐมนตรี รวมถึงหาช่องทางทางกฎหมายเพื่อยืดเวลา เพราะพี่สาวมีสามีและลูกอยู่ในออสเตรเลียแล้ว
เด็กๆ เติบโตในประเทศและแทบพูดภาษาไทยไม่ได้ ครอบครัวจึงพยายามอยู่ต่อให้นานที่สุด โดยเฉพาะเพื่อให้ลูกคนโตอายุครบสิบขวบ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่รัฐบาลออสเตรเลียจะอนุมัติให้เด็กที่เกิดและเติบโตในออสเตรเลียสมัครสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรได้
กระทั่งช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ครอบครัวได้รับแจ้งจากกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียว่า จะต้องเดินทางออกนอกประเทศภายใน 28 วัน และไม่สามารถยื่นวีซ่าประเภทเดิมเพื่ออยู่ต่อได้อีกแล้ว
เจนบอกว่า ครอบครัวยังไม่พร้อมกลับไทย เพราะลูกใกล้อายุครบ 10 ปี และใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ในออสเตรเลีย ทนายคนที่สองจึงแนะนำให้ยื่นวีซ่าลี้ภัย หรือ Protection Visa เพื่อ “ซื้อเวลา” ออกจากกรอบ 28 วันก่อน แล้วภายหลังค่อยถอนคำร้องลี้ภัยออก และกลับไปยื่นขอวีซ่าประเภทมนุษยธรรม หรือ Humanitarian Visa อีกครั้งในภายหลัง โดยอธิบายว่าเป็นวิธี “วนกลับไปหา” ระบบวีซ่าเดิมอีกครั้ง
คือเหมือนซื้อเวลาไปวันๆเจนเปิดใจ
เจนเล่าว่า ก่อนหน้านั้นครอบครัวเคยยื่นเรื่องลี้ภัยกับทนายคนเก่ามาแล้ว แต่ภายหลังได้ย้ายไปใช้บริการทนายอีกคนหนึ่งซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนครซิดนีย์
โดยทนายคนใหม่อ้างว่าสามารถ “สู้คดี” ต่อในศาลได้ และบอกว่าครอบครัวอาจยื้อเวลาอยู่ในออสเตรเลียได้ถึงห้าปี ครอบครัวจึงตัดสินใจไม่ถอนคำร้องลี้ภัยตามที่ทนายคนก่อนแนะนำ และเลือกเดินหน้ากับกระบวนการ Protection Visa ต่อ ผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่า ในช่วงเวลานั้นครอบครัวอยู่ในภาวะสิ้นหวัง และเมื่อมีคนเสนอความหวังว่าจะสามารถอยู่ต่อได้ ก็ทำให้ตัดสินใจเชื่อและเดินหน้าต่อ
ระหว่างกระบวนการดังกล่าว ครอบครัวต้องจ่ายค่าทนายจำนวนมาก เจนระบุว่า วันแรกที่ย้ายมาหาทนายคนใหม่ ต้องจ่ายเงินประมาณ 8,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และยังต้องทิ้งเงินที่เคยจ่ายให้ทนายคนก่อนอีกหลายหมื่นเหรียญ

ทนายยืนยันกับครอบครัวว่า จะช่วยสู้คดีและหาทางให้กลับไปขอวีซ่าเดิมได้ รวมถึงบอกว่าหากขึ้นศาลก็อาจทำให้ครอบครัวอยู่ในประเทศต่อได้อีกหลายปี
“แอดมินก็จะพูดประมาณว่า โอ๊ย ไม่อะ [ทนาย] เขาเก่ง เดี๋ยวเราจะสู้ไปด้วยกันนะ เดี๋ยวฉันจะไม่ทิ้งเธอ” เจนกล่าว
อย่างไรก็ตาม เพียงประมาณสองเดือนหลังจากยื่นเรื่องลี้ภัย ครอบครัวกลับถูกปฏิเสธวีซ่าอย่างรวดเร็ว ผู้ให้สัมภาษณ์เล่าว่า ระหว่างสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่เตือนอย่างชัดเจนว่า หากข้อมูลการลี้ภัยไม่มีมูลเพียงพอ หรือถูกปฏิเสธ อาจส่งผลให้ถูกแบนและกระทบต่อการเดินทางกลับเข้าออสเตรเลียในอนาคต
แต่หลังการสัมภาษณ์ ทนายยังคงยืนยันกับครอบครัวว่าไม่มีปัญหา และสามารถอุทธรณ์ต่อหรือหาช่องทางอื่นได้ในอนาคต
สิ้นเดือนมกราที่ยื่นลี้ภัย แล้วก็มีนากลางเดือนเราโดนปฏิเสธลี้ภัยเลยเจนเล่า
หลังจากวีซ่าลี้ภัยถูกปฏิเสธ ผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่าแทบไม่สามารถติดต่อทนายได้อีกเลย อีเมลไม่ได้รับการตอบกลับ ครอบครัวเริ่มยอมรับว่าจำเป็นต้องเดินทางกลับไทย
ขณะเดียวกัน ผู้ให้สัมภาษณ์ยังเล่าว่า มีคนรู้จักอีกหลายรายที่ใช้บริการทนายคนเดียวกันในลักษณะคล้ายกัน ทั้งกรณีวีซ่าสกิลไมเกรชันและกรณีลี้ภัย โดยบางคนถูกเรียกเงินหลายหมื่นดอลลาร์เพื่อสู้คดี แต่เมื่อวีซ่าถูกปฏิเสธ ก็ไม่สามารถติดต่อทนายได้อีก
ทนายดีๆเขาจะไม่ทำค่ะ เพราะเขารู้ว่าเขาทำไม่ได้ เราก็คิดว่าเขาไม่เก่ง เพราะเราต้องการหาคนเก่งมาช่วยเรา
เจนกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้พี่สาวเสียใจมากที่สุดไม่ใช่เพียงการต้องกลับประเทศไทย แต่คือการถูกสั่งห้ามเข้าประเทศ ซึ่งอาจทำให้หมดโอกาสกลับเข้ามาออสเตรเลียอีกในอนาคต
ปัจจุบันพี่สาวอยู่ในภาวะซึมเศร้าหนัก ขณะที่เด็ก ๆ ซึ่งเกิดและเติบโตในออสเตรเลีย แทบพูดภาษาไทยไม่ได้เลย เจนจึงอยากเตือนคนไทยที่กำลังพิจารณายื่น Protection Visa ว่า ควรคิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะหากไม่มีเหตุผลด้านการลี้ภัยที่ชัดเจน เพราะถ้าถูกปฏิเสธ อาจกระทบอนาคตเมื่อขอวีซ่าและการกลับเข้าประเทศออสเตรเลียในระยะยาว
“อยากให้คิดกันอีกดีดีนะคะว่าเคสตัวเองจะสามารถผ่านได้มั้ย” เจนฝากข้อความถึงชุมชนคนไทย “มันก็มีหลายคนค่ะที่เค้าไม่ได้สนใจว่าเค้าจะกลับมาอีกไหม เค้าอยากที่จะยื้อเวลาอยู่ที่นี่ให้นานที่สุด”
วีซ่าลี้ภัย กับวีซ่ามนุษยธรรม ไม่ใช่ประเภทเดียวกัน
ในระบบตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย “Protection Visa” กับ “Humanitarian Visa” เป็นคนละกลุ่มวีซ่า แม้ทั้งสองประเภทจะเกี่ยวข้องกับเหตุผลด้านมนุษยธรรมเหมือนกัน แต่หลักเกณฑ์ วิธีสมัคร และสถานะของผู้สมัครต่างกันมาก
Protection Visa หรือที่คนไทยมักเรียกว่า “วีซ่าลี้ภัย” เป็นวีซ่าสำหรับคนที่อยู่ “ในออสเตรเลียแล้ว” และอ้างว่าหากถูกส่งกลับประเทศต้นทาง จะเสี่ยงต่อการถูกประหัตประหาร อันตราย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
เหตุผลที่ใช้ยื่นมักเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง การเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคมบางประเภท หรือความเสี่ยงต่อชีวิตและเสรีภาพ ผู้สมัครต้องพิสูจน์ว่าตนมี “well-founded fear” หรือความหวาดกลัวที่มีมูลจริง หากกลับประเทศต้นทาง
ขณะที่ Humanitarian Visa เป็นกลุ่มวีซ่ามนุษยธรรมที่กว้างกว่า และไม่ได้หมายถึง “การลี้ภัยในออสเตรเลีย” เสมอไป หลายประเภทอยู่ภายใต้โครงการ Humanitarian Program ของรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งมักใช้กับผู้ลี้ภัยที่อยู่นอกประเทศออสเตรเลีย หรือผู้ที่ได้รับการส่งต่อจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNHCR
นอกจากนี้ยังมีบางช่องทางที่รัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองสามารถใช้อำนาจพิเศษพิจารณาเคสด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม ความผูกพันกับครอบครัว หรือสถานการณ์พิเศษ แม้ผู้สมัครจะไม่เข้าเกณฑ์วีซ่าปกติก็ตาม
ในหมู่คนไทยในออสเตรเลีย คำว่า “วีซ่ามนุษยธรรม” บางครั้งถูกใช้เรียกรวม ๆ ถึงการ “ขอความเมตตา” จากรัฐมนตรี หรือการยื่นคำร้องให้พิจารณาเคสเป็นกรณีพิเศษ เช่น มีลูกเรียนในออสเตรเลีย อยู่มานาน หรือมีเหตุผลด้านครอบครัว แต่ในทางกฎหมาย มันไม่ใช่ช่องทางอัตโนมัติ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีสิทธิยื่นหรือได้รับอนุมัติ
ปริตา เพชรพิพัฒน์ นักกฎหมายและอดีตทนายความด้านกฎหมายครอบครัว จากรัฐนิวเซาท์เวลส์ เคยให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส ไทย เกี่ยวกับประเด็นสิทธิของเด็กที่เกิดในออสเตรเลียกับพ่อแม่ที่ไม่ได้ถือสถานะผู้พำนักถาวร รวมถึงผลกระทบของความไม่มั่นคงด้านการพำนักต่อครอบครัวผู้อพยพย้ายถิ่น
ตามกฎหมาย เด็กที่เกิดในออสเตรเลียอาจมีสิทธิขอสัญชาติได้ หากอาศัยอยู่ในประเทศอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 10 ปี และออสเตรเลียต้องเป็นบ้านหลักของเด็ก แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้เดินทางออกนอกประเทศชั่วคราวได้ แต่การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา เจตนา และบริบทของครอบครัวเป็นรายกรณี
ปริตา อธิบายว่าความเข้าใจผิดในประเด็นนี้อาจทำให้พ่อแม่วางแผนชีวิตและสถานะทางกฎหมายไม่ถูกต้อง และเมื่อพลาดเงื่อนไขไปแล้ว อาจไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
ถ้าพ่อแม่คิดว่าเด็กจะขอเมื่อไหร่ก็ได้เพราะเกิดที่ออสเตรเลีย อาจจะไม่ได้วางแผนระยะยาวที่จะทำให้ตัวเองที่จะอยู่กับลูกในประเทศออสเตรเลีย จนลูกอายุ 10 ขวบ ซึ่งความเข้าใจผิดนี้ส่งผลในอนาคตที่อาจจะกลับมาแก้ไขทีหลังไม่ได้ปริตา เพชรพิพัฒน์
ข้อมูลเพิ่มเติม
ช่องทางหลักในการตรวจสอบข้อมูลเรื่องวีซ่าและสถานะทางกฎหมายของออสเตรเลีย คือเว็บไซต์ทางการของกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย หรือ Australian Department of Home Affairs
ผู้ยื่นวีซ่าสามารถตรวจสอบสถานะใบสมัครของตนได้ที่เว็บไซต์ ImmiAccount
ตรวจสอบว่าทนายหรือ migration agent มีใบอนุญาตจริงหรือไม่ที่เว็บไซต์ OMARA Registered Migration Agents Register
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





