Thai Voice: เด็กที่เกิดในออสเตรเลีย กับความไม่มั่นคงของครอบครัวผู้ย้ายถิ่น

Purple BG.jpg

ปริตา เพชรพิพัฒน์ นักกฎหมายและอดีตทนายความด้านกฎหมายครอบครัว จากรัฐนิวเซาท์เวลส์ Credit: Sebastian Pichler/unsplash/Supplied/Parita Phetpipat

พูดคุยประเด็นสิทธิของเด็กที่เกิดในออสเตรเลียกับพ่อแม่ที่ไม่ได้ถือสถานะผู้พำนักถาวร รวมถึงผลกระทบของความไม่มั่นคงด้านการพำนักต่อครอบครัวผู้อพยพย้ายถิ่น กับ ปริตา เพชรพิพัฒน์ นักกฎหมายและอดีตทนายความด้านกฎหมายครอบครัวจากรัฐนิวเซาท์เวลส์


หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายหรือด้านการตรวจคนเข้าเมือง

ประเด็นสิทธิของเด็กที่เกิดและเติบโตในออสเตรเลีย แต่พ่อแม่ไม่ได้ถือสถานะผู้อยู่อาศัยถาวร กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังกรณีครอบครัวไทย–ฟิลิปปินส์ เจ้าของร้านอาหารไทยในเมืองทูวอมบาเผชิญความเสี่ยงถูกส่งออกนอกประเทศ แม้จะยื้อเวลาด้วยการยื่นคำร้องขอให้รัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งแล้วก็ตาม

การถกเถียงในกรณีดังกล่าวสะท้อนประเด็นกว้างเกี่ยวกับสิทธิของเด็กที่เกิดในออสเตรเลีย แต่มีพ่อแม่ที่ไม่ได้ถือสถานะผู้พำนักถาวร รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับครอบครัวผู้อพยพย้ายถิ่น

เอสบีเอสไทยพูดคุยกับ ปริตา เพชรพิพัฒน์ นักกฎหมายและอดีตทนายความด้านกฎหมายครอบครัว จากรัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่ออธิบายกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แบ่งปันความรู้จากประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายที่ผ่านมาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้อพยพย้ายถิ่น

ผลกระทบจากความไม่มั่นคงด้านวีซ่าต่อเด็กและครอบครัวอย่างไร

จากประสบการณ์การทำงาน ปริตาอธิบายว่าสถานะการพำนักของพ่อแม่มีผลโดยตรงต่อการเข้าถึงบริการพื้นฐานของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กกลุ่มนี้อาจไม่สามารถเข้าถึงบริการสนับสนุนสำคัญ เช่น โครงการประกันความพิการแห่งชาติ (NDIS)

หากไม่ได้ถือสัญชาติหรือถิ่นพำนักถาวร แม้จะยังเข้าถึงการศึกษาและบริการสุขภาพบางส่วนได้ แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับสิทธิของเด็กที่เป็นพลเมืองออสเตรเลีย

“ที่เห็นบ่อยคือในกรณีที่พ่อแม่ไม่ได้เป็นผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent resident-PR) หรือว่ามีสัญชาติออสเตรเลีย ซัพพอร์ตสำหรับการช่วยเหลือต่างๆ โดยเฉพาะกับเด็กที่มีความต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ยกตัวอย่างเด็กที่ภาวะเกี่ยวกับเรื่องออทิสติก ดาวน์ซินโดรม หรือ (เรื่องการพัฒนาการอื่นๆ) ที่มีความต้องการความช่วยเหลือค่อนข้างสูงเด็กเหล่านี้จะไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก NDIS เพราะว่าเขายังไม่ใช่พลเมืองหรือผู้อยู่อาศัยถาวร
ปริตา เพชรพิพัฒน์

ความไม่มั่นคงด้านวีซ่ายังสร้างแรงกดดันทางการเงินและอารมณ์ให้กับพ่อแม่จำนวนมาก ซึ่งมักขาดเครือญาติหรือระบบสนับสนุนในออสเตรเลีย ปริตาระบุว่า ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลต่อความรู้สึกมั่นคง สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว ปริตาชี้ว่า

“ครอบครัวผู้อพยพย้ายถิ่น ส่วนใหญ่จะไม่มีครอบครัวมาช่วยดูแลลูก (ถ้าไม่มีความช่วยเหลือ) ซัพพอร์ตสำหรับบริการต่างๆ ให้กับเด็กโดยเฉพาะเด็กที่มีสเปเชียลนีด ทำให้มีความกดดันทางด้านการเงิน”

นอกเหนือจากกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง การสนทนายังครอบคลุมถึงความท้าทายด้านกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะในกรณีที่พ่อแม่แยกทางกัน หากผู้ปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีวีซ่าให้อยู่ต่อในออสเตรเลีย กระบวนการพิจารณาคดีที่ยืดเยื้ออาจทำให้เด็กถูกแยกจากผู้ดูแลหลัก ส่งผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจในระยะยาว

“หากเกิดมีการเลิกกันของคุณพ่อคุณแม่ แล้วถ้าคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มี permanent วีซ่าที่จะสามารถอยู่ประเทศออสเตรเลียต่อได้ โดยเฉพาะถ้าผู้ปกครองคนนั้นเป็น primary carer ของเด็กแล้วเกิดตกลงในเรื่องการเลี้ยงดูบุตรไม่ได้แล้วต้องดำเนินการทางศาล ซึ่งมักจะใช้เวลาค่อนข้างที่จะยาวนาน ทำให้ผู้ปกครองที่ไม่มีวีซ่าที่จะอยู่ อาจจะต้องกลับประเทศไปก่อน"

"ซึ่งหมายความว่าเด็กอาจะต้องอยู่กับผู้ปกครองคนที่ไม่ได้เลี้ยงดูใกล้ชิดประจำ อาจทำให้เด็กเกิดปัญหาทางด้านสุขภาพจิตได้ที่จะต้องอยู่ห่างจากคุณพ่อหรือคุณแม่ (primary carer) ในระยะเวลานาน"

ความเข้าใจผิดเรื่อง “เกิดในออสเตรเลีย”

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือการเชื่อว่าเด็กที่เกิดในออสเตรเลียจะได้รับสัญชาติอัตโนมัติ ซึ่งไม่เป็นความจริงตามกฎหมายออสเตรเลีย ปริตาอธิบายถึง “กฎ 10 ปี” ที่เปิดทางให้เด็กบางคนมีสิทธิสมัครสัญชาติ

ตามกฎหมาย เด็กที่เกิดในออสเตรเลียอาจมีสิทธิขอสัญชาติได้ หากอาศัยอยู่ในประเทศอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 10 ปี และออสเตรเลียต้องเป็นบ้านหลักของเด็ก แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้เดินทางออกนอกประเทศชั่วคราวได้ แต่การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา เจตนา และบริบทของครอบครัวเป็นรายกรณี

ปริตา อธิบายว่าความเข้าใจผิดในประเด็นนี้อาจทำให้พ่อแม่วางแผนชีวิตและสถานะทางกฎหมายไม่ถูกต้อง และเมื่อพลาดเงื่อนไขไปแล้ว อาจไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้

ถ้าพ่อแม่คิดว่าเด็กจะขอเมื่อไหร่ก็ได้เพราะเกิดที่ออสเตรเลีย อาจจะไม่ได้วางแผนระยะยาวที่จะทำให้ตัวเองที่จะอยู่กับลูกในประเทศออสเตรเลีย จนลูกอายุ 10 ขวบ ซึ่งความเข้าใจผิดนี้ส่งผลในอนาคตที่อาจจะกลับมาแก้ไขทีหลังไม่ได้
ปริตา เพชรพิพัฒน์

อย่างไรก็ตาม ปริตากล่าวว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายแต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่ามาและเป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ซึ่งในแต่ละกรณีจะต่างกันออกไป

ช่องว่างของกฎหมายกับเรื่องราวของชีวิตจริง

ปริตาชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างกฎหมายกับชีวิตจริง แม้หลักการ “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” จะเป็นแนวทางสำคัญในการตัดสินใจ แต่ในทางปฏิบัติ เด็กแต่ละคนมีบริบท ความต้องการ วัฒนธรรม และการเข้าถึงการดูแลที่แตกต่างกัน สิ่งที่ดูเหมาะสมตามกฎหมายหรือบนเอกสาร อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของเด็ก

ในกรณีที่ชุมชนให้ความสนใจสูง ผู้มีอำนาจตัดสินจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะผลของคำตัดสินหนึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับกรณีอื่นในอนาคต

ปริตาย้ำว่า กฎหมายไม่สามารถออกแบบให้ครอบคลุมทุกสถานการณ์ชีวิตได้ทั้งหมด การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เท่าเทียมกันอาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจที่ขาดความสม่ำเสมอก็อาจสร้างความไม่แน่นอนและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

“อยากจะให้มองทางความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับมนุษยธรรมในมุมมองอีกด้านหนึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีเด็กมาเกี่ยวข้องหลายฝ่ายอาจจะคิดว่า การให้เด็กที่อาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียตั้งแต่เกิดหรือย้ายมาตั้งแต่ยังเล็กย้ายออกไป (จากออสเตรเลีย) เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง"

ในขณะเดียวกันถ้ากฎหมายถูกนำมาใช้อย่างไม่ยุติธรรม ไม่ได้ใช้กฎหมายแบบเท่าเทียมกันกับทุกคน ก็อาจจะเป็นความไม่ยุติธรรมที่ถือว่าไม่ใช่มนุษยธรรม
ปริตา เพชรพิพัฒน์

อุปสรรคทางวัฒนธรรมและภาษาในกระบวนการยุติธรรม

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษาอาจทำให้ครอบครัวผู้อพยพเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ ตั้งแต่ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างทนายกับลูกความ ไปจนถึงการตีความพฤติกรรมหรือคำตอบผิดพลาด

ตัวอย่างเช่น การดูแลเด็กตามแบบของวัฒนธรรมต่างๆ อาจถูกมองต่างออกไปในบริบทของออสเตรเลีย หรือความแตกต่างในการตอบคำถามภาษาอังกฤษ อาจนำไปสู่การเข้าใจเจตนาผิดและส่งผลต่อคดีอย่างมีนัยสำคัญ

“นักกฎหมายที่ที่ดีจะเข้าใจความแตกต่างในการใช้ภาษาอังกฤษ (เข้าใจในบริบทวัฒนธรรม) แล้วก็จะเตรียมการอธิบายและคุยกับลูกความของตัวเองล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อเคสได้”

หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายหรือด้านการตรวจคนเข้าเมือง

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now