เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี จุดกระแสถกเถียงเรื่องการควบคุมอาวุธปืนและความพร้อมรับมือเหตุรุนแรงอีกครั้ง เอสบีเอส ไทย สำรวจข้อเสนอในการทบทวนกฎหมายอาวุธปืนของไทย พร้อมเปรียบเทียบหลัก "หนี-ซ่อน-สู้" กับ "Escape. Hide. Tell." เพื่อดูว่าไทยและออสเตรเลียเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะอย่างไร
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย นับเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนครั้งที่สองของประเทศไทยในปี 2569 และเป็นอีกครั้งที่สังคมไทยหันกลับมาตั้งคำถามถึงการเข้าถึงอาวุธปืนของเยาวชน ประสิทธิภาพของกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และมาตรการป้องกันเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องเผชิญโศกนาฏกรรมจากอาวุธปืน ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดเหตุกราดยิงหลายครั้งในพื้นที่สาธารณะ ทั้งในห้างสรรพสินค้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตลาด และโรงเรียน โดยมีทั้งเด็ก ครู และประชาชนตกเป็นเหยื่อ
ในปี 2563 ทหารนายหนึ่งก่อเหตุกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 คน และสองปีต่อมา ประเทศไทยเผชิญเหตุสังหารหมู่ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เมื่ออดีตตำรวจใช้อาวุธปืนและมีดก่อเหตุที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 36 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 22 คน
ปี 2566 เด็กชายวัย 14 ปี ใช้อาวุธปืนดัดแปลงก่อเหตุยิงภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 5 คน
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 มือปืนก่อเหตุยิงในตลาดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพ่อค้าแม่ค้าเสียชีวิตรวม 5 คน ก่อนผู้ก่อเหตุจะยิงตัวเองเสียชีวิต
และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ครูคนหนึ่งเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ความสนใจของสังคมมักมุ่งไปที่ตัวผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ แต่คำถามอีกด้านที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกัน คือ ระบบควบคุมอาวุธปืนของไทยยังมีข้อบกพร่องตรงไหน และกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้วหรือไม่
ไทยตื่นตัวซ้อมแผนเผชิญเหตุ
หลังเกิดเหตุในโรงเรียน จ. นนทบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. หลัก "หนี-ซ่อน-สู้" (Run-Hide-Fight) ถูกพูดถึงอีกครั้งในฐานะแนวทางรับมือเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการฝึกซ้อมของสถานศึกษาหลายแห่งในประเทศไทย เพื่อช่วยให้ครู นักเรียน และบุคลากรสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหากเผชิญเหตุฉุกเฉิน
หลักการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ หนี (Run) หากสามารถออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัย ซ่อน (Hide) หากไม่สามารถหลบหนีได้ และ สู้ (Fight) เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นและชีวิตตกอยู่ในอันตรายโดยตรง
และหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สถานศึกษาและองค์กรหลายแห่งในประเทศไทยทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาคมีการฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุการณ์เพื่อให้ครู บุคลากร และนักเรียน มีทักษะความรู้ในการเตรียมความพร้อมและรู้จักวิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงและทราบถึงกระบวนการในการป้องกันและการเผชิญเหตุในพื้นที่เพื่อให้ผู้เผชิญเหตุหลบหนี ปลอดภัย
"Escape. Hide. Tell."
ส่วนในออสเตรเลีย รัฐบาลกลางเผยแพร่แนวทาง "Escape. Hide. Tell." เพื่อใช้รับมือเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน มีด หรืออาวุธร้ายแรงประเภทอื่น ซึ่งมีหลักการประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่
Escape ออกจากพื้นที่อันตรายให้เร็วและเงียบที่สุด หากทำได้อย่างปลอดภัย
Hide หากไม่สามารถหลบหนีได้ ให้หาที่กำบัง หลบสายตาผู้ก่อเหตุ และปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ
Tell เมื่ออยู่ในจุดที่ปลอดภัย ให้โทรแจ้งตำรวจที่หมายเลข Triple Zero (000) พร้อมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์
รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า การเตรียมพร้อมไม่ได้มีขึ้นเพราะคาดว่าจะเกิดเหตุ แต่เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจและสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหากต้องเผชิญสถานการณ์จริง
ทั้งสองแนวทางเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
แม้ทั้ง Run-Hide-Fight และ Escape. Hide. Tell. จะมีเป้าหมายเดียวกัน คือช่วยให้ประชาชนเอาชีวิตรอดเมื่อเกิดเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธ แต่ทั้งสองแนวทางมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน
หลักการ Run-Hide-Fight ซึ่งพัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกา และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศ รวมถึงบางโรงเรียนในไทย ระบุว่า หากไม่สามารถหลบหนีหรือซ่อนตัวได้อีกต่อไป การต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตอาจเป็น"ทางเลือกสุดท้าย
ขณะที่แนวทาง Escape. Hide. Tell. ของออสเตรเลีย เน้นการหลบหนี ซ่อนตัว และแจ้งตำรวจเมื่ออยู่ในจุดที่ปลอดภัย โดยเอกสารคำแนะนำของรัฐบาลไม่ได้กำหนด การต่อสู้ ให้เป็นหนึ่งในขั้นตอนหลัก แต่ระบุว่าแต่ละเหตุการณ์มีความแตกต่างกัน ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์และปรับการตัดสินใจตามความเป็นจริง

อีกความแตกต่างหนึ่งคือการสื่อสารกับสาธารณะ ในประเทศไทย หลัก หนี-ซ่อน-สู้ ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมในโรงเรียนและบางองค์กร ขณะที่ออสเตรเลียเผยแพร่ Escape. Hide. Tell. สู่ประชาชนในวงกว้าง
โดยจัดทำสื่อหลายภาษา รวมถึงสื่อสำหรับชุมชนผู้ย้ายถิ่น ชนพื้นเมือง ผู้พิการ และผู้ดูแล พร้อมส่งเสริมให้ศูนย์การค้า สนามกีฬา มหาวิทยาลัย ระบบขนส่ง และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ นำหลักการดังกล่าวไปบรรจุไว้ในแผนรับมือเหตุฉุกเฉินและการฝึกอบรมบุคลากร
การฝึกซ้อมในห้องเรียนในออสเตรเลีย
แม้แนวทาง "Escape. Hide. Tell." จะถูกเผยแพร่ในฐานะกรอบปฏิบัติสำหรับรับมือเหตุรุนแรงในพื้นที่สาธารณะของออสเตรเลีย แต่ในทางปฏิบัติ หลายสถานศึกษานำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ผ่านการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บุคลากรและเด็กสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบหากเกิดเหตุการณ์จริง
ผักกาด มณเฑียรทอง นักการศึกษาปฐมวัยชาวไทยและหัวหน้าห้องเรียน (Room Leader) ในศูนย์ดูแลเด็กแห่งหนึ่งในนครแอดิเลด เล่าว่า ศูนย์ที่เธอทำงานจัดการฝึกซ้อมเหตุฉุกเฉินทุกเดือน หรืออย่างน้อยทุก 2-3 เดือน โดยส่วนใหญ่จะไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เพื่อจำลองสถานการณ์จริงและประเมินความพร้อมของบุคลากร
"เขาจะไม่บอกล่วงหน้าค่ะ เพราะอยากให้เป็นเหตุการณ์จริง เราจะได้ซ้อมเหมือนเกิดขึ้นจริง บางครั้งกำลังทานข้าว บางครั้งกำลังเล่น เพื่อให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ"

การฝึกซ้อมแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ Fire Drill สำหรับกรณีที่ต้องอพยพออกจากอาคาร เช่น เหตุเพลิงไหม้ และ Lockdown สำหรับสถานการณ์ที่อันตรายเกิดขึ้นภายนอกอาคาร ซึ่งทุกคนต้องหลบอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและปิดล็อกอาคาร
สำหรับเด็กเล็กที่ยังเดินไม่ได้ ครูจะใช้ Emergency Cot หรือเปลฉุกเฉินในการเคลื่อนย้าย ส่วนเด็กที่เดินได้จะเดินตามครูไปยังจุดรวมพล
โดยครูพยายามรักษาบรรยากาศให้เป็นปกติที่สุด ผ่านการพูดคุยหรือร้องเพลง เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกหวาดกลัว ขณะเดียวกัน บุคลากรต้องนำถุงอุปกรณ์ฉุกเฉิน ยาประจำตัวของเด็ก และแฟ้มรายชื่อออกไปด้วยทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าทุกคนอยู่ครบและปลอดภัย
ในสถานการณ์ Lockdown ศูนย์จะใช้รหัสลับที่แจ้งผ่านโทรศัพท์แทนสัญญาณนกหวีด เด็กและครูจะย้ายไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุดภายในอาคาร พร้อมปิดล็อกทางเข้าออกทั้งหมด ระหว่างนั้นครูจะชวนเด็กทำกิจกรรมเงียบ ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดความวิตกกังวล
ผักกาดกล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการทำตามขั้นตอน แต่คือการที่ครูต้องควบคุมอารมณ์ของตนเอง เพราะเด็กจะรับรู้ความรู้สึกของผู้ใหญ่ได้
"อย่าลืมว่าเด็กจะคอยดูเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราตื่นตกใจ เด็กก็ไม่มีทางรู้สึกสงบ เราต้องเป็นคนที่ทำให้เขามั่นใจว่าเขาปลอดภัย"
หลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง ศูนย์จะจัดประชุมทบทวน (debrief) เพื่อประเมินสิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่ต้องปรับปรุง รวมถึงตรวจสอบว่าอุปกรณ์หรือการจัดพื้นที่มีอุปสรรคต่อการอพยพหรือไม่
ทุกครั้งที่ซ้อม เราจะมานั่งทบทวนกันว่าอะไรทำได้ดี อะไรควรปรับปรุง และครั้งหน้าจะทำอย่างไรให้เร็วขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นผักกาด
เธอมองว่า การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องช่วยให้การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมย้ำว่า
"ความปลอดภัย" เป็นหลักสำคัญของการทำงานในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่ดูแลเด็ก ซึ่งบุคลากรทุกคนต้องต่ออายุการอบรมปฐมพยาบาลและ CPR อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ





