SKIP TO MAIN CONTENT

เปรียบเทียบ "หนี-ซ่อน-สู้" กับ "Escape. Hide. Tell.": ไทยและออสเตรเลียรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างไร

urusy-tyIfU4epeC8-unsplash.jpg
เมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินไทยและออสเตรเลียเตรียมความพร้อมรับมือในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะอย่างไร Credit: urusy-tylfu4epec/unsplash

เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี จุดกระแสถกเถียงเรื่องการควบคุมอาวุธปืนและความพร้อมรับมือเหตุรุนแรงอีกครั้ง เอสบีเอส ไทย สำรวจข้อเสนอในการทบทวนกฎหมายอาวุธปืนของไทย พร้อมเปรียบเทียบหลัก "หนี-ซ่อน-สู้" กับ "Escape. Hide. Tell." เพื่อดูว่าไทยและออสเตรเลียเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะอย่างไร


Published

Updated

By Chayada Powell

Source: SBS


Skip to podcast episode content

เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี จุดกระแสถกเถียงเรื่องการควบคุมอาวุธปืนและความพร้อมรับมือเหตุรุนแรงอีกครั้ง เอสบีเอส ไทย สำรวจข้อเสนอในการทบทวนกฎหมายอาวุธปืนของไทย พร้อมเปรียบเทียบหลัก "หนี-ซ่อน-สู้" กับ "Escape. Hide. Tell." เพื่อดูว่าไทยและออสเตรเลียเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะอย่างไร


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย นับเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนครั้งที่สองของประเทศไทยในปี 2569 และเป็นอีกครั้งที่สังคมไทยหันกลับมาตั้งคำถามถึงการเข้าถึงอาวุธปืนของเยาวชน ประสิทธิภาพของกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และมาตรการป้องกันเหตุรุนแรงในสถานศึกษา

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องเผชิญโศกนาฏกรรมจากอาวุธปืน ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดเหตุกราดยิงหลายครั้งในพื้นที่สาธารณะ ทั้งในห้างสรรพสินค้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตลาด และโรงเรียน โดยมีทั้งเด็ก ครู และประชาชนตกเป็นเหยื่อ

ในปี 2563 ทหารนายหนึ่งก่อเหตุกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 คน และสองปีต่อมา ประเทศไทยเผชิญเหตุสังหารหมู่ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เมื่ออดีตตำรวจใช้อาวุธปืนและมีดก่อเหตุที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 36 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 22 คน

ปี 2566 เด็กชายวัย 14 ปี ใช้อาวุธปืนดัดแปลงก่อเหตุยิงภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 5 คน

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 มือปืนก่อเหตุยิงในตลาดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพ่อค้าแม่ค้าเสียชีวิตรวม 5 คน ก่อนผู้ก่อเหตุจะยิงตัวเองเสียชีวิต

และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ครูคนหนึ่งเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ความสนใจของสังคมมักมุ่งไปที่ตัวผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ แต่คำถามอีกด้านที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกัน คือ ระบบควบคุมอาวุธปืนของไทยยังมีข้อบกพร่องตรงไหน และกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้วหรือไม่

ไทยตื่นตัวซ้อมแผนเผชิญเหตุ

หลังเกิดเหตุในโรงเรียน จ. นนทบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. หลัก "หนี-ซ่อน-สู้" (Run-Hide-Fight) ถูกพูดถึงอีกครั้งในฐานะแนวทางรับมือเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการฝึกซ้อมของสถานศึกษาหลายแห่งในประเทศไทย เพื่อช่วยให้ครู นักเรียน และบุคลากรสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหากเผชิญเหตุฉุกเฉิน

หลักการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ หนี (Run) หากสามารถออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัย ซ่อน (Hide) หากไม่สามารถหลบหนีได้ และ สู้ (Fight) เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นและชีวิตตกอยู่ในอันตรายโดยตรง

และหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สถานศึกษาและองค์กรหลายแห่งในประเทศไทยทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาคมีการฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุการณ์เพื่อให้ครู บุคลากร และนักเรียน มีทักษะความรู้ในการเตรียมความพร้อมและรู้จักวิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงและทราบถึงกระบวนการในการป้องกันและการเผชิญเหตุในพื้นที่เพื่อให้ผู้เผชิญเหตุหลบหนี ปลอดภัย

"Escape. Hide. Tell."

ส่วนในออสเตรเลีย รัฐบาลกลางเผยแพร่แนวทาง "Escape. Hide. Tell." เพื่อใช้รับมือเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน มีด หรืออาวุธร้ายแรงประเภทอื่น ซึ่งมีหลักการประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่

Escape ออกจากพื้นที่อันตรายให้เร็วและเงียบที่สุด หากทำได้อย่างปลอดภัย

Hide หากไม่สามารถหลบหนีได้ ให้หาที่กำบัง หลบสายตาผู้ก่อเหตุ และปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ

Tell เมื่ออยู่ในจุดที่ปลอดภัย ให้โทรแจ้งตำรวจที่หมายเลข Triple Zero (000) พร้อมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์

รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า การเตรียมพร้อมไม่ได้มีขึ้นเพราะคาดว่าจะเกิดเหตุ แต่เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจและสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหากต้องเผชิญสถานการณ์จริง

ทั้งสองแนวทางเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

แม้ทั้ง Run-Hide-Fight และ Escape. Hide. Tell. จะมีเป้าหมายเดียวกัน คือช่วยให้ประชาชนเอาชีวิตรอดเมื่อเกิดเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธ แต่ทั้งสองแนวทางมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

หลักการ Run-Hide-Fight ซึ่งพัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกา และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศ รวมถึงบางโรงเรียนในไทย ระบุว่า หากไม่สามารถหลบหนีหรือซ่อนตัวได้อีกต่อไป การต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตอาจเป็น"ทางเลือกสุดท้าย

ขณะที่แนวทาง Escape. Hide. Tell. ของออสเตรเลีย เน้นการหลบหนี ซ่อนตัว และแจ้งตำรวจเมื่ออยู่ในจุดที่ปลอดภัย โดยเอกสารคำแนะนำของรัฐบาลไม่ได้กำหนด การต่อสู้ ให้เป็นหนึ่งในขั้นตอนหลัก แต่ระบุว่าแต่ละเหตุการณ์มีความแตกต่างกัน ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์และปรับการตัดสินใจตามความเป็นจริง

Escape hide tell.jpg
สื่อประชาสัมพันธ์ "Escape. Hide. Tell." ของรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนรู้วิธีรับมือเหตุฉุกเฉิน Credit: The Department of Home Affairs

อีกความแตกต่างหนึ่งคือการสื่อสารกับสาธารณะ ในประเทศไทย หลัก หนี-ซ่อน-สู้ ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมในโรงเรียนและบางองค์กร ขณะที่ออสเตรเลียเผยแพร่ Escape. Hide. Tell. สู่ประชาชนในวงกว้าง

โดยจัดทำสื่อหลายภาษา รวมถึงสื่อสำหรับชุมชนผู้ย้ายถิ่น ชนพื้นเมือง ผู้พิการ และผู้ดูแล พร้อมส่งเสริมให้ศูนย์การค้า สนามกีฬา มหาวิทยาลัย ระบบขนส่ง และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ นำหลักการดังกล่าวไปบรรจุไว้ในแผนรับมือเหตุฉุกเฉินและการฝึกอบรมบุคลากร

การฝึกซ้อมในห้องเรียนในออสเตรเลีย

แม้แนวทาง "Escape. Hide. Tell." จะถูกเผยแพร่ในฐานะกรอบปฏิบัติสำหรับรับมือเหตุรุนแรงในพื้นที่สาธารณะของออสเตรเลีย แต่ในทางปฏิบัติ หลายสถานศึกษานำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ผ่านการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บุคลากรและเด็กสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบหากเกิดเหตุการณ์จริง

ผักกาด มณเฑียรทอง นักการศึกษาปฐมวัยชาวไทยและหัวหน้าห้องเรียน (Room Leader) ในศูนย์ดูแลเด็กแห่งหนึ่งในนครแอดิเลด เล่าว่า ศูนย์ที่เธอทำงานจัดการฝึกซ้อมเหตุฉุกเฉินทุกเดือน หรืออย่างน้อยทุก 2-3 เดือน โดยส่วนใหญ่จะไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เพื่อจำลองสถานการณ์จริงและประเมินความพร้อมของบุคลากร

"เขาจะไม่บอกล่วงหน้าค่ะ เพราะอยากให้เป็นเหตุการณ์จริง เราจะได้ซ้อมเหมือนเกิดขึ้นจริง บางครั้งกำลังทานข้าว บางครั้งกำลังเล่น เพื่อให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ"

Lettuce.jpeg
ผักกาด มณเฑียรทอง นักการศึกษาปฐมวัยชาวไทยและหัวหน้าห้องเรียน (Room Leader) ในศูนย์ดูแลเด็กแห่งหนึ่งในนครแอดิเลด Credit: Supply/Lettuce Montientong

การฝึกซ้อมแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ Fire Drill สำหรับกรณีที่ต้องอพยพออกจากอาคาร เช่น เหตุเพลิงไหม้ และ Lockdown สำหรับสถานการณ์ที่อันตรายเกิดขึ้นภายนอกอาคาร ซึ่งทุกคนต้องหลบอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและปิดล็อกอาคาร

สำหรับเด็กเล็กที่ยังเดินไม่ได้ ครูจะใช้ Emergency Cot หรือเปลฉุกเฉินในการเคลื่อนย้าย ส่วนเด็กที่เดินได้จะเดินตามครูไปยังจุดรวมพล

โดยครูพยายามรักษาบรรยากาศให้เป็นปกติที่สุด ผ่านการพูดคุยหรือร้องเพลง เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกหวาดกลัว ขณะเดียวกัน บุคลากรต้องนำถุงอุปกรณ์ฉุกเฉิน ยาประจำตัวของเด็ก และแฟ้มรายชื่อออกไปด้วยทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าทุกคนอยู่ครบและปลอดภัย

ในสถานการณ์ Lockdown ศูนย์จะใช้รหัสลับที่แจ้งผ่านโทรศัพท์แทนสัญญาณนกหวีด เด็กและครูจะย้ายไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุดภายในอาคาร พร้อมปิดล็อกทางเข้าออกทั้งหมด ระหว่างนั้นครูจะชวนเด็กทำกิจกรรมเงียบ ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดความวิตกกังวล

ผักกาดกล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการทำตามขั้นตอน แต่คือการที่ครูต้องควบคุมอารมณ์ของตนเอง เพราะเด็กจะรับรู้ความรู้สึกของผู้ใหญ่ได้

"อย่าลืมว่าเด็กจะคอยดูเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราตื่นตกใจ เด็กก็ไม่มีทางรู้สึกสงบ เราต้องเป็นคนที่ทำให้เขามั่นใจว่าเขาปลอดภัย"

หลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง ศูนย์จะจัดประชุมทบทวน (debrief) เพื่อประเมินสิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่ต้องปรับปรุง รวมถึงตรวจสอบว่าอุปกรณ์หรือการจัดพื้นที่มีอุปสรรคต่อการอพยพหรือไม่

ทุกครั้งที่ซ้อม เราจะมานั่งทบทวนกันว่าอะไรทำได้ดี อะไรควรปรับปรุง และครั้งหน้าจะทำอย่างไรให้เร็วขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผักกาด

เธอมองว่า การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องช่วยให้การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมย้ำว่า

"ความปลอดภัย" เป็นหลักสำคัญของการทำงานในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่ดูแลเด็ก ซึ่งบุคลากรทุกคนต้องต่ออายุการอบรมปฐมพยาบาลและ CPR อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now