สรุปประเด็น
- ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ผ่านการประกาศบนโซเชียลมีเดีย
- ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปากีสถานล้มเหลวโดยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบานีซี ระบุว่า ออสเตรเลียไม่ได้รับการร้องขอให้เข้าร่วมปฏิบัติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดเส้นทางขนส่งทางทะเลสำคัญดังกล่าว ภายหลังการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านล้มเหลว
ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ หลังการเจรจากับอิหร่านใน ปากีสถาน ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยอิหร่านปฏิเสธที่จะยุติการดำเนินการด้านนิวเคลียร์ชองประเทศ
ในวันจันทร์ นายกรัฐมนตรีอัลบาเนซีแสดงความผิดหวังต่อความล้มเหลวของการเจรจา พร้อมย้ำว่า ออสเตรเลียไม่ได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการปิดล้อมดังกล่าว
เขากล่าวว่า “เราต้องการเห็นสถานการณ์คลี่คลาย และต้องการให้การเจรจากลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง”
นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบานีซี กล่าวถึงสถานการณ์ตะวันออกกลางระหว่างการแถลงข่าวแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารระดับสูง โดยยืนยันว่า ออสเตรเลียยังไม่ได้รับการร้องขอให้เข้าร่วมปฏิบัติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ
ในการแถลงข่าวดังกล่าว รัฐบาลได้ประกาศแต่งตั้ง พลเรือโท มาร์ค แฮมมอนด์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือคนปัจจุบัน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพออสเตรเลียคนต่อไป
พลเรือโทแฮมมอนด์ ซึ่งยืนแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กองทัพมีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจในตะวันออกกลาง หากได้รับการร้องขอ โดยการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการร้องขอดังกล่าว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอัลบานีซีเปิดเผยว่า พลโท ซูซาน คอยล์ ผู้บัญชาการขีดความสามารถร่วมในปัจจุบัน จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทำให้เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า เป้าหมายในระยะยาวคือการกวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ และเปิดเส้นทางเดินเรือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ในระหว่างนี้จะไม่ปล่อยให้อิหร่านได้ประโยชน์จากการควบคุมเส้นทางน้ำดังกล่าว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซโดยมีผลทันที โดยระบุว่า เรือทุกลำที่พยายามเข้าออกเส้นทางดังกล่าวจะถูกตรวจสกัด
ทรัมป์ยังเตือนว่า หากมีการโจมตีต่อกองกำลังสหรัฐฯ หรือเรือพลเรือน จะมีการตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรง
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านตอบโต้ว่า อิหร่านสามารถควบคุมการสัญจรในช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้อย่างเต็มที่ และพร้อมตอบโต้ศัตรูที่พยายามท้าทายด้วยมาตรการที่เด็ดขาด
ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลีบาฟ ประธานสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาในปากีสถาน ระบุหลังเดินทางกลับถึงกรุงเตหะรานว่า อิหร่านจะ ไม่ยอมก้มหัวต่อคำขู่ใด ๆ จากสหรัฐฯ
ในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านได้จำกัดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก โดยอนุญาตให้เฉพาะเรือจากประเทศที่เป็นมิตร เช่น จีน ผ่านได้เท่านั้น และมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าอาจมีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง
ด้านทรัมป์กล่าวหาว่า การกระทำดังกล่าวเป็น “การขู่กรรโชกในระดับโลก” พร้อมระบุว่าได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ตรวจสกัดเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่มีการจ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน และจะไม่มีเรือลำใดที่จ่ายค่าผ่านทางที่ไม่ถูกกฎหมายได้รับการคุ้มครอง
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังระบุว่าได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบ เพื่อให้เส้นทางเดินเรือกลับมาปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จดทะเบียนในปากีสถาน 2 ลำ ซึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางกลับ
ความกังวลเกี่ยวกับการกลับมาปะทะกันอีกครั้งเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว
หญิงชาวอียิปต์รายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยว่า เธอรู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อและการกลับมาของการโจมตี พร้อมพยายามไม่ให้ความเครียดส่งผลกระทบต่อบุตรหลาน
การกดดันเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ โดยขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านอีกครั้ง และเตือนว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราร้อยละ 50 หากจีนให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิหร่าน
ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ มีศักยภาพที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านได้ภายในเวลาอันสั้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า อิหร่านจะต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
การออกแถลงการณ์ล่าสุดของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นหลังความล้มเหลวของการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเป็นเวลาราว 6 สัปดาห์ โดยประเด็นสำคัญคือการที่อิหร่านปฏิเสธที่จะยกเลิกสิทธิในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์
คณะผู้แทนสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ร่วมกับทูตพิเศษทำเนียบขาว สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ต่างแสดงความไม่พอใจต่อท่าทีดังกล่าว
ทรัมป์ยังระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และอาจมีประเทศอื่นเข้าร่วม แม้ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม
หลังการเจรจาซึ่งถือเป็นการพบกันระดับสูงสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอ “ครั้งสุดท้ายและดีที่สุด” ให้อิหร่านแล้ว โดยระบุว่า ขึ้นอยู่กับอิหร่านว่าจะยอมรับหรือไม่
ด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลีบาฟ ประธานสภาอิหร่าน กล่าวว่า ฝ่ายอิหร่านได้เสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ แต่ทีมเจรจาของสหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับอิหร่านได้
ขณะที่ มาห์มูด นาบาเวียน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิหร่าน ซึ่งเข้าร่วมการเจรจาในปากีสถาน เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ มีลักษณะเกินขอบเขต รวมถึงการเสนอให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซ และการเรียกร้องให้อิหร่านยกเลิกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะในระดับร้อยละ 60
ด้าน นิโคล กราเยฟสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่า การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงสัญญาณกดดันเล็กน้อย แต่เป็นการยกระดับความตึงเครียดที่อาจเทียบได้กับการกลับเข้าสู่ภาวะสงครามอีกครั้ง
เธอกล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วอชิงตันเริ่มหมดความเชื่อมั่นต่อแนวทางการทูต และมีแนวโน้มที่จะหันไปใช้มาตรการทางทหารโดยตรงมากขึ้น
สงครามยังดำเนินต่อ
ความล้มเหลวของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่มความกังวลว่า ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อเส้นทางเดินเรือ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซ
ด้านปากีสถานเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยังคงเคารพข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อการล่มสลายของการหยุดยิงเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางการโจมตีอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งอิหร่านยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงควรครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าวด้วย
เจ้าหน้าที่จากเลบานอนและอิสราเอลมีกำหนดหารือกันที่กรุงวอชิงตันในวันอังคารนี้
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ได้เดินทางเยือนกองกำลังทหารในภาคใต้ของเลบานอน โดยระบุว่า ภัยคุกคามจากการบุกโจมตีของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ต่อพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลได้ถูกขจัดไปแล้ว แต่ “สงครามยังคงดำเนินต่อ” รวมถึงในเขตความมั่นคงภายในเลบานอน
ด้านทามารา พนักงานแคชเชียร์วัย 18 ปีในกรุงเบรุต กล่าวว่า สถานการณ์ในเลบานอนยังคงต้องได้รับความสนใจ หลังการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 350 คน
เธอกล่าวว่า “เราไม่สามารถบอกได้ว่าสงครามสิ้นสุดลงแล้ว เพียงเพราะมีการเจรจา” พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกลืม
-รายงานเพิ่มเติมโดยสำนักข่าวเอเอฟพี
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม














