ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายรัฐในออสเตรเลียเริ่มออกมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน หนึ่งในนั้นคือมาตรการให้ใช้ขนส่งสาธารณะฟรี เช่นในรัฐวิกตอเรียเป็นเวลา 1 เดือน และรัฐแทสมาเนียเป็นเวลา 3 เดือน
เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชน อย่างไรก็ตามมาตรการลักษณะนี้จะช่วยเหลือประชาชนได้จริงหรือไม่ และกลุ่มใดที่อาจไม่ได้รับผลประโยชน์ดังกล่าว
เอสบีเอสไทยได้พูดคุยกับสมาชิกชุมชนไทยในออสเตรเลีย ที่บางคนบอกว่าเป็นการบรรเทาค่าครองชีพให้ประชาชนได้จริง และอีกหลายความเห็นสะท้อนความไม่เท่าเทียมในด้านการเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานในออสเตรเลีย
ค้นพบทางเลือกใหม่เมื่อน้ำมันแพง
สำหรับบางคน เช่น ติ๊ก คนไทยที่อาศัยอยู่ในเมลเบิร์น มาตรการนี้กลายเป็นแรงจูงใจให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางจากการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวมาเป็นการใช้รถประจำทาง
“ตั้งแต่ที่น้ำมันเริ่มขึ้นราคา ก็คือเริ่มเปลี่ยนไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะก็ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปค่ะ เพราะค่าโดยสารถูกกว่าค่าน้ำมัน”

แม้จะต้องใช้เวลามากขึ้นเล็กน้อยเพราะต้องเผื่อเวลารอรถ แต่เธอบอกว่าก็ไม่ได้กระทบชีวิตมากอย่างที่คิดและเธอมองว่ามาตรการนี้มีได้ผลเป็นรูปธรรมเพราะสังเกตเห็นจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันแรก
“เห็นได้ชัดเลยว่ามีผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น หลายคนคงคำนึงถึงค่าใช้จ่าย ก็เลยเปลี่ยนแผนการเดินทาง”
แรงงานบางกลุ่มไม่ได้ประโยชน์
อย่างไรก็ตามอีกด้านหนึ่ง เสียงจากแรงงานบางกลุ่มสะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่าแม้มาตรการขนส่งมวลชนฟรีจะยังประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเปลี่ยนไปใช้ขนส่งสาธารณะในการทำงานได้
แคธี คนไทยที่ทำงานในอุตสาหกรรมดูแลผู้สูงอายุในรัฐวิกตอเรีย เล่าว่า แม้ค่าน้ำมันจะแพงขึ้นแต่ลักษณะงานของเธอทำให้ไม่สามารถใช้ขนส่งมวลชนได้เพราะต้องใช้เวลานานมากในการไปถึงในแต่ละที่
“งานของเราต้องขับรถไปเอายา พา resident ไปหาหมอ แต่ละที่อยู่ไกลกันมาก ทำให้ไม่สามารถใช้ public transport ได้”

เธอเล่าว่าแม้ค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ค่าแรงยังเท่าเดิม ทำให้ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นแทน
“สมมติหนูใช้รถกระบะ ต้องเติมดีเซลซึ่งตอนนี้ขึ้นไปลิตรละเกือบ 4 ดอลลาร์ คือหนูไม่สามารถ afford (จ่าย) ได้”
น้ำมันขึ้น แต่ค่าแรงเราไม่ขึ้น ต้องลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง เพื่อที่จะเอาเงินส่วนนั้นมาเติมน้ำมัน”แคธี
ความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็น
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งในออสเตรเลีย ซึ่งความแตกต่างของโครงสร้างระบบขนส่งระหว่างพื้นที่เมือง ชานเมือง และภูมิภาค ทำให้ผลของมาตรการขนส่งสาธารณะฟรีไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม
โดยบางพื้นที่ยังไม่มีบริการรองรับ ขณะที่บางแห่งแม้มีระบบขนส่งอยู่แล้ว แต่ข้อจำกัดด้านตารางเวลาและลักษณะการทำงาน ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ได้
พิม คนไทยที่อาศัยอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า แม้รัฐของเธอยังไม่มีมาตรการขนส่งสาธารณะฟรี แต่เธอเชื่อว่าต่อให้มี มาตรการดังกล่าวก็อาจไม่ได้ช่วยเธอมากนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านระบบขนส่งในพื้นที่ที่เธออาศัยอยู่
จากบ้านไปป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุดประมาณ 10 กิโล ถ้าเดินต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่ามันยังมีบ้านในซิดนีย์ที่ไม่มีรถผ่านพิม
เธอกล่าวว่าการไม่มีระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ ทำให้เธอต้องเรียนขับรถหลังย้ายมาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยจำเป็นต้องขับรถมาก่อน
แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเพียงใด เธอก็ยังไม่มีทางเลือกในการเดินทางในชีวิตประจำวัน นอกจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว
“เพราะพื้นที่ที่เราอยู่ ถ้าไม่ขับรถก็คือจะไปไหนไม่ได้เลย”
มีเสียงสะท้อนที่คล้ายคลึงกันในพื้นที่ภูมิภาคของรัฐวิกตอเรีย ทัศ คนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองคิลมอร์ ( Kilmore) ซึ่งอยู่ในเขตภูมิภาคของรัฐวิกตอเรียกล่าวว่า แม้ในตัวเมืองจะมีรถบัสให้บริการ แต่ตารางเวลาไม่ได้ครอบคลุมทั้งวัน และไม่ได้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของคนจำนวนมาก
“รถบัสจะหยุดช่วงเที่ยงไปถึงบ่ายสาม เพราะไม่ใช่ช่วงพีคของคนใช้บริการ”
เธอมองว่ามาตรการขนส่งฟรีอาจช่วยคนบางกลุ่ม เช่น นักเรียน หรือผู้ที่ใช้รถไฟ V/Line เดินทางเข้าเมืองอยู่แล้ว แต่สำหรับแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานนอกเมือง หรือทำงานเป็นกะ มาตรการนี้แทบไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
เธอยกตัวอย่างว่าสามีของเธอซึ่งทำงานในเมืองยังต้องขับรถไปจอดที่สถานีรถไฟ เนื่องจากรถไฟเที่ยวสุดท้ายไม่ตรงกับเวลาเลิกงาน
มีเวร 24 ชั่วโมง หลายคนก็ต้องขับรถไปจอดสถานีที่มีรถไฟวิ่งดึกขึ้น เพื่อช่วยลดค่าน้ำมันทัศ
เธอกล่าวว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องค่าใช้จ่ายในการทำงาน แต่ยังลามไปถึงคุณภาพชีวิตของครอบครัว
“เมื่อก่อนหลังเลิกงานยังพาลูกไปเจอเพื่อน หรือไปทำกิจกรรมได้ ตอนนี้ต้องหยุด เพราะต้องประหยัด ค่าครองชีพขึ้น แต่รายได้ยังเท่าเดิม ก็ต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น”

เสียงสะท้อนจากครอบครัว
อีกเสียงสะท้อนหนึ่งมาจากผู้ปกครองที่ต้องจัดการเวลาอย่างเข้มงวดระหว่างงานและครอบครัว
แอล คนไทยที่อาศัยในเขตตะวันออกของนครเมลเบิร์นเล่าว่า แม้ย่านที่เธออาศัยอยู่จะมีรถบัส แต่การใช้บริการโดยต้องต่อรถหลายต่อทำให้ใช้เวลานานเกินไปในการไป-กลับ ที่ทำงาน ซึ่งทำให้ไม่สะดวกโดยเฉพาะเมื่อมีภาระรับส่งลูก
มันใช้เวลาเดินทางนานมาก รถก็มาไม่ตรงเวลา สำหรับคนมีลูก ต้องดูเรื่องรับส่งมีกิจกรรมทุกวัน ยังไงก็ต้องใช้รถอยู่ดีแอล
เธออธิบายว่ากิจกรรมของเด็กๆ อย่างเช่นสนามกีฬาก็มักอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีระบบขนส่งรองรับ ซึ่งทำให้ครอบครัวจำนวนมากยังต้องพึ่งรถยนต์ แม้จะมีมาตรการขนส่งมวลชนฟรี
ข้อเสนอจากชุมชน
หลายเสียงชี้ว่าควรมีการทวบทวนหรือโต้เถียงด้านนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับการใช้มาตรการบรรเทาค่าครองชีพเรื่องราคาน้ำมันให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลจริง โดยพิจารณาใช้แนวทางมาตรการเฉพาะกลุ่มควบคู่ไปด้วย
แคธีเสนอว่ารัฐบาลอาจต้องคิดมาตรการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น แทนที่จะใช้แนวทางเดียวกับทุกคน หนึ่งในข้อเสนอคือการช่วยเหลืออาชีพที่จำเป็นต้องใช้รถว่าอาจจะการช่วยเหลือเรื่อง
ให้บัตรคูปองเติมน้ำมัน เป็นต้น
“ควรมี voucher น้ำมันสำหรับบางอาชีพ เช่น healthcare หรือ tradies ที่ใช้ public transport ไม่ได้”
ส่วนทัศชี้ว่าแรงงานบางอาชีพ เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุแบบออกเยี่ยมบ้าน (aged care support worker) ที่แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากต้องเดินทางระหว่างบ้านผู้รับบริการหลายแห่งในแต่ละวัน อยากให้หน่วยงานที่ดูแลพิจารณาค่าเดินทาง
“บางวันต้องไปบ้านที่ห่างกัน 5 กิโลบ้าง 10 กิโลบ้าง ยังไงก็ต้องใช้รถ แต่ตอนนี้น้ำมันแพงขึ้น หน่วยงานก็ยังไม่มีค่าเดินทางเพิ่มให้ คนที่จำเป็นต้องใช้รถก็ต้องรับภาระกันไปเอง”

มุมมองต่อบทบาทรัฐบาลในช่วงวิกฤต
ในช่วงที่สถานการณ์โลกยังผันผวน มาตรการขนส่งมวลชนฟรีอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ก็เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลพยายามแก้ปัญหา
“รัฐบาลก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละจุด ภาคประชาชนก็ต้องยอมรับ และเข้าใจว่าเรื่องพวกนี้เราควบคุมไม่ได้” แมนนี คนไทยในเมลเบิร์นกล่าว
เขายังมองว่าวิกฤตพลังงานเป็นปัญหาระดับโลก และมาตรการลักษณะนี้อาจเป็นเพียงเครื่องมือบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่หากผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ นอกไปจากความกดดันทางเศรษฐกิจก็คือความเครียด วิตกกังวลของประชาชน
“ที่กระทบมากที่สุดคือเรื่องจิตใจ เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่มีความแน่นอนว่าสงครามจะบานปลายไปอย่างไร มันจะกระทบอะไรบ้าง ถ้ามัน (สถานการณ์) ไม่ดีขึ้นแล้วพวกเราจะไปต่อยังไง”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม














