จากสถานการณ์ที่จีนหยุดส่งออกกรดซัลฟิวริก คาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และภาคการผลิตปุ๋ยทั่วโลก
สรุปประเด็นสำคัญ
- จีนระงับการส่งออกกรดซัลฟิวริก ท่ามกลางความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลาง
- มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่และปุ๋ย
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
จีนประกาศห้ามส่งออกกรดซัลฟิวริก ซึ่งเป็นสารเคมีอุตสาหกรรมที่มีการใช้งานมากที่สุดในโลก และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ เสื้อผ้า ปุ๋ย รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะ
มาตรการดังกล่าวมีขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านอุปทานของกรดซัลฟิวริก หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งกำมะถันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
มารินา จาง จากสถาบันความสัมพันธ์ออสเตรเลีย-จีน แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ กล่าวว่า แม้จีนจะระบุว่า การระงับส่งออกครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว แต่ก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมวัตถุดิบอุตสาหกรรมมากขึ้น
เธอกล่าวกับเอสบีเอส นิวส์ว่า “ไม่ใช่แค่สินค้าสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบต้นน้ำ เทคโนโลยีการแปรรูป และส่วนประกอบพื้นฐานทางอุตสาหกรรม ที่ช่วยให้การผลิตขั้นสูงสามารถขยายตัวได้ ดังนั้น แม้มาตรการในระยะสั้นอาจเป็นเพียงชั่วคราว แต่เหตุผลเบื้องหลังถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง”
ทำไมสารเคมีสำคัญขาดตลาด
กำมะถันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกรดซัลฟิวริก ทำให้ความล่าช้าในการขนส่งและแปรรูปกำมะถันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาอุปทานอย่างสม่ำเสมอ
ในปี 2025 กำมะถันที่ขนส่งทางเรือประมาณครึ่งหนึ่งของโลก มาจากตะวันออกกลาง
ขณะที่จีนมีสัดส่วนการส่งออกกรดซัลฟิวริกจากเอเชียในระดับสูงเมื่อปีที่ผ่านมา และยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก อุปทานที่หายไปจากจีนกำลังสร้างความกังวลให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ ที่เร่งหาทางเลือกจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว
แม้ผลกระทบจากการระงับส่งออกกรดซัลฟิวริกจะกระทบหลายอุตสาหกรรม แต่นักวิเคราะห์มองว่า ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ อาจเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
มารินา จาง ระบุว่า สถานการณ์นี้สะท้อน “ความย้อนแย้งของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด” เพราะแม้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะต้องพึ่งพาแร่ธาตุต่าง ๆ แต่กระบวนการแปรรูปกลับใช้พลังงานสูง ใช้สารเคมีเข้มข้น และมักสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เธอกล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศตะวันตกเลือกย้ายกิจกรรมอุตสาหกรรมที่ “สกปรก” เหล่านี้ออกไปยังประเทศอื่น
จับตาห่วงโซ่อุปทานการผลิตแบตเตอร์รี่
ขณะเดียวกัน กรดซัลฟิวริกยังมีบทบาทสำคัญในการแปรรูปโลหะ เช่น นิกเกิลและทองแดง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน
อุตสาหกรรมแปรรูปนิกเกิลของอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถูกมองว่าอาจได้รับผลกระทบอย่างมากจากมาตรการดังกล่าว
ปัจจุบัน อินโดนีเซียกลายเป็นผู้ผลิตนิกเกิลเกรดสำหรับแบตเตอรี่รายสำคัญของโลก ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่จีนรายใหญ่ อย่าง CATL

การแปรรูปแร่นิกเกิลคุณภาพต่ำให้กลายเป็นวัสดุสำหรับแบตเตอรี่ จำเป็นต้องใช้กรดซัลฟิวริกในปริมาณมาก ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า High-Pressure Acid Leaching
หากอุปทานกรดซัลฟิวริกยังคงตึงตัว โรงงานแปรรูปอาจต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความล่าช้าในการผลิต และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตแบตเตอรี่และผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
นักวิเคราะห์เตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการผลิตของโรงงานแปรรูป และสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ที่เผชิญความผันผวนอยู่แล้ว
ใครจะได้รับผลกระทบก่อน
นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมมองว่า กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบก่อน อาจไม่ใช่บริษัทเหมืองรายใหญ่ของโลก แต่เป็นผู้ผลิตรายเล็กและอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค ที่มีต้นทุนและกำไรจำกัดกว่า เพราะต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นและการแข่งขันซื้อวัตถุดิบที่มีจำกัด
นอกจากนี้ ความต้องการกรดซัลฟิวริกทั่วโลกราว 60 เปอร์เซ็นต์ ยังเกี่ยวข้องกับการผลิตปุ๋ย ทำให้หากสถานการณ์ขาดแคลนยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตรและราคาอาหารในอนาคตด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก
แม้รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเร่งขยายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและการแปรรูปแร่สำคัญ แต่หลายอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านนี้ ยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานสารเคมีที่เชื่อมโยงกับการกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมหนัก และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
สำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ ความกังวลในตอนนี้ไม่ใช่เพียงว่า กรดซัลฟิวริกจะยังมีเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงว่า หากปัญหาอุปทานยืดเยื้อ ใครจะยังสามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้
ห่วงโซ่อุปทานโลกจะปรับตัวได้หรือไม่
นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมมองว่า ผู้ผลิตจากประเทศอื่น เช่น แคนาดา รวมถึงโรงกลั่นในภูมิภาคต่าง ๆ อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันในตลาดโลกได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม การทดแทนการส่งออกจากจีนในระดับขนาดใหญ่ อาจเป็นเรื่องยากในระยะสั้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขนส่ง กำลังการผลิตสำรองที่มีจำกัด และความต้องการสูงจากทั้งอุตสาหกรรมปุ๋ยและแบตเตอรี่
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตบางส่วนคาดว่าจะเพิ่มการสำรองวัตถุดิบ และทำสัญญาจัดหาระยะยาวมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานในอนาคต
ภาวะตึงตัวของอุปทานในครั้งนี้ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม ให้เร่งขยายขีดความสามารถด้านการแปรรูปภายในประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอย่างออสเตรเลีย ที่กำลังผลักดันอุตสาหกรรมแร่สำคัญและการผลิตแบตเตอรี่
นักวิเคราะห์มองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงของการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกที่กระจุกตัว สำหรับสารเคมีอุตสาหกรรมและวัสดุแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกในวงกว้าง
มารินา จาง ระบุว่า มาตรการจำกัดการส่งออกครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศอย่างออสเตรเลียยังคงพึ่งพาเครือข่ายการแปรรูปและการผลิตระดับโลกอย่างมาก และอาจยิ่งเพิ่มแรงผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องขยายศักยภาพการแปรรูปภายในประเทศและร่วมมือกับพันธมิตรด้านห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและแบตเตอรี่
เธอกล่าวว่า แม้ออสเตรเลียจะมีทรัพยากรแร่จำนวนมาก แต่ศักยภาพด้านการแปรรูปขั้นปลาย เครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปทานสารเคมีส่วนใหญ่ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในต่างประเทศ
จางยังระบุว่า การพัฒนาศักยภาพด้านการแปรรูปภายในประเทศ ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างโรงงานกลั่นเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยระยะยาวอื่น ๆ เช่น การเข้าถึงวัตถุดิบเคมี แรงงานทักษะ ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตโดยรวม
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





