Watch FIFA World Cup 2026™

LIVE, FREE and EXCLUSIVE

Thai Voice: คุยหลังม่านกับ Gawdland ถึงชีวิต ความกดดัน และตัวตนที่ค้นพบผ่าน Drag

Header for web.jpg

หลังจากชนะในรายการ RuPaul's Drag Race UK vs the world ชื่อ Gawdland ได้กลายเป็นหนึ่งในศิลปินแดร็กที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ Credit: Warich Noochouy // SBS Thai

Gawdland เปิดใจถึงชีวิตจริงเบื้องหลังแสงไฟและชื่อเสียง ในบทสัมภาษณ์นี้ เธอสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับตัวตน ความท้าทายที่มาพร้อมกับการเป็นที่รักของแฟน ๆ พร้อมเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยถูกออกอากาศใน Drag Race และจะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งโลกของแดร็กหายไปจากชีวิตเธอ


Published

Updated

By Warich Noochouy

Source: SBS


Share this with family and friends


Gawdland เปิดใจถึงชีวิตจริงเบื้องหลังแสงไฟและชื่อเสียง ในบทสัมภาษณ์นี้ เธอสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับตัวตน ความท้าทายที่มาพร้อมกับการเป็นที่รักของแฟน ๆ พร้อมเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยถูกออกอากาศใน Drag Race และจะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งโลกของแดร็กหายไปจากชีวิตเธอ


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ในชั่วโมงนี้ หากจะพูดถึงแดร็กควีนที่มาแรง ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของโลก คงหนีไม่พ้น ชื่อของGawdland หรือธาราเทพ ทวีพล ผู้สร้างประวัติศาสตร์ไม่เพียงเป็นคนไทยคนแรกและยังเป็นเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์จากรายการระดับโลก RuPaul's Drag Race UK vs the world

ในโอกาสที่ Gawdland เดินทางมาโชว์ตัวที่ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมเวิลด์ทัวร์ของเธอ เอสบีเอส ไทย ได้มีโอกาสตามติดชีวิตหลังเวที พูดคุยกันถึงเบื้องหลังต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรายการที่หลายคนอาจไม่รู้

“like firecracker, I'm bout to light like firecracker, I'm ready to fight”

“พร้อมปะทุเหมือนพลุไฟ พร้อมลงสนาม พร้อมสู้สุดใจ”

เพลงประจำตัวที่เธอใช้ในการเปิดตัวครั้งแรกบนเวทีการแข่งขัน ที่ดึงทุกสายตาหันมามองเธอ

ในสัมภาษณ์วันนี้ เรามาทำความรู้ Gawdland ตั้งแต่ในวันที่มงยังไม่ลง กับ วันที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นเอเชียคนแรกที่ชนะในซีรีส์นี้ เบื้องหลังเมคอัพ เสียงหัวเราะ ชุดสุดอลัง มีอะไรบ้างที่เธอยังไม่เคยเล่า

1.jpg
Gawdland ขึ้นโชว์แรกในโปรแกรมทัวร์ออสเตรเลียที่เมลเบิร์น Credit: Warich Noochouy // SBS Thai

มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวคุณในช่วงก่อนเข้า Drag Race ที่แฟน ๆ อาจไม่เคยรู้หรือเดาไม่ถึงบ้าง?

คนมักคิดว่า Gawdland เป็นแดร็กมายาวนาน หรือทำมาตลอดชีวิต แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมาก จำได้ว่าตอนนั้นช่วงโควิด เพิ่งย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯใหม่ ช่วงปี 1 ปี 2 ตอนนั้นมีความฝันแล้วว่าอยากเป็นแดร็กควีน

แล้วรู้สึกมั่นใจว่า นี่คือสิ่งที่ฉันอยากทำ นี่คือสิ่งที่จะเอาไว้เลี้ยงชีพ จากนั้นก็ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้น ลงไปถึงแก่น ไปในคุณค่าของงานนี้ และเชื่อด้วยว่าหนูจะประสบความสำเร็จ และจะทำมันให้เกิดขึ้นได้ในสักวันหนึ่ง เหมือนเรา Manifest เอาไว้

หนูก็เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มันก็แค่การไปร่วมงานอีเวนต์ การออดิชั่น การคัดเลือก รายการประกวดต่างๆ และนั่นคือวิธีที่หนูเริ่มต้นการแต่งตัวเป็นแดร็กควีนแล้วฉันก็เรียนรู้จากจากเหล่าแดร็กควีนคนอื่นๆ ในวงการว่า โอเค พวกเขาทำแบบนี้ พวกเขาแต่งตัวแบบนี้ แบบนั้น

ก็ทำแบบนี้อยู่หนึ่งปี จนได้เป็นควีนประจำที่บาร์แห่งหนึ่งในสีลม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นแดร็กอาชีพ

จากนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ได้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand ออกอากาศไปเพียงสองตอน ก็ได้รับการติดต่อให้ไปร่วมรายการ RuPaul's Drag Race UK vs the World ซีซันที่3 ทันที

ทราบมาว่าช่วงแรกๆ ก็ยังแต่งหน้าไม่เป็นด้วยซ้ำ

ใช่ แล้วก็พัฒนาสิ่งนี้จากการฟังคำวิจารณ์แรงๆ แต่จริงใจ ส่วนใหญ่มาจากเจ้าของบาร์ที่หนูโชว์ประจำ เขาบอกว่าการแต่งหน้าของเราแย่มาก เราก็ยอมรับว่า มันแย่มากจริงๆ ต้องปรับปรุงอีกมาก แล้วเราก็เรียนรู้จากสิ่งนั้น ทักษะการแต่งหน้าของหนู ก็มาจากสิ่งนี้

ตอนที่ Gawdland เดินเข้าห้องเวิร์ครูม อะไรในตัวคุณที่คุณทิ้งเอาไว้

คนอ่อม คนน่าเบื่อ เพราะเมื่อคุณออกทีวีโดยเฉพาะทีวีระดับประเทศ แล้วมันคือรายการเรียลลิตี้ ดังนั้นคุณต้องทำอะไรสักอย่าง คุณต้องเสิร์ฟให้คนดู ต้องมีเนื้อหาให้กับโปรดิวเซอร์ นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ คุณไม่สามารถเป็นอินโทรเวิร์ตได้หรอก

แล้วยิ่งคุณก็เข้าร่วมรายการ Drag Race การทำคุณจะประสบความสำเร็จได้ คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่จำเป็นจริงๆ

สำหรับการเป็นแดร็กควีนในรายการนี้คือ คุณต้องเป็นคนชอบแสดงออก คุณต้องเป็นคนเปิดเผย คุณต้องส่งเสียงดัง คุณต้องบ้า เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
Gawdland กล่าว

พวกเขาต้องการวัตถุดิบ ดังนั้นหนูจึงทิ้งตัวตนที่น่าเบื่อของฉันไว้ข้างหลัง แล้วก็กลายเป็นคนที่ทะเล้น บ้าๆ บอๆ

เบื้องหลังลุครันเวย์ที่ดูเป๊ะและสวยสมบูรณ์แบบ แฟน ๆ อาจไม่เคยรู้ว่าคุณต้องแลกหรือเสียสละอะไรไปบ้าง

ความเจ็บปวดบนร่างกาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะฉันต้องใส่คอนแทคเลนส์ ต้องใส่คอร์เซ็ต มันเจ็บจริงๆ อย่างน้องชายหนูก็ปวด เพราะฉันใส่กางเกงรัดรูปและมันรัดแน่นมาก หรือแม้แต่รองเท้าส้นสูง คือมันเจ็บไปทั้งตัว

เป็นความเจ็บที่ยังทนได้ พวกคุณจะไม่เห็นความเจ็บปวดใดๆ หน้าเวทีทั้งสิ้น เพราะว่าต้องแสร้งทำเป็นว่ามันไม่เจ็บ

เบื้องหลังความสวยงามที่คุณเห็นนั้น มันคือความเจ็บปวดทั้งหมด

หลังจากมงลง มีเรื่องไหนในชีวิตที่ซับซ้อนขึ้นหรือจัดการยากขึ้นบ้างไหม

ไม่ (ตอบทันที) ทุกอย่างง่ายขึ้นกว่าเดิมา like, come on เมื่อคุณเป็นคนประสบความสำเร็จ เมื่อคุณเป็นคนร่ำรวย ทุกอย่างง่ายดาย ทุกอย่างสะดวกสบายเหลือเกิน ทุกอย่างมันดีมาก ฉันรักชีวิตตอนนี้

เหมือนกับก่อนหน้านี้ ทุกอย่างมันยากมากไปหมด ถ้าไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเงินมัน ถ้าจะเปรียบเทียบตัวเองวันนี้ในฐานะผู้มีมง กับตอนที่ยังไม่มีชื่อเสียง การจะคุยกับดีไซเนอร์ คุยกับช่างทำวิก มันต่างกันมาก วิธีที่คนทรีตคุณก็ต่างกัน จริงๆ มันก็เป็นสัจธรรมชีวิตอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ

2.jpg
Gawdland เล่าว่าประเทศที่อยากไปโชว์มากที่สุดแต่ยังไม่ได้ไปคือ สหรัฐอเมริกา Credit: Warich Noochouy // Warich Noochouy

แล้วมีอะไรที่คิดถึงบ้างไหม ในชีวิตก่อนที่จะมีมง

ไม่มีเลย หนูรักชีวิตตัวเองตอนนี้มาก เป็นหนูในเวอร์ชันที่เริ่ดที่สุดแล้ว

ได้ข่าวว่าตอนนี้มีโชว์แทบทุกวัน

ใช่ หนูมีแดร็กโชว์เรียกว่าแทบจะทุกวัน และทั่วโลก

ตอนนี้โชว์ไปแล้วกี่ประเทศ

ที่ไปโชว์มาแล้วก็จะมีที่ยุโรป เอเชีย และตอนนี้ออสเตรเลีย เดี๋ยวมีบินไปแคนาดา แล้วก็อังกฤษ จริงๆ ช่วงนี้คือช่วงต้นก็เวิลด์ทัวร์ของหนู

หลังจากที่คุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีความคาดหวังแบบไหนที่คนมักโยนมาให้ ซึ่งคุณรู้สึกว่าไม่ค่อยแฟร์กับตัวคุณเท่าไร?

หนูไม่ได้คิดว่ามันไม่แฟร์นะ จริงๆ มันก็แฟร์ที่คนจะคาดหวัง หรือหวังสูงจากคนที่ชนะรายการ RuPaul's Drag Race เพราะนี่คือการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่คนทั้งโลกมองอยู่ และเราคือ The winner of the world

หนูเลยไม่โทษที่พวกเขาจะตั้งความคาดหวังอะไรกับหนู ซึ่งกลับกัน มันเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำ เพราะมันคอยผลักดันเราให้เป็นควีนที่เริ่ดขึ้นไปอีกในทุกๆ วัน

แล้ว Gawdland คิดว่าชัยชนะที่ได้มา มันมอบอิสระให้กับเราหรือจริง ๆ แล้วมันมาพร้อมกับความคาดหวังและแรงกดดันใหม่ ๆ

ทั้งสองอย่าง ทั้งอิสระ และความกดดัน เพราะว่าเมื่อคุณชนะรายการใหญ่มา นั่นย่อมหมายความว่า ทุกลุคต่อจากนี้ ทุกโชว์ ทุกการแสดง มันต้องเสิร์ฟในอีกเลเวลหนึ่งเลย คุณไม่สามารถทำให้พวกเขา [คนดู] ผิดหวังได้

แต่จริงๆ จะผิดหวังบ้างก็ได้แหละ เพราะเราเป็นมนุษย์ สิ่งที่หนูทำคือแค่ทำทุกโชว์ให้มันดีที่สุด เท่าที่จะทำได้

3.jpg
Gawdland เป็นคนไทยคนแรกและยังเป็นเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์จากรายการระดับโลก RuPaul's Drag Race UK vs the world Credit: Warich Noochouy // SBS Thai

เอาล่ะ เรามาคุยเบื้องหลังการถ่ายทำบ้าง คิดว่าหลายคนอยากรู้ว่า มีเหตุการณ์ฮา ๆ อะไรเกิดขึ้นหลังกล้องที่แฟน ๆ ไม่เคยได้เห็น เพราะไม่ได้ถูกนำมาออกอากาศบ้างไหม

จริงๆ มันมีตอนหนึ่งที่ต้องแข่ง Snatch Game แล้วตอนนั้นแต่งโคฟเป็น Cardi B หนูเอานมปลอมมาใส่บนหัว แล้วเอาผ้าเช็ดตัวพันไว้ เพื่อที่กะว่าตอนเล่นเกมจะสะบัดให้นมหล่อนลงมา ซึ่งตอนถ่ายมันตลกมาก แต่มันเอามาออกอากาศไม่ได้ เพราะนี่คือช่อง บีบีซี ขนาดแม่ RuPaul ยังหันไปถามโปรดิวเซอร์ว่า เราเอาสิ่งนี้ออกอากาศได้ไหม

20-rupauls-drag-race.w704.h396.jpg
RuPaul เจ้าของรายการ Rupaul's drag race และยังถือเป็นไอคอน เมื่อพูดถึงวงการนี้

พูดถึงแม่ RuPaul อยากรู้ว่าทำงานของนางเป็นอย่างไรบ้าง

ชีเริ่ดมาก อเมซิ่งมาก ตัวจริงนางสูงมาก และเป็นคนใจดี นางเอ็นดูหนูมาก แบบที่หนูสัมผัสมันได้ การได้ทำงาน อยู่ร่วมเฟรมกันคนๆ นี้ คนที่เราเคยดูจากทีวีมันเหลือจะเชื่อ มันเป็นความรู้สึกเกินจะบรรยาย เพราะคนที่ยืนต่อหน้าเราคือ พระเจ้า คือแม่ของแดร็กทุกคนบนโลกนี้

กลับมาที่การแข่งขัน อยากรู้ว่าเตรียมตัวอย่างไร ตอนรู้ว่าต้องไปแข่งรายการนี้ที่คนทั้งโลกรับชม

จะพูดยังไงดี จริงๆ ด้วยความที่เราเคยแข่ง Drag Race Thailand มาก่อน เลยพอจะรู้ว่ามันต้องเจออะไรบ้าง การถ่ายทำมันจะเป็นยังไง ตอนที่ตอบรับไปแข่งที่อังกฤษ เราใช้เวลาจากนั้น 2 เดือนในการเตรียมทุกอย่าง จากบรีฟทุกอย่าง ทุกชาเล้นจ์ที่รายการซีซันนี้จะถ่ายทำ เขาส่งมาให้ราวๆ 10 หน้ากระดาษ A4

ตอนนั้นก็เริ่มคุยกับกับพี่ ปัน ปัน แพนไจน่า ฮีลส์ (Pangina Heals อดีตคนไทยผู้เข้าร่วมแข่งขันในรายการเดียวกันในซีซัน 1) และพี่อาร์ต อารยา โดยพี่ปันปัน จะดูเรื่อง Strategy เพราะเคยไปแข่งมาก่อน พี่อาร์ตดูเรื่องชุดทั้งหมด

พวกเราจะไปโยนไอเดียกันไปมา หนูจะเริ่มต้นด้วยการสร้างลุคที่อยากให้เป็น พี่อาร์ตจะช่วยดูความเป็นเป็นไปได้ ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ดูว่าชุดนี้จะออกมาแบบไหน จะใช้ดีไซเนอร์คนไหนทำชุดนี้

ซึ่งสุดท้ายทุกลุคที่ออกมารวมๆ กันแล้ว ราวๆ 120 กิโลกรัม ขนทั้งหมดไปถ่ายทำอีก 1 เดือนที่อังกฤษ

คุณคิดว่ามีภาพจำหรือความเข้าใจผิดอะไรเกี่ยวกับตัวคุณที่แฟน ๆ ได้รับจากการตัดต่อรายการ ซึ่งไม่ตรงกับตัวตนจริงของคุณบ้างไหม

โอ้วววว! แน่นอน หนูเป็นควีนที่ชอบอ่านคอมเมนต์ใน Reddit มาก คอมเมนต์ส่วนใหญ่ก็จะด่าหนูว่า ทำไมอีนี่ต้องกรี๊ด ต้องเสียงดังตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงแล้ว

หนูไม่ได้เสียงดังตลอดเวลา หนูมีกรี๊ดบ้าง ตะโกนโวกเวกบ้าง แต่เวลาเขาตัดต่อ เขาเลือกเอาช่วงเหล่านี้มาออกอากาศ คนเลยคิดว่าหนูเป็นคนน่ารำคาญ
Gawdland กล่าว

แต่เอาจริงๆ หนูก็ไม่ได้ซีเรียสกับคอมเมนต์พวกนี้นะ

ตลอดเส้นทางการเป็นแดร็กควีน คุณรู้สึกว่าความเข้าใจเกี่ยวกับตัวตน อัตลักษณ์ หรือการเป็นตัวของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

แน่นอน อย่างที่บอกไปว่าจริงๆ หนูเป็นคนขี้อาย ค่อนข้างอินโทรเวิร์ต เป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง แต่พอขึ้นหน้า ขึ้นผม หนูจะรู้สึกกลายเป็นอีกคน เป็นคนที่มั่นใจมากขึ้น เป็นคนที่กล้าแสดงออก

นั่นแสดงว่า การเป็นแดร็กควีนช่วยให้คุณได้สำรวจหรือปลดปล่อยตัวตนอะไรบ้าง ที่ก่อนหน้านี้ในชีวิตประจำวันคุณอาจไม่เคยกล้า หรือไม่มีพื้นที่ให้ได้แสดงออก

มันคือวิธีการมีปฏิกิริยากับผู้คน โดยเฉพาะเวลาแต่งแดร็ก คุณจับไมค์พูดอะไร คนจะฟังคุณ มันมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกอย่างที่คุณพูด ทุกเสียงที่คุณส่งไป จะได้รับการฟัง ดังนั้นการเป็นแดร็กควีน เปรียบเสมือนเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ที่ทรงพลังมากๆ ที่จะใช้ในการสื่อสาร การสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่าง encourage ผู้คน ใช้มันในการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งหนูก็ใช้เครื่องมือนับตั้งแต่นั้นจนวันนี้

Untitled design.jpg
ชุด "กินรี" ที่ Gawdland ภูมิใจเป็นพิเศษ Credit: Supplied / Phatthara Lertsukittipongsa

จากทุกลุคที่เคยนำเสนอบนรันเวย์ มีลุคไหนที่ผูกพันหรือภูมิใจเป็นพิเศษที่สุด และอะไรคือเรื่องราวหรือความหมายเบื้องหลังลุคนั้น

ลุคที่มีความหมายกับหนูมากที่สุด ขอยกให้เป็นลุค “กินรี” หรือที่ฝรั่งชอบเรียกว่า ชุดหุ่นยนต์ไก่ เพราะมันเป็นชุดในโจทย์ revisit ที่เอามาจากซีซันก่อนหน้า ที่ตอนนั้นรู้สึกว่ามันคือจุดต่ำสุดในชีวิตการเป็นแดร็ก เพราะตอนนั้นกรรมการไม่ชอบลุคนี้เลย พวกเขาเกลียดมัน พอมีโอกาสที่สองในโจทย์ revisit เลยอยากเอาสิ่งนี้กลับมาทำใหม่ให้ดีกว่าเก่า แล้วมันก็ประสบความสำเร็จ เลยกลายเป็นรันเวย์ลุคที่ภูมิใจเป็นพิเศษ

เคยมีคอนเซ็ปต์หรือลุคในฝันที่คุณอยากทำมาก ๆ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะมันใหญ่เกินไป ซับซ้อนเกินไป หรือแพงเกินไปบ้างไหม

จริงๆ พวกเสื้อโอต์กูตูร์ พวกเสื้อแบรนด์ไฮแฟชั่น ถ้ามีแบรนด์ไหนสนใจอยากทำงานร่วมกัน ทักมาได้นะคะ

กลับกันถ้าหากการขนส่ง เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา โชว์ในฝันของ Gawdland จะมีหน้าตาประมาณไหน

น่าจะเป็นชุดที่มีความอวกาศ futuristic มากๆ และอยากออกไปโชว์บนอวกาศ เพราะการเป็นนักบินอวกาศเคยเป็นความฝันของหนู ในเมื่อเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป มียานอวกาศของตัวเอง มีเงินแบบ Elon Musk หนูจะบินไปแสดงบนนั้น (หัวเราะ)

มีส่วนไหนของ Drag Race ที่คนดูอาจจะรักและตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็น แต่สำหรับผู้เข้าแข่งขันแล้วกลับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยชอบ

ดราม่า (ตอบทันที) ทุกการโต้เถียง การด่ากันในรายการ ไม่มีผู้เข้าแข่งขันคนไหนชอบมันเลย อย่างหนูเอง หนูก็ไม่ได้ชอบเอเนอจี้แบบนี้ บรรยากาศที่ต้องเถียงกัน แต่เราต้องทำ เพราะคนดูชอบ คนดูอยากดูดราม่า เราก็เสิร์ฟให้ แต่พอคัตจบ ในชีวิตจริง เราก็ไม่ได้มานั่งด่ากันแบบนี้

4.jpg
Gawdland กล่าวว่า คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่จำเป็นจริงๆ สำหรับการเป็นแดร็กควีนในรายการนี้คือ คุณต้องเป็นคนชอบแสดงออก Credit: Warich Noochouy // SBS Thai

ถ้าแดร็กหายไปจากโลกนี้ คุณคิดว่าตัวเองจะทำอาชีพอะไร

เอาจริงๆ นะ หนูคงกระโดดตึกไปเลย จากไปด้วยเลย เพราะแดร็กคือชีวิต คือทุกอย่างที่หนูชอบ และหลงไหลในศาสตร์ด้านนี้ แต่หวังว่ามันคงไม่มีวันนั้นเกิดขึ้น ไม่งั้นโลกก็ใจร้ายเกินไปป่ะ come on

Gawdland คิดว่าวงการแดร็กทั่วโลกสามารถเรียนรู้อะไรจากชุมชนแดร็กเอเชีย

หนูคิดว่าแดร็กเอเชียคือตัวแทนของความเป็นเลิศ ความดีเทล คือความใส่ใจ ความไม่เล่น

เห็นว่าแฟนๆ ที่ฟิลิปปินส์คือที่สุด ช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้หน่อย

หนูรักแฟนๆ ชาวฟิลิปปินส์มาก พวกเขาคือที่นับเบอร์วัน พวกเขาจะกรี๊ดมาเป็นกิโลเมตร จะกรี๊ดเสียงดังที่สุดเท่าที่จะดังได้ พวกเขาจะทรีตหนูเหมือนซุป’ตาร์ฮอลลีวูดคนหนึ่ง พวกเขาจะเข้ามาร้องเพลงประจำตัวของหนู

คนฟิลิปปินส์เขาอินกับแดร็กมาก พวกเขารักมันจากใจจริงๆ จากก้นบึ้งของหัวใจเลยก็ว่าได้ พวกเขาเข้าใจศิลปะของแดร็ก เรียกว่า “บูชา” ศาสตร์นี้ยังได้เลย ซึ่งมันงดงามมาก ในฐานะศิลปินที่ทำงานตรงนี้ คนฟิลิปปินส์คือตัวอย่างที่คนทั่วโลกควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะการทำงานด้านนี้มันใช้พลังเยอะมาก มันเหนื่อย มันต้องเสียสละอะไรหลายอย่าง ซึ่งศิลปินควรได้รับการซัพพอร์ตแบบที่คนฟิลิปปินส์เขาทำ

แล้วแดร็กชาวเอเชียล่ะ ทั้งคนที่เป็นเอเชียในออสเตรเลีย และในที่อื่นๆ มีอะไรอยากฝากถึงพวกเขาไหม

การจะมายืนในจุดที่หนูยืน ณ วันนี้ อย่างตอนที่หนูโดนปฏิเสธในช่วงแรกๆ หลายคนไม่รู้ว่าเบื้องหลังมันคือการทำงานทุกวัน ตั้งแต่การวางแผน รีเสิร์ช และเอามาพัฒนา การพีอาร์ก็สำคัญ การเสพสื่อเยอะๆ การไม่หยุดอยู่กับที่ การดูคนอื่นแล้วเอามาทดลอง เอามาฝึกฝน ซึ่งทั้งหมดนี้มันไม่ได้ยาก แต่มันอาศัยความอดทน

ดังนั้นสำหรับแดร็กเอเชียนทั้งหลายที่หากวันนี้คุณรู้สึกว่าเป็นชนกลุ่มน้อย ไม่มีแสง จงจำไว้ว่าคุณคือซูปเปอร์สตาร์ คุณคือดาว คุณมีความสามารถที่จะทำในทุกสิ่ง ทุกอย่างที่คุณฝัน ขอแค่คุณชื่อในตัวคุณเอง

คือหนูเข้าใจความรู้สึกการโดนปฏิเสธ การเป็นคนส่วนน้อย การถูกบีบให้รู้สึกว่าตัวคุณเล็ก อยากจะบอกว่า อย่าปล่อยให้สิ่งนั้นมาฉุดรั้งคุณ จงเชื่อในตัวเองว่าตัวคุณนั้นมีแสง และจงฝันให้ใหญ่เข้าไว้

ความอดทนคือสิ่งสำคัญ เมื่อเชื่อในตัวเองแล้ว จงอดทน และทำมัน ทำมันอย่างจริงจัง ซื่อสัตย์กับความฝันของตัวเอง และพิสูจน์ให้คนพวกนั้นที่ดูแคลนเราเห็นว่า พวกเขาคิดผิด เพราะท้ายในที่สุดแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนอื่นไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ความสามารถของตัวเราเอง หากความพยายามที่เราทำมาทั้งหมดมันเริ่ด มันปัง แล้วใครหน้าไหนอีกจะมาบอกว่าไม่ ถูกไหมล่ะ

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now