การรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกประจำปี 2026 (World Report 2026) ที่กรุงเทพฯ ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีการสรุปภาพรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
เรามาสำรวจว่าท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ทิศทางของ “สิทธิมนุษยชน” ในประเทศไทยกำลังมุ่งไปทางใด
สุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอสไทยว่า หากเปรียบเทียบกับเมื่อ 5 หรือ 10 ปีก่อน ภาพรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยยังคงมีลักษณะ “ย้อนแย้ง”
“รัฐบาลไทยให้คำมั่นในหลายเวทีระหว่างประเทศว่าจะส่งเสริมและเคารพสิทธิมนุษยชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติกลับสะท้อนแนวโน้มอีกด้านหนึ่ง”
เขาระบุว่า ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใด

มุมมองจากรัฐบาลไทย
รัฐบาลไทยระบุในรายงานแห่งชาติที่ยื่นต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภายใต้กระบวนการ UPR ว่า ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ โดยเน้นการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับต่าง ๆ
รายงานดังกล่าวยังชี้ว่า ไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ และให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษของสหประชาชาติ
รวมถึงเปิดรับการเยือนของผู้รายงานพิเศษในบางประเด็น ขณะเดียวกัน ไทยยังมีบทบาทในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ผ่านกลไกด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียน
ในประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง รัฐบาลยืนยันว่า การบังคับใช้กฎหมาย เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายความมั่นคงอื่น ๆ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
ด้าน กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกังวลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยชี้แจงว่า บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทยแตกต่างจากบางประเทศ และการประเมินสถานการณ์ควรคำนึงถึงกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณะอีกครั้ง หลังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ลงโทษจำคุกชายวัย 31 ปี เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ศาลวินิจฉัยว่าการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เข้าข่ายหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ ซึ่งยังอยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมาย
ขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันว่า การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติรัฐ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน
ความแตกต่างของมุมมองนี้ยังคงเป็นประเด็นถกเถียง ทั้งในเวทีระหว่างประเทศและภายในประเทศ

การเลือกตั้งกับประเด็นที่ถูกละเลย
ผลการเลือกตั้งล่าสุดเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยในขั้วอนุรักษนิยมได้คะแนนเสียงสูงสุด และมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางการดีลจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว
อย่างไรก็ตาม สุนัยตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่ได้ถูกหยิบยกเป็นวาระสำคัญของพรรคการเมืองใด ๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้
“ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นสาระสำคัญของพรรคการเมือง ที่กำลังช่วงชิงคะแนนนิยมกันอยู่ เราเห็นข้อจำกัดทั้งในส่วนที่เป็นคำสั่งทางกฎหมาย เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้พูดถึงประเด็นเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ การพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับ ม.112 ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง”
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า
ที่น่ากังวลคือการที่พรรคการเมืองต่างๆ เซนเซอร์ตัวเองเพราะกลัวว่าประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจะ (กลาย) เป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง แล้วจะเสียคะแนนนิยมสุนัย ผาสุก

“ปัญหาที่ไม่มีใครกล้าแตะ”
สุนัยมองว่าข้อจำกัดทั้งในเชิงโครงสร้างสังคมและกฎหมาย สะท้อนถึงขอบเขตสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
เขาระบุว่า แม้ไทยจะมีการเลือกตั้งและรัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศ แต่โครงสร้างทางกฎหมายบางประการที่ถูกวิจารณ์มาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 ยังคงมีผลบังคับใช้ และถูกนำมาใช้ในบริบทการเมืองปัจจุบัน ขณะเดียวกัน คดีความที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจุบันยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฉุกเฉินในช่วงโควิด-19 แม้มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิกแล้ว แต่บางคดียังคงอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
“ปัจจุบันมีคนเกือบจะ 2000 คน ที่ยังถูกดำเนินคดีเกี่ยวข้องกับมาตรการฉุกเฉินควบคุมโรคโควิด ทั้ง ๆ ที่มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว ถ้าไม่มีกฎหมาย ก็ไม่ควรต้องดำเนินคดี แต่ว่า ไม่มีใครกล้าแตะ”

กระแสอำนาจนิยมในภูมิภาค
สุนัยชี้ว่า หากมองในระดับภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า “การถดถอยของประชาธิปไตย”
เป็นที่น่าเสียใจที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในภาวะถดถอย เพราะความเป็นอำนาจนิยมมาแรงขึ้นในหลายหลายประเทศ ที่เป็นเผด็จการอยู่แล้วก็เป็นเผด็จการเข้มข้นขึ้น สิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานถูกปิดกั้นมากขึ้นสุนัย ผาสุก
เขายังกล่าวถึงกรณีผู้ลี้ภัยทางการเมือง โดยตั้งข้อสังเกตถึงสถานการณ์ที่คล้ายกับ “ตลาดแลกเปลี่ยน” ระหว่างรัฐที่มีแนวคิดคล้ายกัน
“มันเหมือนกับมีข้อตกลงบางอย่างที่ไทยแลกเปลี่ยนกับรัฐบาลเผด็จการต่างชาติในการช่วยไล่ล่า ติดตาม คนที่รัฐเหล่านั้นต้องการตัว ขณะเดียวกันไทยก็ได้รับความช่วยเหลือให้ไปไล่ล่า ติดตามคนที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลไทยที่ลี้ภัยในต่างประเทศด้วย”
สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่าง ไทย-กัมพูชา ก็เป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่องค์กรสิทธิมนุษยชนมีความกังวล
เนื่องจากพลเรือนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี และได้รับผลกระทบทั้งชีวิตและทรัพย์สินหลายแสนคนโดยไร้ความรับผิดชอบจากรัฐบาลของสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สุนัยชี้ว่า
“ทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันแต่ไม่มีการตรวจสอบที่เป็นกลางและโปร่งใส ทำให้ขาดความรับผิดชอบและการเยียวยา นอกจากนี้ยังมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งผิดอนุสัญญาออตตาวา แต่ทั้งสองประเทศยังคงละเมิดและไม่มีการตรวจสอบจากนานาชาติที่มีผลในทางปฏิบัติ”
สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม
สุนัยชี้ว่า การจำกัดเสรีภาพทางการเมืองส่งผลเชื่อมโยงไปถึงสิทธิมนุษยชนในมิติอื่น ๆ รวมถึงสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม
โครงการพัฒนาและการลงทุนขนาดใหญ่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เช่น การทำเหมืองแร่หายาก
ที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน หลังตรวจพบสารหนูปริมาณสูงอันตรายในแม่น้ำสายสำคัญในภูมิภาคหลายสาย
โดยนักสิ่งแวดล้อมเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอาจไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่กลไกระดับภูมิภาคยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบและความรับผิดชอบ
“พื้นที่ของการเรียกร้องสิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิชุมชน ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างปลอดภัย กลายเป็นว่าถ้าเรียกร้องถูกฟ้องกลับหรือถูกขู่ฆ่าก็มี”
ยังมีความหวังหรือไม่?
แม้จะมีข้อกังวลหลายด้าน สุนัยกล่าวว่ายังมีความหวัง หากเกิดเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน
“ยังคงมีความหวังอยู่บ้าง อาจจะเป็นก้าวเล็ก ๆ แต่ต้องอาศัยเจตจำนงความมุ่งมั่นในทางการเมืองของทุกภาคส่วน ให้เห็นว่ามีปัญหาอยู่จริงในเรื่องของการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ แล้วก็คลี่คลายโดยการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังจะหาทางออกร่วมกัน”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก และ Instagram







