ผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทยครั้งล่าสุดได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะเกินความคาดหมายกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ท่ามกลางบริบทความตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชา และความนิยมพรรคภูมิใจที่แทรกซึมไปยังรากหญ้าทั่วประเทศไทย
นักวิชาการต่างประเทศชี้ ปัจจัย “ชาตินิยม ความมั่นคง และเครือข่ายอำนาจระดับท้องถิ่น”
อาจเป็นกุญแจสำคัญที่อธิบายชัยชนะครั้งนี้ พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และบทบาทของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะต่อไป
ผศ.ดร.เกรก เรยมอนด์ อาจารย์อาวุโส ประจำศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศ (Strategic and Defence Studies Centre) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University: ANU)
เปิดเผยกับเอสบีเอส ไทย ว่าขัยชนะของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้มีความหมายกับการเมืองไทย และสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นดินอย่างไร

ผศ.ดร.เรยมอนด์มองว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเป็นผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย แม้จะเป็นที่รับรู้กันก่อนหน้าแล้วว่าพรรคมีฐานเสียงแข็งแกร่งและมีโอกาสเป็นพรรคอันดับหนึ่ง
แต่จำนวนที่นั่งที่ทิ้งห่างพรรคประชาชนอย่างชัดเจนสะท้อนว่ากระแสสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยขยายตัวมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่
ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ภูมิใจไทยมีคะแนนนำในภาคอีสานตอนล่างและพื้นที่บ้านใหญ่เป็นหลัก
แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยืนยันว่าความนิยมของพรรคภูมิใจไทยกระจายไปทั่วประเทศ แม้แต่ในภาคใต้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นของสส.แบบแบ่งเขตพรรคประชาธิปัตย์
ก็ยังพ่ายแพ้ให้จำนวนสส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนถึง 31 ที่นั่งจาก 59 เขต
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อ.เกรกชี้ให้เห็น คือบริบทความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นประเด็นหลักในการหาเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แสดงจุดยืนชาตินิยมอย่างแข็งกร้าว
ตั้งแต่การพูดถึงการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) การปกป้องอธิปไตย ไปจนถึงการโจมตีฝ่ายการเมืองอื่นว่ามีท่าทีอ่อนข้อหรือใกล้ชิดกับผู้นำกัมพูชา
สาร์นเหล่านี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางในพื้นที่จังหวัดใกล้ชิดชายแดนไทย-กัมพูชา
"ผลงานของอนุทินช่วงน้ำท่วมทางภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ดูไม่ทุกข์ร้อนว่ามีเรื่องเร่งด่วนต้องรีบแก้ วิธีรับมือน้ำท่วมครั้งร้ายแรงนั้นก็ดูวุ่นวาย ซึ่งเหตุภัยพิบัติครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไทยไปมากกว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเสียอีก"
ดูเหมือนว่าประชาชนจะให้น้ำหนักกับเหตุข้อพิพาทชายแดนมากกว่า เพราะอาจเป็นประเด็นที่ปลุกปั่นความรู้สึกเป็นปรปักษ์ที่มีต่อกัมพูชามาอย่างยาวนานอ.เกรกวิเคราะห์
เขายังมองว่าความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยสะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเมืองระดับฐานราก พรรคสามารถใช้เครือข่ายท้องถิ่นและความเชื่อมโยงกับกลไกรัฐ
โดยเฉพาะจากบทบาทเดิมของนายอนุทินในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบในหลายจังหวัด
แตกต่างจากพรรคประชาชนที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในเขตเมืองและกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่สามารถเจาะฐานเสียงในชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทิศทางการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียประเมินว่า รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะเป็นรัฐบาลอนุรักษนิยมที่ยึดโครงสร้างอำนาจเดิมเป็นหลัก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นกองทัพหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะไม่ได้เผชิญกับแรงกดดันการปฏิรูปอย่างจริงจัง รัฐบาลชุดใหม่น่าจะมุ่งรักษาสถานะเดิม (status quo) และสร้างความมั่นใจให้กับชนชั้นนำและกองทัพว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่กระทบต่อดุลอำนาจที่ดำรงอยู่
รัฐบาลภูมิใจไทยมีแนวโน้มปล่อยให้กองทัพดำเนินบทบาทตามกรอบเดิมต่อไป อาจไม่แตะเรื่องการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนการเกณฑ์ทหาร การลดบทบาททางการเมืองของกองทัพ
หรือการตรวจสอบงบประมาณด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง เพื่อแลกกับเสถียรภาพทางการเมืองและการไม่แทรกแซงจากนอกระบบ ซึ่งสะท้อนการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับอำนาจทหารที่ดำรงมายาวนานในระบบการเมืองไทย
ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ อ.เกรกแสดงความกังวลว่ารัฐบาลภูมิใจไทยอาจไม่มีวาระปฏิรูปเชิงลึกเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ซบเซาและผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นระบบ
พรรคภูมิใจไทยจะไม่แข่งขันกับกลุ่มธุรกิจผูกขาดที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นปัญหาในประเทศไทย และเป็นอุปสรรคขัดขวางการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะงักมาหลายปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดใหม่อาจสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติในแง่เสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย แม้จะแลกมากับโอกาสในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงก้าวหน้าที่สังคมบางส่วนคาดหวังไว้ก็ตาม

การเมืองไทยและสถานการณ์เพื่อนบ้าน
ในระดับภูมิภาค อ.เกรกมองว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะดำเนินนโยบายต่างประเทศในแนวอนุรักษนิยมและยึดหลักความมั่นคงของรัฐเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะในอาเซียน
ไทยมีแนวโน้มจะไม่ผลักดันวาระประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชนอย่างแข็งขัน แต่จะเลือกแนวทางที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาความสัมพันธ์กับชนชั้นนำทางการเมืองและกองทัพในภูมิภาคเป็นหลัก
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา อ.เกรกประเมินว่ารัฐบาลไทยภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยจะมีท่าทีสอดคล้องกับแนวทางเดิมของอาเซียนแบบ “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน”
และอาจเปิดพื้นที่ให้ความชอบธรรมกับกระบวนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเมียนมา มากกว่าการสนับสนุนฝ่ายต่อต้านหรือกลุ่มประชาธิปไตย
ซึ่งอาจสร้างแรงเสียดทานกับภาคประชาสังคมและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารในภูมิภาค แต่จะช่วยลดแรงปะทะทางการทูตในระยะสั้น
ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา แม้นายอนุทินจะใช้ท่าทีแข็งกร้าวด้านอธิปไตยและชาตินิยมเป็นเครื่องมือทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง
แต่เมื่อได้อำนาจแล้ว รัฐบาลไทยอาจปรับจุดยืนให้รอบคอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยมีแนวโน้มปล่อยให้กองทัพมีบทบาทนำในการกำหนดท่าทีด้านความมั่นคงชายแดน ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังคงเปราะบางและต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
ทำไมน้ำเงินเบียดส้มจนล้มแชมป์ได้
อ.เกรกมองว่าความได้เปรียบของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ชนบทมาจากความสามารถในการทำงานผ่านเครือข่ายการเมืองระดับฐานรากที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
พรรคมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับผู้นำท้องถิ่น หัวคะแนน และกลไกการบริหารระดับจังหวัด ที่สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมชนบท แตกต่างจากพรรคประชาชนที่อาศัยการรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์และกระแสอุดมการณ์เป็นหลัก
นโยบายและสาสน์ทางการเมืองของพรรคประชาชน แม้จะได้รับความนิยมสูงในเขตเมือง แต่กลับไม่สามารถแปลให้สอดคล้องกับชีวิตของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบท
โดยเฉพาะประเด็นต่อต้านคอร์รัปชัน การรื้อโครงสร้างอำนาจ หรือการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นเชิงนามธรรมและรับรู้ได้ยากในชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เมื่อเทียบกับสารของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นภาพผู้นำเข้มแข็ง ความมั่นคง และการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
นโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกลในปี 2023 คือมีเราไม่มีลุง แล้วตอนนี้เปลี่ยนเป็น มีเราไม่มีเทา ผมคิดว่าจุดขายการปราบคอรัปชันและกำจัดนายพลทรงอำนาจนั้นเอาชนะใจชาวบ้านไม่ได้ โดยเฉพาะชาวบ้านในชนบท
และในสถานการณ์ที่ประชาชนยังฝังใจกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาล่าสุด ท่าทีของพรรคประชาชนที่เน้นความสง สันติ และการเจรจาทางการทูตระหว่างประเทศ หักคะแนนนิยมของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ผมสังเกตว่าบางจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งกับกัมพูชามากที่สุด กลับถูกทิ้งระเบิดอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์ผู้ลี้ภัย
อาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นรู้สึกโกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องการให้ประเทศไทยแสดงท่าทีแข็งกร้าว นี่เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เก่าแก่ที่สุด และเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลในทางการเมือง คือ ไม่เลือกเราเขามาแน่"
ในมุมมองของอ.เกรก ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น หากแต่สะท้อนรอยแยกเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างการเมืองเชิงอุดมการณ์กับการเมืองเชิงเครือข่าย
รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเลือกแนวทางที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความต่อเนื่องของนโยบาย
และความสัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจเดิม ขณะที่ฝ่ายการเมืองเชิงปฏิรูปยังคงมีพื้นที่และบทบาทสำคัญในฐานะฝ่ายค้าน
ฟังสัมภาษณ์เรื่องนี้ได้ที่นี่:
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram







