สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชารุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ชาวบ้านอพยพแล้วกว่าครึ่งล้านคน ขณะผู้สื่อข่าวเผยความรุนแรง “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชายังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 โดยการปะทะกระจายตัวมากกว่า 10 จุดตลอดแนวชายแดนยาวกว่า 700 กิโลเมตร และยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน
เอสบีเอสไทยสัมภาษณ์ คลอเดีย ฟาร์ฮาต ผู้สื่อข่าวภาคสนามของ SBS News ซึ่งรายงานจากจังหวัดสระแก้ว พบว่าการสู้รบครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่ารอบเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
ความรุนแรงที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
คลอเดียระบุว่า ชาวบ้านที่อาศัยริมชายแดนมาตลอดชีวิตและคุ้นชินกับความตึงเครียด บอกตรงกันว่าเสียงระเบิดและเสียงปืนใหญ่ในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา “หนักที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน”
จนหลายครอบครัวต้องอพยพออกมาทันที นับเป็นครั้งแรกที่หลายคนต้องละทิ้งบ้าน และถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะกลับได้เมื่อใด
เธอรายงานอีกว่า พื้นที่พลเรือนได้รับผลกระทบทั้งสองฝั่งชายแดน บ้านเรือน โรงเรียน วัด และถนนได้รับความเสียหาย โรงพยาบาลบางแห่งต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง แม้ทั้งสองฝ่ายจะปฏิเสธว่าไม่ได้จงใจโจมตีพลเรือนก็ตาม
กองทัพไทยใช้การโจมตีทางอากาศ ส่วนกัมพูชาตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ ขณะที่กองทัพไทยเคลื่อนรถถังเข้าใกล้ชายแดน ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเรื่องการยิงที่ไม่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น
การอพยพครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเดิม โดยยอดรวมสองฝั่งชายแดนทะลุ 500,000 คน แล้ว เพิ่มจากประมาณ 380,000 คนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยคลอเดียระบุว่า จุดที่มีการสู้รบรุนแรงที่สุดคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่กองทัพไทยพยายามควบคุม
ต้นเหตุของการปะทะยังไม่ชัดเจน เหตุการณ์เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันจันทร์ หลังมีเหตุเล็ก ๆ ในวันอาทิตย์ ทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันว่าเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อน โดยยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง
ต่างจากครั้งก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่สหรัฐ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ กดดันให้เกิดการหยุดยิงสำเร็จ แต่ครั้งนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการแทรกแซงจากต่างชาติที่มีผลต่อสถานการณ์
คลอเดียระบุว่า ระหว่างการเดินทางลงพื้นที่ เธอเห็นขบวนรถทหารไทยเสริมกำลังจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่เองไม่คาดว่าสถานการณ์จะจบลงเร็ว ๆ นี้ รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้ลี้ภัยที่ก็เชื่อว่า “คงยังกลับบ้านไม่ได้ในระยะใกล้”
การเมืองไทยส่งผลต่อเหตุชายแดน?
ด้านการเมืองไทย การยุบสภาที่ประกาศวานนี้ (11 ธ.ค.) สร้างคำถามต่อจังหวะเวลาของเหตุปะทะ เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารเริ่มต้นเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น นายกฯ อนุทินยืนยันว่าการเมืองไม่กระทบการปฏิบัติงานของกองทัพ
อย่างไรก็ตาม คลอเดียมองว่าท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลในช่วงก่อนเลือกตั้งอาจมีผลทางการเมือง
โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มชาตินิยมและฐานเสียงนิยมทหารมักตอบสนองต่อเหตุชายแดนอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทย
สถานการณ์ชายแดนยังไม่มีแนวโน้มว่าจะคลี่คลาย หากไม่มีการเจรจาโดยตรงหรือการไกล่เกลี่ยจากต่างประเทศที่มีน้ำหนักเพียงพอ
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram













