เหตุธารน้ำแข็งถล่มในเนปาลเผยความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง และส่งสัญญาณเตือนไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของโลกที่มีภูมิประเทศลักษณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภัยจากธารน้ำแข็งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณเทือกเขาหิมาลัยเท่านั้น ประเทศที่มีธารน้ำแข็งอย่างนิวซีแลนด์อาจต้องเผชิญความเสี่ยงในลักษณะคล้ายกัน ทั้งจากการพังถล่มและน้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ประเด็นสำคัญ
- อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งละลายซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงหลายเหตุการณ์ต่อเนื่อง
- นิวซีแลนด์เผชิญความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งในลักษณะคล้ายกัน โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า สภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นอาจทำให้พื้นที่ภูเขาเสี่ยงต่อการถล่มมากขึ้น
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
เหตุธารน้ำแข็งถล่มครั้งรุนแรงที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชนบริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบต ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ภูเขา ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งซึ่งมีส่วนช่วยยึดโครงสร้างของภูเขาไว้
เหตุการณ์นี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่าเมื่อโลกร้อนขึ้น พื้นที่ภูเขาแห่งอื่นจะยิ่งเสี่ยงต่อภัยพิบัติในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบตในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็ง หิมะ และชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือเพอร์มาฟรอสต์ (permafrost) เปลี่ยนแปลงไป จนอาจทำให้ที่ลาดเขาบางแห่งในพื้นที่สูงขาดความมั่นคงมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังถล่ม ดินถล่ม และน้ำท่วมครั้งรุนแรง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเทือกเขาหิมาลัยเท่านั้น
เทือกเขาแอลป์ตอนใต้ของนิวซีแลนด์ที่มีลักษณะทางกายภาพหลายอย่างคล้ายคลึงกัน ทั้งธารน้ำแข็ง หน้าผาสูงชัน น้ำแข็ง หิมะ และหุบเขา ซึ่งหากเกิดการพังถล่มอย่างฉับพลัน อาจส่งมวลหิน น้ำแข็ง และน้ำปริมาณมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างได้
อย่างไรก็ตาม นิวซีแลนด์มีระดับความเสี่ยงต่อประชาชนแตกต่างจากเนปาล เนื่องจากมีผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงจำนวนน้อยกว่ามาก ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ลักษณะของภัยที่อาจเกิดขึ้นมีความคล้ายคลึงกัน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภูเขาเสียความมั่นคงได้อย่างไร
ภัยพิบัติในเนปาลเริ่มต้นขึ้นบนพื้นที่สูงเหนือหุบเขาผลการวิเคราะห์เบื้องต้นบ่งชี้ว่า มวลน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่พังถล่มลงมาจากลาดเขาของลังตัง ลีรุง ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสูงมากกว่า 7,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ซากหินและน้ำแข็งตกลงสู่แม่น้ำเลนเด โคลา ก่อให้เกิดกระแสน้ำที่ปะปนด้วยตะกอนและก้อนหินขนาดใหญ่ ไหลทะลักลงไปทำลายพื้นที่ด้านล่างอย่างรุนแรง
นักวิทยาศาสตร์ยังคงเร่งตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ มวลหินและน้ำแข็งที่ถล่มลงมาอาจปิดกั้นแม่น้ำชั่วคราว จนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ ก่อนที่มวลน้ำซึ่งสะสมอยู่ด้านหลังจะทะลักผ่านสิ่งกีดขวางออกมา
ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยกับสำนักข่าว AAP ว่า ระดับน้ำในพื้นที่ปลายน้ำเพิ่มสูงขึ้นถึง 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที
แรงสั่นสะเทือนจากการถล่มรุนแรงมากจนในตอนแรกถูกเข้าใจว่าเป็นแผ่นดินไหว หลังเครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวบันทึกสัญญาณขนาด 5.2 ได้
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบในเวลาต่อมาพบว่า พลังงานแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดจากการถล่มของธารน้ำแข็งเอง คำถามสำคัญในขณะนี้คือ เหตุใดธารน้ำแข็งจึงพังถล่มลงมา
อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุเพียงประการเดียว
พื้นที่ภูเขามีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเทือกเขาหิมาลัยซึ่งมีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกสูง ดังนั้น แผ่นดินไหว ฝนตกหนัก หิมะ และการเคลื่อนตัวตามธรรมชาติของธารน้ำแข็ง ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดการพังถล่มได้
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่เป็นตัวแปรในการกำหนดความมั่นคงของระบบเหล่านี้ได้
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งจะหดตัวและสูญเสียมวลน้ำแข็ง โดยปกติน้ำแข็งทำหน้าที่เสมือนกำแพงค้ำยัน ช่วยพยุงลาดเขาที่สูงชันให้มีความมั่นคง
เมื่อน้ำแข็งหายไป พื้นผิวหินข้างใต้จะสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น น้ำฝน และกระบวนการเยือกแข็งสลับกับการละลายซ้ำ ๆ น้ำจากธารน้ำแข็งที่ละลายยังสามารถซึมเข้าไปตามรอยแตกของหิน และอาจทำให้ลาดเขาอ่อนแอลง
นอกจากนี้ ชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือเพอร์มาฟรอสต์ ซึ่งเป็นพื้นดินที่แข็งตัวต่อเนื่องมานานหลายปี อาจละลายและทำให้ภูเขาสูญเสียปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยรักษาความมั่นคง
ดร.ไซมอน ค็อกซ์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากโครงการ Mountains to Sea ของสถาบัน Earth Sciences New Zealand เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างเงื่อนไขที่อาจทำให้มวลหินและน้ำแข็งในพื้นที่ภูเขาสูงขาดความมั่นคงมากขึ้น
เขากล่าวว่า สภาวะดังกล่าวอาจทำให้การพังถล่มและภัยพิบัติต่อเนื่องที่ตามมาเกิดขึ้นบ่อยครั้งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพังถล่มทุกครั้ง
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเตือนคือ ภาวะโลกร้อนอาจเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ จนทำให้ปัจจัยกระตุ้นทางธรรมชาตินำไปสู่ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่รุนแรงและเป็นอันตรายมากกว่าเดิม
เทือกเขาหิมาลัยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ภูมิภาคฮินดูกูช–หิมาลัยเป็นหนึ่งในพื้นที่ธารน้ำแข็งที่สำคัญที่สุดของโลก และนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภูมิภาคนี้กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว
พื้นที่ดังกล่าวมีธารน้ำแข็งมากกว่า 63,000 แห่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบแม่น้ำสายสำคัญ และมีบทบาทต่อความมั่นคงด้านน้ำและอาหารของประชากรหลายพันล้านคน
อย่างไรก็ตาม ธารน้ำแข็งเหล่านี้กำลังสูญเสียมวลน้ำแข็งในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น
ผลการประเมินของศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD เมื่อปี 2026 พบว่า อัตราการสูญเสียมวลน้ำแข็งของธารน้ำแข็งทั่วภูมิภาคฮินดูกูช–หิมาลัยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2000
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงได้หลายรูปแบบ
น้ำแข็งที่ละลายอาจทำให้ทะเลสาบธารน้ำแข็งขยายตัว เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันจากการแตกของทะเลสาบ
การหดตัวของธารน้ำแข็งยังอาจเผยให้เห็นลาดเขาที่ขาดความมั่นคง ขณะที่การละลายของชั้นดินเยือกแข็งถาวรสามารถทำให้หน้าผาหรือไหล่เขา ซึ่งเดิมถูกยึดไว้ด้วยพื้นดินที่แข็งตัว อ่อนแอลง นั่นหมายความว่า ภัยที่เกิดขึ้นในช่วงแรกอาจไม่ใช่ส่วนที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ความกังวลไม่ได้มีเพียงเรื่องที่ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ธารน้ำแข็งหดตัวเร็วขึ้น แต่ยังรวมถึงความเป็นไปได้ที่ภัยบนภูเขาเหตุหนึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดภัยอีกเหตุหนึ่งตามมา
เมื่อมวลน้ำแข็งหรือหินพังถล่มลงสู่แม่น้ำ ซากปรักหักพังอาจแทนที่น้ำปริมาณมหาศาล พัดพาก้อนหินและตะกอนไหลไปตามกระแสน้ำ หรือปิดกั้นทางน้ำชั่วคราว
หากเขื่อนธรรมชาติที่ก่อตัวขึ้นพังลง กระแสน้ำอาจไหลทะลักผ่านหุบเขาอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่มีสัญญาณเตือน ทำให้เหตุถล่มที่เกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลกลายเป็นภัยพิบัติที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรได้

เบนจามิน ฮอร์ตัน คณบดีคณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยซิตีแห่งฮ่องกง เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ภัยพิบัติในเนปาลอาจเป็นตัวอย่างของ ภัยพิบัติแบบผสมซ้อน (compound event) ซึ่งเกิดจากภัยหลายรูปแบบที่มีปฏิสัมพันธ์กัน จนทำให้เหตุการณ์มีความซับซ้อนและสร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้น
เขากล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่นี้เอง ทำให้การเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ภูเขาสูงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
นิวซีแลนด์อาจเผชิญเหตุการณ์แบบเดียวกันหรือไม่
แม้เทือกเขาแอลป์ตอนใต้ของนิวซีแลนด์จะอยู่ห่างจากเทือกเขาหิมาลัยหลายพันกิโลเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า นิวซีแลนด์ไม่ได้ปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
เอาเตอารัวหรือนิวซีแลนด์มีภูมิประเทศสูงชันและปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง ซึ่งมวลน้ำแข็ง หิน และเศษซากต่าง ๆ อาจพังถล่มและเคลื่อนตัวลงจากภูเขาอย่างรวดเรในอดีตเคยเกิดหิมะถล่มที่ประกอบด้วยมวลหินและน้ำแข็งขนาดใหญ่ในเทือกเขาแอลป์ตอนใต้มาแล้ว โดยส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ห่างไกล จึงไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนหรือโครงสร้างพื้นฐานมากนัก
ขณะนี้นักวิจัยกำลังศึกษาว่า ปัจจัยต่าง ๆ เช่น การหดตัวของธารน้ำแข็ง การสูญเสียมวลน้ำแข็งที่ช่วยค้ำยันลาดเขา ฝนตกหนัก น้ำจากน้ำแข็งละลาย กระบวนการเยือกแข็งสลับกับการละลาย และแผ่นดินไหว มีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร
นิวซีแลนด์กำลังเผชิญผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นต่อพื้นที่ภูเขาแล้ว
สถาบันวิจัยน้ำและบรรยากาศแห่งชาติของนิวซีแลนด์ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังดันแนวหิมะให้ขยับขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่าเดิม และทำให้ธารน้ำแข็งหดตัว
คาดว่า เมื่อสภาพภูมิอากาศอุ่นขึ้น ภูเขาในนิวซีแลนด์จะมีพื้นผิวหินโผล่ให้เห็นมากขึ้น และมีหิมะปกคลุมน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่านิวซีแลนด์จะต้องเผชิญภัยพิบัติรุนแรงในระดับเดียวกับเนปาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหนาแน่นของประชากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งสองประเทศมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน
หุบเขาในเทือกเขาหิมาลัยที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในสัปดาห์นี้ มีทั้งชุมชน ถนน สะพาน โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าพลังน้ำ และเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญตั้งอยู่ปลายน้ำจากพื้นที่ภูเขาที่ขาดความมั่นคงโดยตรง
ธารน้ำแข็งหลายแห่งในนิวซีแลนด์ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลกว่ามาก แต่ความห่างไกลไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหมดไป
หากเกิดการพังถล่มครั้งใหญ่ในเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ อาจยังส่งผลกระทบต่อผู้ที่เดินทางในพื้นที่ภูเขา โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ถนน หรือแม่น้ำในพื้นที่ด้านล่าง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ภัยจะไม่ได้เริ่มต้นในพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่ผลกระทบอาจเคลื่อนตัวไปถึงประชาชนได้ในที่สุด
สัญญาณเตือนที่ไม่ได้หยุดแค่เนปาล
ความสำคัญของภัยพิบัติในเนปาลไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า อะไรทำให้ธารน้ำแข็งแห่งนี้พังถล่มลงมา
นักวิทยาศาสตร์เตือนมานานแล้วว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งหดตัว ชั้นดินเยือกแข็งถาวรละลาย และรูปแบบของหิมะกับฝนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจทำให้ภูมิประเทศบนภูเขาสูงขาดความมั่นคง
ไซมอน ค็อกซ์ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลัง “สร้างเงื่อนไข” ที่อาจทำให้มวลหินและน้ำแข็งขาดความมั่นคง และเพิ่มโอกาสที่ภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งจะกระตุ้นให้เกิดภัยอีกประเภทตามมา
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุของเหตุถล่มในสัปดาห์นี้หรือไม่ แต่พวกเขาระบุว่า แนวโน้มในภาพรวมมีความชัดเจน นั่นคือ สภาพแวดล้อมบนภูเขาทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับเนปาลและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคหิมาลัย ซึ่งมีประชาชนหลายล้านคนอาศัยอยู่ใต้แนวเทือกเขา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจหมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากน้ำท่วมรุนแรง ดินถล่ม และหิมะถล่ม
ขณะที่ธารน้ำแข็งยังคงหดตัว นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลต่อความมั่นคงของภูเขาอย่างไร และภัยที่เกิดขึ้นอาจเคลื่อนตัวไปถึงพื้นที่ใดบ้าง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันภัยพิบัติครั้งต่อไป
— รายงานเพิ่มเติมโดยสำนักข่าวรอยเตอร์และ Australian Associated Press (AAP)
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ




