กระแสสนับสนุนพรรค วัน เนชัน (One Nation) ที่เพิ่มขึ้น กำลังทำให้การถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานในออสเตรเลียเข้มข้นขึ้นทั้งต่อผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียและผู้ที่กำลังวางแผนย้ายมา
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ซาอีด ซึ่งย้ายจากปากีสถานมาอยู่ที่เมลเบิร์นในปี 2024 ออสเตรเลียโดยรวมถือเป็นประเทศที่ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี
“ผมไม่เคยเจอท่าทีหรือพฤติกรรมต่อต้านผู้อพยพในที่ทำงานเลย” เขาบอกกับเอสบีเอส นิวส์
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวาทกรรมต่อต้านการย้ายถิ่นฐานที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในการถกเถียงทางการเมืองของออสเตรเลีย ซาอีดกล่าวว่า เขาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นว่า กระแสดังกล่าวอาจส่งผลต่อผู้อพยพเช่นเขาอย่างไร
ความกังวลของเขาเกิดขึ้นในช่วงที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญการถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานที่เข้มข้นขึ้น โดยประเด็นความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย แรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐาน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังเป็นปัจจัยหนุนให้พรรคการเมืองที่เรียกร้องให้ลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานได้รับการสนับสนุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตามการถกเถียงดังกล่าวทำให้ผู้อพยพบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่า พวกเขาถูกมองอย่างไรในประเทศที่ยังคงพึ่งพาการย้ายถิ่นฐาน ทั้งเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของประชากร และเติมเต็มปัญหาการขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน
ทำไมการย้ายถิ่นฐานยังสำคัญต่อออสเตรเลีย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การย้ายถิ่นฐานช่วยลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชากรที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศกำลังเผชิญ นั่นคือ ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น และการเติบโตของประชากรตามธรรมชาติชะลอตัวลง
เมื่อชาวออสเตรเลียจำนวนมากขึ้นเข้าสู่วัยเกษียณ ในขณะที่อัตราการเกิดยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ผู้กำหนดนโยบายจึงพึ่งพาการย้ายถิ่นฐานเพื่อช่วยรักษากำลังแรงงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ
การพึ่งพาแรงงานและประชากรจากการย้ายถิ่นฐานมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชากรออสเตรเลียเพิ่มขึ้นแตะ 28 ล้านคน และทำให้การย้ายถิ่นฐานกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ

แม้การย้ายถิ่นฐานจะถูกมองว่ามีส่วนเพิ่มแรงกดดันต่อปัญหาที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การถกเถียงเหล่านี้มักมองข้ามบทบาทสำคัญของการย้ายถิ่นฐานในการช่วยบรรเทาปัญหาด้านประชากรของประเทศ
ลิซ อัลเลน นักประชากรศาสตร์และอาจารย์อาวุโสจากศูนย์วิจัยนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า ประชากรในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่มีทั้งจำนวนและทักษะเพียงพอที่จะทดแทนแรงงานที่ทยอยเกษียณอายุ
“พูดง่าย ๆ คือ การย้ายถิ่นฐานช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากการที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะประชากรสูงวัย” อัลเลนกล่าว
อัลเลนกล่าวว่า การย้ายถิ่นฐานมีบทบาทสำคัญในการช่วยเติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดแคลน และรักษาระดับคุณภาพชีวิตของชาวออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า การย้ายถิ่นฐานมักกลายเป็นประเด็นที่รองรับความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ
“ชาวออสเตรเลียจำนวนมากกังวลว่าตัวเองจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ได้รับโอกาสเหมือนที่คนอื่นได้รับ ความรู้สึกเช่นนี้นำไปสู่ความไม่พอใจ” อัลเลนกล่าว
เธอเห็นว่า ความกังวลเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจากตัวผู้อพยพโดยตรง แต่เป็นคำถามที่ว่า ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกระจายอย่างเป็นธรรมหรือไม่ และประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันหรือเปล่า
การย้ายถิ่นฐานกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง
ความกังวลเหล่านี้ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในเวทีการเมืองออสเตรเลีย โดยการย้ายถิ่นฐานถูกหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ วิกฤตที่อยู่อาศัย และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดสะท้อนว่า กระแสสนับสนุนพรรควัน เนชัน (One Nation) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผลสำรวจระดับประเทศ 2 ชิ้น ซึ่งจัดทำบางส่วนหลังจาก พอลลีน แฮนสัน กล่าวสุนทรพจน์ที่ National Press Club เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พบว่า คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มขึ้น 2 จุดในทั้งการสำรวจของ DemosAU และ Morgan โดยคะแนนเสียงขั้นต้น (primary vote) อยู่ที่ร้อยละ 30 และร้อยละ 31.5 ตามลำดับ
ขณะที่ผลสำรวจของ Newspoll ซึ่งจัดทำในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ระบุว่าในปัจจุบัน พรรค One Nation มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 31 นำหน้าพรรคแรงงาน (Labor) เล็กน้อย ซึ่งมีคะแนนอยู่ที่ร้อยละ 30
นักวิเคราะห์มองว่า การเพิ่มขึ้นของคะแนนนิยมพรรค One Nation ไม่ได้เกิดจากประเด็นใดประเด็นหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากความไม่พอใจของประชาชนที่สะสมทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง
“สิ่งที่ผลสำรวจนี้บอกเรา ไม่ได้สะท้อนเรื่องของ One Nation มากนัก แต่สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนคิดอย่างไรกับพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรค” แมคอัลลิสเตอร์กล่าวกับเอสบีเอส นิวส์
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติออสเตรเลีย (ABS) ระบุว่า การย้ายถิ่นฐานสุทธิจากต่างประเทศ (Net Overseas Migration) แตะระดับสูงสุดในปี 2022–23 ที่เกือบ 538,000 คน ก่อนจะลดลงเหลือ 429,000 คนในปี 2023–24 และ 306,000 คนในปี 2024–25
การชะลอตัวของการย้ายถิ่นฐานดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติและความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการย้ายถิ่นฐานในออสเตรเลีย

ผลวิเคราะห์ล่าสุดของสถาบันโลวี (Lowy Institute) ระบุว่า ชาวออสเตรเลียร้อยละ 55 มองว่า จำนวนผู้อพยพที่เดินทางเข้าประเทศอยู่ในระดับ "สูงเกินไป" แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากผลสำรวจเมื่อปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 53 แต่เพิ่มขึ้นถึง 7 จุดจากปี 2024 และเข้าใกล้ระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 54 ซึ่งเคยบันทึกไว้ในปี 2018
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การย้ายถิ่นฐานกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนใช้แสดงออกถึงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศ
เอียน แมคอัลลิสเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย อธิบายว่า เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี ผู้คนมีงานทำและรู้สึกมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมมักเปิดรับการย้ายถิ่นฐานมากกว่า
แต่เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น และผู้คนกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในการทำงาน กระแสคัดค้านการย้ายถิ่นฐานก็มักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับไตยับ ซาอีด ผู้อพยพจากปากีสถาน การได้เห็นการถกเถียงที่มักทำให้ผู้อพยพถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ
“เมื่อเห็นข่าวแบบนี้ และเห็นว่าพรรคเหล่านี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จิตใต้สำนึกของเราก็เริ่มรู้สึกว่า ความเกลียดชังต่อผู้อพยพมีอยู่จริงในสังคม” เขากล่าว
ซาอีดยังตั้งคำถามว่า หากกระแสความรู้สึกเช่นนี้ยังเพิ่มขึ้น และพรรคการเมืองเหล่านี้ได้เข้ามามีอำนาจ จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้อพยพ
“นั่นจะสร้างความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของพวกเรา” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม แมคอัลลิสเตอร์มองว่า แม้ความกังวลเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวออสเตรเลียกำลังมีทัศนคติเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อพยพ
“ผู้คนกำลังกังวลเรื่องระดับของการย้ายถิ่นฐานมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต่อต้านการย้ายถิ่นฐานหรือผู้อพยพ เพราะโดยทั่วไปแล้วชาวออสเตรเลียยังเปิดรับผู้อพยพ” เขากล่าว
ผลสำรวจความคิดเห็นหลายชิ้นพบว่า ชาวออสเตรเลียมักแยกแยะระหว่างความกังวลเกี่ยวกับ จำนวนผู้อพยพ กับทัศนคติที่มีต่อ ผู้อพยพรายบุคคล แม้ว่าทั้งสองประเด็นอาจถูกนำมาผูกโยงกันในการถกเถียงทางการเมืองก็ตาม
แมคอัลลิสเตอร์ยังกล่าวว่า ผู้อพยพที่เพิ่งเริ่มสร้างชีวิตในออสเตรเลียอาจมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของความคิดเห็นสาธารณะมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศมานานหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้มากขึ้น ความกังวลเหล่านี้ก็มักจะค่อย ๆ ลดลง

มุมมองของชุมชนไทยในออสเตรเลีย
ออย นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Gender Studies ที่มหาวิทยาลัย University of Technology Sydney (UTS) และอดีตที่ปรึกษาด้านพหุวัฒนธรรม (Multicultural Advisor) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่เดินทางมาเรียนต่อออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2007 จนตอนนี้เป็นพลเมืองของออสเตรเลียแล้ว
เธอให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคการเมืองที่เกี่ยวโยงกับกระแสการต่อต้านผู้อพยพ โดยมีการจุดกระแสของ Monoculture หรือสังคมที่มีวัฒนธรรมเดียว ซึ่งออยมองว่าเป็นแนวคิดที่สวนทางกับทิศทางที่ออสเตรเลียยึดถือมาตลอดหลายทศวรรษ
"คำว่า Monoculture ไม่ได้ถูกใช้เป็นนโยบายมานานกว่า 50 ปีแล้ว หลังจากออสเตรเลียยกเลิก White Australia Policy และหันมาใช้นโยบายพหุวัฒนธรรม"
เธอกล่าวว่า แม้ออสเตรเลียจะเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการบูรณาการทางสังคม แต่การแก้ปัญหาควรอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนานโยบายพหุวัฒนธรรม ไม่ใช่การละทิ้งแนวทางดังกล่าว
ออยยังตั้งข้อสังเกตว่า หากออสเตรเลียกำหนดเงื่อนไขด้านภาษาอังกฤษที่เข้มงวดเกินไป หรือหันหลังให้กับความหลากหลาย อาจทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพจากทั่วโลก และลดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
"จุดแข็งของออสเตรเลียคือการเปิดรับ ความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และความหลากหลาย นั่นคือภาพลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ"
จากประสบการณ์การทำงานด้านนโยบายพหุวัฒนธรรม เธอเห็นว่าระบบของออสเตรเลียพยายามออกแบบบริการให้ตอบสนองผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง แม้จะมีข้อจำกัดด้านภาษา ซึ่งสะท้อนคุณค่าของสังคมที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันมากกว่าการหลอมทุกคนให้เหมือนกัน
“พหุวัฒนธรรมมันนำวิธีคิดวิธีแก้ปัญหาวิธีมองโลกวิธีตัดสินใจหลายๆ อย่างมารวมกันแล้วทำให้ออสเตรเลียมีความเข้มแข็ง เวลาเราดีเบตก็ดีเบตมาจากหลายมุมมอง ที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าออสเตรเลียจุดแข็งมันไม่ใช่ความ unity อย่างเดียวนะแต่มันคือ Fair go ใช่ไหมมันคือการเปิดรับ"
และมุมมองดังกล่าวก็สอดคล้องกับประสบการณ์ของ "ซัน" ชาวไทยที่ใช้ชีวิตในนครซิดนีย์มากว่า 10 ปี เขาให้ความคิดเห็นต่อกระแสการถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานและข้อเสนอที่ต้องการลดความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของออสเตรเลีย ซันมองว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนการเมืองมากกว่าความเป็นจริงของสังคม
"ผมคิดว่ามันเป็นแค่เครื่องมือทางการเมือง ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี คนก็มักหาคนกลุ่มอื่นมาเป็นแพะรับบาป"
เขาเชื่อว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในจุดแข็งของออสเตรเลีย และแม้ผู้ย้ายถิ่นควรเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อใช้ชีวิตและทำงาน แต่ก็ไม่ควรถูกคาดหวังให้ละทิ้งภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง
"ทุกคนควรรักษาเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของตัวเองไว้ ไม่ควรลืมรากเหง้าของตัวเอง"

ผู้ที่อยู่ต่างประเทศก็จับตาการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
การถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลียไม่ได้ถูกจับตามองเฉพาะภายในประเทศ แต่ยังได้รับความสนใจจากผู้ที่กำลังวางแผนจะเดินทางมาออสเตรเลียด้วย
ไครา ฟิตเรีย อัสมานู นักเรียนชาวอินโดนีเซีย เคยวางแผนจะมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียหลังจบมัธยมศึกษา เพราะมองว่าออสเตรเลียมีมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพและมีโอกาสในการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ
แต่หลังจากได้รับหนังสือตอบรับเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัยในปี 2025 เธอตัดสินใจไม่ย้ายมาออสเตรเลีย
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่า ข้อจำกัดด้านชั่วโมงการทำงาน และเส้นทางการอยู่ต่อหลังสำเร็จการศึกษา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอเปลี่ยนใจ

อัสมานูกล่าวว่า แม้การถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานในออสเตรเลียจะไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้เธอเปลี่ยนใจ แต่ก็มีส่วนทำให้มุมมองที่เธอมีต่อประเทศนี้เปลี่ยนไป
“ข่าวเกี่ยวกับการประท้วงต่อต้านการย้ายถิ่นฐานที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในฐานะนักศึกษาต่างชาติที่ต้องไปใช้ชีวิตเพียงลำพังในต่างประเทศ” เธอให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์
“มันยังทำให้คิดว่าการจะใช้ชีวิตที่นั่น สร้างอาชีพ และอาจยื่นขอพำนักถาวรในอนาคต คงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น”
แม้จะตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียในเวลานี้ แต่อัสมานูยังคงมองว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่เปิดกว้างและให้การต้อนรับผู้คน และไม่ปิดโอกาสที่จะกลับมาศึกษาหรือใช้ชีวิตที่นี่ในอนาคต
สำหรับผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกออสเตรเลียเป็นจุดหมายในการเรียนหรือการย้ายถิ่นฐาน ความแตกต่างระหว่างภาพลักษณ์ของประเทศที่เปิดรับผู้คน กับกระแสการถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานที่ร้อนแรงขึ้น กลายเป็นสิ่งที่ยากจะมองข้าม
หลากมุมมองจากชุมชนไทยในโลกออนไลน์ต่อกระแสการย้ายถิ่นทั่วโลก
การถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในออสเตรเลีย แต่ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในบริบททางการเมือง
ในสังคมออนไลน์ของคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ประเด็นนี้ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง และสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย
ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ ความแตกต่างของคำว่า "ผู้อพยพ" (immigrant) กับ "ผู้ลี้ภัย" (refugee) และ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seeker) โดยผู้แสดงความคิดเห็นบางส่วนเห็นว่า การนำคำว่า "ผู้อพยพ" มาเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะคนไทยที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะถือวีซ่าประเภทใด ต่างก็เป็นผู้ย้ายถิ่นในความหมายหนึ่งเช่นกัน
ขณะที่บางคนมองว่า ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจไม่ได้หมายถึงผู้อพยพทั้งหมด แต่พุ่งเป้าไปที่ผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยมากกว่า
นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นบางส่วนระบุว่า ไม่ต้องการให้ตนเองถูกเหมารวมอยู่ในกลุ่มผู้อพยพที่ถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาทำงาน เสียภาษี และสร้างชีวิตในประเทศที่อาศัยอยู่ด้วยความพยายามของตนเอง
ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีความเห็นที่ตั้งคำถามถึงการแบ่งแยกระหว่างผู้อพยพแต่ละกลุ่ม โดยมองว่า ไม่ว่าผู้คนจะย้ายถิ่นฐานมาด้วยเหตุผลใด ต่างก็เป็นผู้ย้ายถิ่นเช่นเดียวกัน และควรสนับสนุนกันให้สามารถตั้งหลักและเติบโตในสังคมใหม่ได้ มากกว่าการแบ่งแยกว่าใครเป็นผู้อพยพที่ "ดี" หรือ "ไม่ดี"
การถกเถียงในโลกออนไลน์เหล่านี้สะท้อนว่า แม้แต่ในหมู่คนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศเอง ก็ยังมีมุมมองต่อประเด็นการย้ายถิ่นฐาน ตั้งแต่การตีความความหมายของคำว่า "ผู้อพยพ" ไปจนถึงบทบาทของผู้ย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัยในสังคมที่หลากหลายและแตกต่างกัน
แม้นโยบายพหุวัฒนธรรม (multiculturalism) ยังคงเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของรัฐบาลออสเตรเลีย แต่แนวทางดังกล่าวก็เดินควบคู่ไปกับการทบทวนและปรับปรุงระบบการย้ายถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง
เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลกลางได้เสร็จสิ้นการทบทวนกรอบนโยบายพหุวัฒนธรรมครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความสามัคคีในสังคม ความครอบคลุม และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ท่ามกลางจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ที่กำลังจับตาออสเตรเลียจากต่างประเทศ การถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานและนโยบายเหล่านี้กำลังมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะยื่นขอวีซ่าเสียอีก
ขณะที่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียแล้ว หรือผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะย้ายมา ตัวแปรสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า นโยบายถูกเขียนไว้อย่างไร แต่ยังรวมถึงว่า นโยบายเหล่านั้นถูกสังคมตอบรับและตีความอย่างไรในทางปฏิบัติด้วย
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





