ข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้านออสเตรเลีย ที่เสนอให้ผู้ถือสัญชาติออสเตรเลียเพียงสัญชาติเดียวจึงจะเข้าถึงสวัสดิการบางประเภทของรัฐได้ กำลังสร้างการถกเถียงในหลายชุมชนผู้อพยพ รวมถึงชุมชนไทยในออสเตรเลีย แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ห้ามถือสองสัญชาติอย่างชัดเจน แต่สำหรับคนไทยจำนวนมาก คำถามเรื่อง “การเลือกสัญชาติ” กลับเชื่อมโยงกับความรักชาติ ตัวตน ครอบครัว และความหมายของคำว่า “บ้าน” มากกว่าสถานะทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ข้อเสนอด้านนโยบายของพรรคร่วมฝ่ายค้านออสเตรเลีย ที่เสนอให้ผู้ถือสัญชาติออสเตรเลียเพียงสัญชาติเดียวจึงจะเข้าถึงสิทธิบางอย่าง เช่น เงินบำนาญผู้สูงอายุ เงินช่วยเหลือผู้พิการ และสวัสดิการบางประเภทของรัฐ กำลังสร้างการถกเถียงในหลายชุมชนผู้อพยพในออสเตรเลีย
แองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำพรรคร่วมฝ่ายค้านออสเตรเลีย กล่าวกับ Sky News ว่า ผู้อพยพ “ต้องตัดสินใจเลือก” ระหว่างการถือสัญชาติออสเตรเลีย หรือคงสัญชาติเดิมของตนไว้ ภายใต้ข้อเสนอปฏิรูประบบสวัสดิการและตรวจคนเข้าเมืองของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
ข้อเสนอดังกล่าวกำหนดให้ผู้พำนักถาวร (permanent residents) ต้องเปลี่ยนเป็นพลเมืองออสเตรเลียก่อน จึงจะสามารถเข้าถึงสวัสดิการบางประเภทได้
ฝ่ายสนับสนุนมองว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการเชื่อมสิทธิด้านสวัสดิการเข้ากับสถานะความเป็นพลเมือง และสร้างแรงจูงใจให้ผู้พำนักถาวรเปลี่ยนเป็นพลเมืองออสเตรเลียอย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้อาจส่งผลต่อผู้อพยพจากบางประเทศ เช่น จีน อินเดีย สิงคโปร์ หรือ ญี่ปุ่น ซึ่งไม่อนุญาตให้ประชาชนถือสองสัญชาติ ทำให้บางคนอาจต้องสละสัญชาติเดิม หากต้องการเข้าถึงสวัสดิการของออสเตรเลียในอนาคต
ทำไมประเด็นนี้จึงละเอียดอ่อน
ถึงแม้ว่าแม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีกฎหมายห้ามถือสองสัญชาติอย่างชัดเจน แต่เมื่อประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในชุมชนไทยออสเตรเลีย กลับสร้างการถกเถียงอย่างกว้างขวาง
แต่สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ “สัญชาติ” ไม่ได้เป็นเพียงสถานะทางกฎหมาย หากยังเชื่อมโยงกับเรื่องครอบครัว มรดก การถือครองทรัพย์สิน ภาษา วัฒนธรรม และความรู้สึกผูกพันกับประเทศบ้านเกิด
ในกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียของชุมชนไทยออสเตรเลีย บางคนมองว่า การตั้งคำถามให้คนต้อง “เลือก” ระหว่างสองประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงเงื่อนไขในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
ขณะที่บางคนมองว่า หากต้องเลือกจริง พวกเขาอาจเลือกถือสัญชาติออสเตรเลีย เพราะชีวิต งาน และครอบครัวอยู่ที่นี่แล้ว
เคน คนไทยในนครซิดนีย์ ให้ความเห็นกับเอสบีเอส ไทย ว่า หากต้องเลือก เขาอาจเลือกถือสัญชาติออสเตรเลีย เพราะชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่นี่แล้ว
“เหตุผลคือเราลงหลักปักฐานที่นี่แล้ว ลูกก็โตที่นี่ ส่วนที่ไทยแทบไม่มีทรัพย์สินหรือครอบครัวแล้ว” เขากล่าว พร้อมมองว่าคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีบางเสียงที่สะท้อนความไม่พอใจต่อค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตในออสเตรเลีย โดยมองว่า การถือสัญชาติออสเตรเลียไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าถึงสวัสดิการหรือคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอไป
ด้าน มอส สมาชิกชุมชนไทยในออสเตรเลีย มองว่า ผู้อพยพจำนวนมากที่ถือสองสัญชาติสามารถดูแลตัวเองได้ โดยไม่ได้พึ่งพาสวัสดิการของรัฐ แม้ยังคงเสียภาษีเหมือนประชาชนทั่วไป
“ผู้อพยพจำนวนมากที่ถือสองสัญชาติไม่ได้ใช้สวัสดิการของรัฐเลย พวกเขาสามารถดูแลตัวเองได้และยังคงเสียภาษีเหมือนคนทั่วไป” เขากล่าว
มอสยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะได้ประโยชน์อะไรจากการผลักดันนโยบายที่อาจทำให้คนต้องสละสัญชาติเดิมของตน
พร้อมมองว่า หากรัฐบาลต้องการให้ผู้คนยอมถือสัญชาติออสเตรเลียเพียงอย่างเดียว รัฐก็ควรปรับปรุงคุณภาพบริการสาธารณะให้ดีขึ้น ทั้งในด้านค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และบริการภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า สำหรับหลายครอบครัวที่มีความผูกพันกับทั้งสองประเทศ การต้องเลือกเพียงสัญชาติเดียวอาจเป็นเรื่องยาก เพราะเกี่ยวข้องกับครอบครัวและรากเหง้าของชีวิตในทั้งสองประเทศ
ความผูกพันต่อชาติกับสังคมพหุวัฒนธรรมออสเตรเลีย
สำหรับผู้ย้ายถิ่นจำนวนมาก การถือสองสัญชาติไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิทางกฎหมาย แต่เป็นวิธีรักษาความเชื่อมโยงกับทั้งสองประเทศไปพร้อมกัน
หลายคนสร้างชีวิต ครอบครัว และอนาคตไว้ในออสเตรเลีย ขณะเดียวกันก็ยังมีพ่อแม่ ทรัพย์สิน ภาษา หรือความรู้สึกผูกพันอยู่กับประเทศบ้านเกิด ทำให้แนวคิดเรื่องการ “เลือกข้าง” กลายเป็นคำถามที่ซับซ้อนกว่าประเด็นสวัสดิการเพียงอย่างเดียว
งานวิจัยด้านอัตลักษณ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมออสเตรเลียมหาวิทยาลัย เซาท์เทิร์นครอส (Southern Cross University) ยังชี้ว่า สำหรับผู้ย้ายถิ่นจำนวนมาก “ความเป็นออสเตรเลีย” ไม่ได้ถูกกำหนดจากสถานะทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการได้รับการยอมรับ การมีส่วนร่วมในสังคม และความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นอีกด้านที่มองข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้านในเชิงการเมืองมากขึ้น
กัมปนาท คนไทยในนครซิดนีย์ มองว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนกระแสชาตินิยมที่กำลังเติบโตในออสเตรเลีย และเป็นความพยายามเชื่อมโยง “ความผูกพันต่อชาติ” เข้ากับสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
“ฝ่ายผู้สนับสนุนอาจมองว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนแสดงความผูกพันและความจงรักภักดีต่อออสเตรเลียอย่างชัดเจน” เขากล่าว
“ขณะที่ผู้คัดค้านอาจมองว่าแนวคิดนี้ขัดกับหลักสังคมพหุวัฒนธรรม (multiculturalism) เพราะประชาชนจำนวนมากถือสองสัญชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ควรถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานเพียงเพราะยังคงรักษาสัญชาติเดิมไว้”
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาด้านพหุวัฒนธรรมของออสเตรเลียหลายชิ้น ที่มองว่า สังคมพหุวัฒนธรรมเปิดพื้นที่ให้ผู้ย้ายถิ่นสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเดิมไว้ได้ ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมออสเตรเลียไปพร้อมกัน
“คนในสังคมสองประเภท” เสียงวิจารณ์จากภายในฝ่ายค้าน
ขณะเดียวกัน ภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านเอง ก็เริ่มมีเสียงวิจารณ์ต่อข้อเสนอดังกล่าว
แอนดรูว์ แม็กลัคลัน วุฒิสมาชิกพรรคเสรีนิยม กล่าวกับ ABC ว่า เขากังวลว่าข้อเสนอนี้อาจทำให้เกิด “คนในชุมชนสองประเภท” แม้ทุกคนจะเสียภาษีและมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจของประเทศเหมือนกัน
“ดูเหมือนว่านโยบายของพรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังสร้างสมาชิกในสังคมสองประเภท” เขากล่าว
“ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายต่างเสียภาษีและมีส่วนช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ แต่กลับมีเพียงกลุ่มเดียวที่เข้าถึงสวัสดิการบางประเภทได้”
แม็กลัคลันยังระบุด้วยว่า สำหรับผู้อพยพบางคน การสละสัญชาติเดิมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับสถานะครอบครัว ภาระส่วนตัว และข้อจำกัดของแต่ละประเทศ
เขามองว่า ประเด็นนี้ควรนำไปสู่การถกเถียงในวงกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของการเป็นพลเมืองออสเตรเลีย
และแม้ข้อเสนอของฝ่ายค้านจะถูกกรอบไว้ในฐานะนโยบายเศรษฐกิจและสวัสดิการ แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับผู้ย้ายถิ่นในหลายชุมชนอาจสะท้อนว่า สำหรับคนจำนวนมาก “สัญชาติ” ไม่ได้หมายถึงเพียงสถานะทางกฎหมายแต่ผูกโยงกับคำอัตลักษณ์และความผูกพันต่อบ้านของพวกเขา
และสำหรับผู้ย้ายถิ่นจำนวนมากความหมายของคำว่าบ้าน อาจจะลึกซึ้งไปมากกว่าสถานที่อยู่อาศัยและไม่ได้มีเพียงแห่งเดียวเสมอไป
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแ





