Watch FIFA World Cup 2026™

LIVE, FREE and EXCLUSIVE

Thai Voice: "ที่นี่หนูได้ใช้ Miss" ประสบการณ์หญิงข้ามเพศไทยกับการรับรองเพศสภาพในออสเตรเลีย

Emmy_ of ALC Header Side-By-Side + Cutout.jpg

เอมมี ภีรฎา เลิศรุ่งเจริญ หญิงข้ามเพศชาวไทยในนครบริสเบน Credit: Supplied/Peerada Loedrungjaroen

เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับ เอมมี ภีรฎา เลิศรุ่งเจริญ หญิงข้ามเพศชาวไทยในนครบริสเบน ถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตในออสเตรเลีย ที่เธอสามารถใช้คำนำหน้าชื่อในเอกสารทางการได้ตรงกับตัวตนของตนเอง พร้อมมุมมองจาก เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia ว่าเหตุใดการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายจึงเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย สุขภาพจิต ศักดิ์ศรี และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม


Published

By Chayada Powell

Source: SBS



Share this with family and friends


เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับ เอมมี ภีรฎา เลิศรุ่งเจริญ หญิงข้ามเพศชาวไทยในนครบริสเบน ถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตในออสเตรเลีย ที่เธอสามารถใช้คำนำหน้าชื่อในเอกสารทางการได้ตรงกับตัวตนของตนเอง พร้อมมุมมองจาก เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia ว่าเหตุใดการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายจึงเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย สุขภาพจิต ศักดิ์ศรี และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม


ประเด็นสำคัญ

  • เอมมี ภีรฎา หญิงข้ามเพศชาวไทยในรัฐควีนส์แลนด์ บอกว่าการได้ใช้คำนำหน้าชื่อ "Ms." ในออสเตรเลีย ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจและได้รับการยอมรับมากขึ้น
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจาก Equality Australia ระบุว่าการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายส่งผลต่อสุขภาพจิต ความปลอดภัย และการเข้าถึงโอกาสในชีวิตประจำวัน
  • แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ แต่คนข้ามเพศยังไม่สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อหรือข้อมูลเพศในเอกสารราชการให้สอดคล้องกับเพศสภาพของตนได้

ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่

วันแรกที่ ภีรฎา หรือ "เอมมี" เลิศรุ่งเจริญ เดินเข้าไปเปิดบัญชีธนาคารหลังเดินทางมาถึงออสเตรเลีย เธอยังถือหนังสือเดินทางไทยที่ระบุคำนำหน้าชื่อว่า "Mr."

เจ้าหน้าที่ธนาคารมองเอกสาร ก่อนเงยหน้าขึ้นมามองเธออีกครั้งจากนั้นจึงถามคำถามสั้น ๆ ที่เธอยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้

"เธออยากใช้คำนำหน้าที่ตรงกับตัวตนของเธอไหม อยากใช้ Miss ไหม"

สำหรับใครหลายคน คำถามดังกล่าวอาจเป็นเพียงขั้นตอนเล็ก ๆ ในการเปิดบัญชีธนาคาร แต่สำหรับหญิงข้ามเพศชาวไทยคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตมานานโดยที่เอกสารราชการไม่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของตนเอง คำถามนั้นกลับมีความหมายมากกว่าที่หลายคนคิด

"หนูรู้สึกว่าประเทศนี้เปิดกว้างให้หนูได้เป็นตัวเองจริง ๆ ไม่ตัดสินว่าหนูเป็นอะไร หรือในบัตรประจำตัวเขียนว่าอะไร"

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการถกเถียงเกี่ยวกับการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายและการอนุญาตให้คนข้ามเพศสามารถใช้คำนำหน้าชื่อที่สอดคล้องกับเพศสภาพของตนได้

ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม และการยอมรับตัวตน ขณะที่ผู้คัดค้านบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ และการให้บริการทางการแพทย์

สำหรับเอมมี ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อข้อถกเถียงหรือประเด็นทางสังคมแต่มันคือสิ่งที่เธอต้องเผชิญมาตลอดชีวิต

ความทรงจำในวัยเด็ก

เอมมีเล่าว่า ความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เธอจำได้ว่า ในวัยเด็กเคยถูกผู้ใหญ่บางคนห้ามไม่ให้เล่นกับเด็กผู้หญิงคนอื่น

"เขาบอกว่า อย่ามาใกล้ลูกหลานเขา"

แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงอยู่ในความทรงจำของเธอและอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การได้รับการยอมรับในตัวตนมีความหมายต่อเธอมากเป็นพิเศษหลังย้ายมาออสเตรเลีย เอมมีเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่าง

ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในนครบริสเบนและกำลังศึกษาด้านกฎหมายการย้ายถิ่นฐานที่ Griffith University

เธอบอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดไม่ใช่เพียงการใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่คือความรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับจากสังคม

"ตอนนี้หนูมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ไม่อายว่าคนจะมองหนูกับบัตรประจำตัวยังไง"

เธอเล่าว่า ในอดีตทุกครั้งที่ต้องยื่นเอกสารหรือแสดงตัวตนต่อบุคคลอื่น มักรู้สึกไม่มั่นใจและกังวลว่าจะถูกมองอย่างไร

แม้แต่เหตุการณ์เล็ก ๆ อย่างการเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศไทยแล้วข้อความต้อนรับบนหน้าจอปรากฏว่า

"Welcome Mr. Peerada"

แม้จะเป็นเพียงระบบอัตโนมัติ แต่สำหรับเธอมันคือการตอกย้ำว่าตัวตนที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวันยังไม่ได้รับการยอมรับในเอกสารทางการ

Emmy 2 edited.jpg
เอมมีได้เข้าร่วมประกวด Miss Brisbane Thai festival 2026 การประกวดที่เปิดกว้างให้กับคนทุกเพศวัย Credit: Supplied

"คนที่ไม่ได้รับผลกระทบ อาจไม่เข้าใจว่ามันสำคัญแค่ไหน"

เอมมีเชื่อว่าหลายครั้งคนที่ไม่ได้เผชิญปัญหานี้โดยตรงอาจไม่เข้าใจว่าการมีเอกสารที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนส่งผลต่อชีวิตมากเพียงใด

"คนที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เขาอาจไม่เข้าใจว่ามันสำคัญกับเรามากแค่ไหน"

เธอมองว่าหากประเทศไทยอนุญาตให้คนข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

"มันช่วยเติมเต็มข้างในจิตใจเรา ช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิต"

เธอเปิดเผยว่าการมีโอกาสเปลี่ยนคำนำหน้าให้ตรงกับเพศสภาพนอกจากนี้ยังอาจช่วยเพิ่มโอกาสทางอาชีพในบางสายงานที่มีข้อกำหนดด้านเอกสารหรือการเดินทางระหว่างประเทศ

"บางอาชีพอาจเปิดโอกาสให้เรามากขึ้นอย่างเช่นแอร์โฮสเตส ถ้าเอกสารของเราตรงกับตัวตน"

ส่วนข้อกังวลที่ว่า การอนุญาตให้บุคคลข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้าชื่ออาจส่งผลต่อการวินิจฉัยหรือการรักษาพยาบาล เอมมีมองว่า ในประสบการณ์ของเธอ ระบบการรักษาไม่ได้อาศัยคำนำหน้าชื่อเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะพิจารณาจากประวัติทางการแพทย์และข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

"หนูคิดว่าไม่เกี่ยวนะคะ เพราะสำหรับตัวหนูที่ไปหาแพทย์ที่นี่ เขาก็ไม่ได้ต้องมาถามย้ำว่าหนูเป็นเพศอะไร หรือเคยเป็นอะไรมาก่อน แต่ถ้าเป็นการรักษาแบบซีเรียส คุณหมอก็จะถามประวัติเราก่อนอยู่แล้วว่าเคยผ่าตัดอะไรมาบ้าง หรือเคยมีการผ่าตัดใหญ่หรือเปล่า"สำหรับกรณีฉุกเฉิน เอมมีเชื่อว่า การปฐมพยาบาลเบื้องต้นไม่ได้แตกต่างกันตามเพศสภาพของผู้ป่วย

"ถ้าเราเกิดหมดสติ หรือประสบอุบัติเหตุอยู่ข้างนอก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือเพศอะไร ก็ช่วยเหลือเหมือนกันทุกคน"

กฎหมายกับคำนำหน้าชื่อ

อย่างไรก็ตาม เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia ระบุว่า ประเด็นสำคัญของการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายเป็นการทำให้บุคคลสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรี ขณะที่ข้อมูลด้านสุขภาพยังคงสามารถบันทึกและใช้ประกอบการรักษาได้ตามความจำเป็น

เฮเทอร์ กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าคำนำหน้าชื่อเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยแต่สำหรับคนข้ามเพศแล้ว เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง

"เมื่อเราเรียกคนข้ามเพศด้วยชื่อหรือคำนำหน้าที่ถูกต้อง พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวตนของตนได้รับการยอมรับ รู้สึกปลอดภัย และรู้ว่านี่คือพื้นที่ที่พวกเขาสามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ"

ในทางกลับกัน งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการถูกเรียกผิดเพศหรือไม่ได้รับการยอมรับในตัวตน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความรู้สึกปลอดภัย และคุณภาพชีวิต

เธออธิบายว่า การรับรองเพศสภาพตามกฎหมายเป็นเรื่องพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของคนข้ามเพศ

"การมีเอกสารยืนยันตัวตนที่ถูกต้องอาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่ความจริงแล้วมีความสำคัญมากกว่านั้น"

เพราะส่งผลต่อการเข้าถึงบริการต่าง ๆ การทำงาน การศึกษา การเดินทาง และแม้แต่การจัดการเรื่องเอกสารในชีวิตประจำวัน

เธอระบุว่า เมื่อข้อมูลในเอกสารราชการไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของบุคคล อาจทำให้คนข้ามเพศเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ การถูกเปิดเผยเพศสภาพโดยไม่สมัครใจ หรือการถูกคุกคามในชีวิตประจำวัน

Heather edited.jpg
เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia Credit: Supplied/ Equality Australia

คำนำหน้ากับอุปสรรคในชีวิตประจำวัน

เฮเทอร์ยกตัวอย่างว่า คนข้ามเพศจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการทางการแพทย์ เพราะกังวลว่าจะถูกเปิดเผยเพศสภาพโดยไม่ตั้งใจ หรือไม่ได้รับการปฏิบัติตามเพศที่ตนเป็น

"เราทราบว่าคนข้ามเพศเข้ารับบริการทางการแพทย์ในอัตราที่ต่ำกว่าคนที่เพศกำเนิดและเพศสภาพตรงกัน เหตุผลหนึ่งคือความกังวลว่าระบบต่าง ๆ อาจทำให้พวกเขาถูกเปิดเผยเพศสภาพโดยไม่ตั้งใจ อาจไม่ได้รับความเคารพ หรือไม่ได้รับการปฏิบัติตามเพศที่ตนเป็นและสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่แย่ลงด้วย "

เธอกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระบบสาธารณสุขแต่ยังเกิดขึ้นในสถานศึกษา สถานที่ทำงาน และกระบวนการสมัครงาน

"ลองจินตนาการว่าคุณผ่านการสัมภาษณ์งานแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาส่งเอกสาร คุณกลับถูกเปิดเผยเพศสภาพทันที ทั้งที่คุณอาจไม่ได้ต้องการให้เกิดขึ้น"

ประวัติการต่อสู้ของคนข้ามเพศในออสเตรเลีย

ทุกวันนี้ ออสเตรเลียอาจถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ แต่เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

ในอดีต คนข้ามเพศที่ต้องการเปลี่ยนข้อมูลเพศในสูติบัตรของออสเตรเลีย จะต้องผ่านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพเสียก่อน จึงจะมีสิทธิได้รับการรับรองตามกฎหมาย

เธออธิบายว่า ระบบดังกล่าวกีดกันคนข้ามเพศจำนวนไม่น้อย เพราะบางคนไม่สามารถเข้าถึงการผ่าตัดได้ ขณะที่บางคนก็ไม่ได้ต้องการเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งในบางกรณีอาจส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตรของบุคคลนั้นด้วย

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2018-2024 เมื่อหลายรัฐและดินแดนของออสเตรเลียทยอยปฏิรูปกฎหมาย เปิดทางให้คนข้ามเพศสามารถได้รับการรับรองเพศสภาพได้ง่ายขึ้น

แม้รายละเอียดของกฎหมายในแต่ละรัฐจะยังแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันทั่วประเทศในปัจจุบันคือ ไม่มีรัฐใดกำหนดให้บุคคลต้องผ่านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพก่อนจึงจะเปลี่ยนข้อมูลในสูติบัตรได้อีกต่อไป

"ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากความพยายามของคนข้ามเพศและผู้สนับสนุนจำนวนมากที่ต่อสู้มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ"

เปลี่ยนกฎหมายเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม เฮเทอร์มองว่า การปฏิรูปกฎหมายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

ความท้าทายที่แท้จริง คือการทำให้ระบบต่าง ๆ ในสังคมปรับตัวตาม ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถานที่ทำงาน ระบบสาธารณสุข ธนาคาร หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้สิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน

"แม้จะมีการปฏิรูปกฎหมายแล้ว แต่ระบบต่าง ๆ มักใช้เวลานานกว่าจะปรับตัวให้สอดคล้องกับเพศสภาพที่ได้รับการรับรอง"เธออธิบายว่า ในอดีต อุปสรรคสำคัญคือผู้คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าคนข้ามเพศคือใคร และใช้ชีวิตอย่างไร

แม้ปัจจุบันสังคมจะรู้จักและมองเห็นคนข้ามเพศมากขึ้น ความท้าทายในประเด็นนี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบและกำลังสร้างความกังวลกับชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

"ในออสเตรเลีย เรากำลังเห็นที่รุนแรงและสร้างความแตกแยกในเวทีการเมืองและสื่ออย่างกว้างขวางมากขึ้นอย่างเป็นปรากฎการณ์"

เธอกล่าวว่า กระแสต่อต้านและการทำให้ประเด็นคนข้ามเพศกลายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะอิทธิพลจากการถกเถียงในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ทำให้การผลักดันนโยบายและการปฏิรูปกฎหมายในหลายประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น

พร้อมกันนั้น เธอยังเตือนว่า สิทธิที่ได้รับการรับรองแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะคงอยู่ตลอดไป หากไม่มีการปกป้องอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ในประเทศไทยสะท้อนอะไร

เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์ในประเทศไทย เฮเทอร์กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดกว้างและยอมรับคนข้ามเพศมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียในเชิงสังคม

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยสะท้อนปรากฏการณ์เดียวกับหลายประเทศทั่วโลก

"บางครั้งกฎหมายก็ตามไม่ทันในสิ่งที่ผู้คนคิดและเชื่ออยู่มาก"

เธอระบุว่า ความไม่สอดคล้องระหว่างตัวตนกับเอกสารราชการอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในการทำงาน อุปสรรคในการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ

แม้บริบทของไทยและออสเตรเลียจะแตกต่างกัน แต่เฮเทอร์เชื่อว่าหลักการพื้นฐานยังคงเหมือนกัน

"ทุกคนต้องการได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีและความเคารพ และต้องการมีพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแสดงตัวตนของตนเอง"เธอมองว่า กฎหมายมีบทบาทสำคัญในการทำให้ความก้าวหน้าทางสังคมได้รับการรับรองและฝังรากลึกมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับรองเพศสภาพตามกฎหมายไม่ใช่เพียงเรื่องของเอกสาร หากเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวในออสเตรเลียที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ+) กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต สามารถติดต่อ QLife ได้ที่ 1800 184 527

หรือดูข้อมูลบริการช่วยเหลือเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ QLife และ ReachOut ส่วนผู้มีภาวะอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) สามารถขอรับการสนับสนุนจาก Intersex Peer Support Australia ได้ที่เว็บไซต์ isupport.org.au

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now