เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับ เอมมี ภีรฎา เลิศรุ่งเจริญ หญิงข้ามเพศชาวไทยในนครบริสเบน ถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตในออสเตรเลีย ที่เธอสามารถใช้คำนำหน้าชื่อในเอกสารทางการได้ตรงกับตัวตนของตนเอง พร้อมมุมมองจาก เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia ว่าเหตุใดการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายจึงเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย สุขภาพจิต ศักดิ์ศรี และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ประเด็นสำคัญ
- เอมมี ภีรฎา หญิงข้ามเพศชาวไทยในรัฐควีนส์แลนด์ บอกว่าการได้ใช้คำนำหน้าชื่อ "Ms." ในออสเตรเลีย ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจและได้รับการยอมรับมากขึ้น
- ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจาก Equality Australia ระบุว่าการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายส่งผลต่อสุขภาพจิต ความปลอดภัย และการเข้าถึงโอกาสในชีวิตประจำวัน
- แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ แต่คนข้ามเพศยังไม่สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อหรือข้อมูลเพศในเอกสารราชการให้สอดคล้องกับเพศสภาพของตนได้
ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่
วันแรกที่ ภีรฎา หรือ "เอมมี" เลิศรุ่งเจริญ เดินเข้าไปเปิดบัญชีธนาคารหลังเดินทางมาถึงออสเตรเลีย เธอยังถือหนังสือเดินทางไทยที่ระบุคำนำหน้าชื่อว่า "Mr."
เจ้าหน้าที่ธนาคารมองเอกสาร ก่อนเงยหน้าขึ้นมามองเธออีกครั้งจากนั้นจึงถามคำถามสั้น ๆ ที่เธอยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้
"เธออยากใช้คำนำหน้าที่ตรงกับตัวตนของเธอไหม อยากใช้ Miss ไหม"
สำหรับใครหลายคน คำถามดังกล่าวอาจเป็นเพียงขั้นตอนเล็ก ๆ ในการเปิดบัญชีธนาคาร แต่สำหรับหญิงข้ามเพศชาวไทยคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตมานานโดยที่เอกสารราชการไม่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของตนเอง คำถามนั้นกลับมีความหมายมากกว่าที่หลายคนคิด
"หนูรู้สึกว่าประเทศนี้เปิดกว้างให้หนูได้เป็นตัวเองจริง ๆ ไม่ตัดสินว่าหนูเป็นอะไร หรือในบัตรประจำตัวเขียนว่าอะไร"
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการถกเถียงเกี่ยวกับการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายและการอนุญาตให้คนข้ามเพศสามารถใช้คำนำหน้าชื่อที่สอดคล้องกับเพศสภาพของตนได้
ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม และการยอมรับตัวตน ขณะที่ผู้คัดค้านบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ และการให้บริการทางการแพทย์
สำหรับเอมมี ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อข้อถกเถียงหรือประเด็นทางสังคมแต่มันคือสิ่งที่เธอต้องเผชิญมาตลอดชีวิต
ความทรงจำในวัยเด็ก
เอมมีเล่าว่า ความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เธอจำได้ว่า ในวัยเด็กเคยถูกผู้ใหญ่บางคนห้ามไม่ให้เล่นกับเด็กผู้หญิงคนอื่น
"เขาบอกว่า อย่ามาใกล้ลูกหลานเขา"
แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงอยู่ในความทรงจำของเธอและอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การได้รับการยอมรับในตัวตนมีความหมายต่อเธอมากเป็นพิเศษหลังย้ายมาออสเตรเลีย เอมมีเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่าง
ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในนครบริสเบนและกำลังศึกษาด้านกฎหมายการย้ายถิ่นฐานที่ Griffith University
เธอบอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดไม่ใช่เพียงการใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่คือความรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับจากสังคม
"ตอนนี้หนูมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ไม่อายว่าคนจะมองหนูกับบัตรประจำตัวยังไง"
เธอเล่าว่า ในอดีตทุกครั้งที่ต้องยื่นเอกสารหรือแสดงตัวตนต่อบุคคลอื่น มักรู้สึกไม่มั่นใจและกังวลว่าจะถูกมองอย่างไร
แม้แต่เหตุการณ์เล็ก ๆ อย่างการเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศไทยแล้วข้อความต้อนรับบนหน้าจอปรากฏว่า
"Welcome Mr. Peerada"
แม้จะเป็นเพียงระบบอัตโนมัติ แต่สำหรับเธอมันคือการตอกย้ำว่าตัวตนที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวันยังไม่ได้รับการยอมรับในเอกสารทางการ

"คนที่ไม่ได้รับผลกระทบ อาจไม่เข้าใจว่ามันสำคัญแค่ไหน"
เอมมีเชื่อว่าหลายครั้งคนที่ไม่ได้เผชิญปัญหานี้โดยตรงอาจไม่เข้าใจว่าการมีเอกสารที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนส่งผลต่อชีวิตมากเพียงใด
"คนที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เขาอาจไม่เข้าใจว่ามันสำคัญกับเรามากแค่ไหน"
เธอมองว่าหากประเทศไทยอนุญาตให้คนข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
"มันช่วยเติมเต็มข้างในจิตใจเรา ช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิต"
เธอเปิดเผยว่าการมีโอกาสเปลี่ยนคำนำหน้าให้ตรงกับเพศสภาพนอกจากนี้ยังอาจช่วยเพิ่มโอกาสทางอาชีพในบางสายงานที่มีข้อกำหนดด้านเอกสารหรือการเดินทางระหว่างประเทศ
"บางอาชีพอาจเปิดโอกาสให้เรามากขึ้นอย่างเช่นแอร์โฮสเตส ถ้าเอกสารของเราตรงกับตัวตน"
ส่วนข้อกังวลที่ว่า การอนุญาตให้บุคคลข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้าชื่ออาจส่งผลต่อการวินิจฉัยหรือการรักษาพยาบาล เอมมีมองว่า ในประสบการณ์ของเธอ ระบบการรักษาไม่ได้อาศัยคำนำหน้าชื่อเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะพิจารณาจากประวัติทางการแพทย์และข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
"หนูคิดว่าไม่เกี่ยวนะคะ เพราะสำหรับตัวหนูที่ไปหาแพทย์ที่นี่ เขาก็ไม่ได้ต้องมาถามย้ำว่าหนูเป็นเพศอะไร หรือเคยเป็นอะไรมาก่อน แต่ถ้าเป็นการรักษาแบบซีเรียส คุณหมอก็จะถามประวัติเราก่อนอยู่แล้วว่าเคยผ่าตัดอะไรมาบ้าง หรือเคยมีการผ่าตัดใหญ่หรือเปล่า"สำหรับกรณีฉุกเฉิน เอมมีเชื่อว่า การปฐมพยาบาลเบื้องต้นไม่ได้แตกต่างกันตามเพศสภาพของผู้ป่วย
"ถ้าเราเกิดหมดสติ หรือประสบอุบัติเหตุอยู่ข้างนอก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือเพศอะไร ก็ช่วยเหลือเหมือนกันทุกคน"
กฎหมายกับคำนำหน้าชื่อ
อย่างไรก็ตาม เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia ระบุว่า ประเด็นสำคัญของการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายเป็นการทำให้บุคคลสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรี ขณะที่ข้อมูลด้านสุขภาพยังคงสามารถบันทึกและใช้ประกอบการรักษาได้ตามความจำเป็น
เฮเทอร์ กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าคำนำหน้าชื่อเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยแต่สำหรับคนข้ามเพศแล้ว เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
"เมื่อเราเรียกคนข้ามเพศด้วยชื่อหรือคำนำหน้าที่ถูกต้อง พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวตนของตนได้รับการยอมรับ รู้สึกปลอดภัย และรู้ว่านี่คือพื้นที่ที่พวกเขาสามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ"
ในทางกลับกัน งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการถูกเรียกผิดเพศหรือไม่ได้รับการยอมรับในตัวตน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความรู้สึกปลอดภัย และคุณภาพชีวิต
เธออธิบายว่า การรับรองเพศสภาพตามกฎหมายเป็นเรื่องพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของคนข้ามเพศ
"การมีเอกสารยืนยันตัวตนที่ถูกต้องอาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่ความจริงแล้วมีความสำคัญมากกว่านั้น"
เพราะส่งผลต่อการเข้าถึงบริการต่าง ๆ การทำงาน การศึกษา การเดินทาง และแม้แต่การจัดการเรื่องเอกสารในชีวิตประจำวัน
เธอระบุว่า เมื่อข้อมูลในเอกสารราชการไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของบุคคล อาจทำให้คนข้ามเพศเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ การถูกเปิดเผยเพศสภาพโดยไม่สมัครใจ หรือการถูกคุกคามในชีวิตประจำวัน

คำนำหน้ากับอุปสรรคในชีวิตประจำวัน
เฮเทอร์ยกตัวอย่างว่า คนข้ามเพศจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการทางการแพทย์ เพราะกังวลว่าจะถูกเปิดเผยเพศสภาพโดยไม่ตั้งใจ หรือไม่ได้รับการปฏิบัติตามเพศที่ตนเป็น
"เราทราบว่าคนข้ามเพศเข้ารับบริการทางการแพทย์ในอัตราที่ต่ำกว่าคนที่เพศกำเนิดและเพศสภาพตรงกัน เหตุผลหนึ่งคือความกังวลว่าระบบต่าง ๆ อาจทำให้พวกเขาถูกเปิดเผยเพศสภาพโดยไม่ตั้งใจ อาจไม่ได้รับความเคารพ หรือไม่ได้รับการปฏิบัติตามเพศที่ตนเป็นและสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่แย่ลงด้วย "
เธอกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระบบสาธารณสุขแต่ยังเกิดขึ้นในสถานศึกษา สถานที่ทำงาน และกระบวนการสมัครงาน
"ลองจินตนาการว่าคุณผ่านการสัมภาษณ์งานแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาส่งเอกสาร คุณกลับถูกเปิดเผยเพศสภาพทันที ทั้งที่คุณอาจไม่ได้ต้องการให้เกิดขึ้น"
ประวัติการต่อสู้ของคนข้ามเพศในออสเตรเลีย
ทุกวันนี้ ออสเตรเลียอาจถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ แต่เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
ในอดีต คนข้ามเพศที่ต้องการเปลี่ยนข้อมูลเพศในสูติบัตรของออสเตรเลีย จะต้องผ่านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพเสียก่อน จึงจะมีสิทธิได้รับการรับรองตามกฎหมาย
เธออธิบายว่า ระบบดังกล่าวกีดกันคนข้ามเพศจำนวนไม่น้อย เพราะบางคนไม่สามารถเข้าถึงการผ่าตัดได้ ขณะที่บางคนก็ไม่ได้ต้องการเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งในบางกรณีอาจส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตรของบุคคลนั้นด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2018-2024 เมื่อหลายรัฐและดินแดนของออสเตรเลียทยอยปฏิรูปกฎหมาย เปิดทางให้คนข้ามเพศสามารถได้รับการรับรองเพศสภาพได้ง่ายขึ้น
แม้รายละเอียดของกฎหมายในแต่ละรัฐจะยังแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันทั่วประเทศในปัจจุบันคือ ไม่มีรัฐใดกำหนดให้บุคคลต้องผ่านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพก่อนจึงจะเปลี่ยนข้อมูลในสูติบัตรได้อีกต่อไป
"ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากความพยายามของคนข้ามเพศและผู้สนับสนุนจำนวนมากที่ต่อสู้มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ"
เปลี่ยนกฎหมายเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม เฮเทอร์มองว่า การปฏิรูปกฎหมายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
ความท้าทายที่แท้จริง คือการทำให้ระบบต่าง ๆ ในสังคมปรับตัวตาม ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถานที่ทำงาน ระบบสาธารณสุข ธนาคาร หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้สิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน
"แม้จะมีการปฏิรูปกฎหมายแล้ว แต่ระบบต่าง ๆ มักใช้เวลานานกว่าจะปรับตัวให้สอดคล้องกับเพศสภาพที่ได้รับการรับรอง"เธออธิบายว่า ในอดีต อุปสรรคสำคัญคือผู้คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าคนข้ามเพศคือใคร และใช้ชีวิตอย่างไร
แม้ปัจจุบันสังคมจะรู้จักและมองเห็นคนข้ามเพศมากขึ้น ความท้าทายในประเด็นนี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบและกำลังสร้างความกังวลกับชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น
"ในออสเตรเลีย เรากำลังเห็นที่รุนแรงและสร้างความแตกแยกในเวทีการเมืองและสื่ออย่างกว้างขวางมากขึ้นอย่างเป็นปรากฎการณ์"
เธอกล่าวว่า กระแสต่อต้านและการทำให้ประเด็นคนข้ามเพศกลายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะอิทธิพลจากการถกเถียงในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ทำให้การผลักดันนโยบายและการปฏิรูปกฎหมายในหลายประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น
พร้อมกันนั้น เธอยังเตือนว่า สิทธิที่ได้รับการรับรองแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะคงอยู่ตลอดไป หากไม่มีการปกป้องอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ในประเทศไทยสะท้อนอะไร
เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์ในประเทศไทย เฮเทอร์กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดกว้างและยอมรับคนข้ามเพศมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียในเชิงสังคม
อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยสะท้อนปรากฏการณ์เดียวกับหลายประเทศทั่วโลก
"บางครั้งกฎหมายก็ตามไม่ทันในสิ่งที่ผู้คนคิดและเชื่ออยู่มาก"
เธอระบุว่า ความไม่สอดคล้องระหว่างตัวตนกับเอกสารราชการอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในการทำงาน อุปสรรคในการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ
แม้บริบทของไทยและออสเตรเลียจะแตกต่างกัน แต่เฮเทอร์เชื่อว่าหลักการพื้นฐานยังคงเหมือนกัน
"ทุกคนต้องการได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีและความเคารพ และต้องการมีพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแสดงตัวตนของตนเอง"เธอมองว่า กฎหมายมีบทบาทสำคัญในการทำให้ความก้าวหน้าทางสังคมได้รับการรับรองและฝังรากลึกมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับรองเพศสภาพตามกฎหมายไม่ใช่เพียงเรื่องของเอกสาร หากเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน
หากคุณหรือคนใกล้ตัวในออสเตรเลียที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ+) กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต สามารถติดต่อ QLife ได้ที่ 1800 184 527
หรือดูข้อมูลบริการช่วยเหลือเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ QLife และ ReachOut ส่วนผู้มีภาวะอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) สามารถขอรับการสนับสนุนจาก Intersex Peer Support Australia ได้ที่เว็บไซต์ isupport.org.au
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





