ผู้ต้องขังในออสเตรเลียต้องผ่านอะไรบ้างตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่เรือนจำชีวิตหลังลูกกรงเป็นอย่างไร และเรือนจำออสเตรเลีย "อยู่สบาย" อย่างที่หลายคนเข้าใจจริงหรือไม่ เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับ เก๋ ศรัณย์ภัทร เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ชาวไทยในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งอธิบายตั้งแต่กระบวนการแรกรับ การใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูผู้กระทำผิด ไปจนถึงข้อเท็จจริงเบื้องหลังระบบเรือนจำ
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ผู้ต้องขังหนึ่งคนเดินผ่านประตูเหล็กของเรือนจำก่อนจะถูกตรวจร่างกาย บันทึกรอยสัก แผลเป็น และข้อมูลสุขภาพ จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจค้นตัวอย่างละเอียด ถ่ายภาพ ทำบัตรประจำตัว และรอการจำแนกว่าจะถูกส่งไปอยู่ในส่วนใดของเรือนจำ
ขั้นตอนเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตหลังลูกกรงในออสเตรเลีย ที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน เอสบีเอส ไทย มีรายงานพิเศษเรื่องนี้
สถิติผู้ต้องขังในออสเตรเลีย
ข้อมูลจาก Australian Bureau of Statistics (ABS) ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2025 ออสเตรเลียมีผู้ต้องขังผู้ใหญ่รวม 46,998 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า และเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่ ABS เริ่มจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบปัจจุบัน
โดยผู้ต้องขังร้อยละ 42 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี (unsentenced หรือ remand) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 ในปี 2016 สะท้อนแนวโน้มการควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างรอศาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ
แม้ระบบราชทัณฑ์ของออสเตรเลียจะอยู่ภายใต้กฎหมายของแต่ละรัฐและดินแดน แต่ทุกแห่งมีหลักการร่วมกัน คือควบคุมผู้ต้องขัง ดูแลความปลอดภัย และฟื้นฟูผู้กระทำผิดเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม
หนึ่งในรัฐที่มีผู้ต้องขังมากที่สุดคือ รัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งมีผู้ต้องขังรวม 11,278 คน โดย ผู้ต้องขังที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีมีจำนวน 4,784 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากปีก่อน ขณะที่ ผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วมี 6,439 คน ลดลงร้อยละ 4 สะท้อนแนวโน้มที่จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวระหว่างรอศาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังในแต่ละวันคือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ (Correctional Officer) ซึ่งมีบทบาทการรักษาความปลอดภัยภายในเรือนจำ รับผิดชอบการรับตัวผู้ต้องขัง การตรวจนับจำนวน การดูแลการเคลื่อนย้ายเพื่อขึ้นศาล การเยี่ยมญาติ การรักษาพยาบาล และสนับสนุนโครงการฟื้นฟูเพื่อเตรียมผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคม
เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับ ศรัณย์ภัทร หรือ "เก๋" เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ (Correctional Officer) ชาวไทยในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งทำงานอยู่ในเรือนจำสำหรับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดี (Remand Centre) เพื่อทำความเข้าใจว่าหลังจากตำรวจจับกุมผู้ต้องหาแล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่เรือนจำ ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ต้องขัง
ประเภทของเรือนจำและขั้นตอนแรกรับ
เก๋อธิบายว่า เรือนจำในรัฐควีนส์แลนด์แบ่งผู้ต้องขังออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ Sentenced Prisoners หรือผู้ที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว และ Remand Prisoners ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดี
ผู้ต้องหาที่ถูกจับไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกส่งเข้าเรือนจำทุกคน เพราะตำรวจเป็นผู้ประเมินว่าควรควบคุมตัวระหว่างรอศาลหรือไม่ โดยพิจารณาจากความร้ายแรงของคดี ประวัติอาชญากรรม และความเสี่ยงต่อสาธารณะ
"ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยมีประวัติ ตำรวจอาจให้ติดกำไลข้อเท้าแล้วรออยู่ข้างนอกจนถึงวันขึ้นศาล แต่ถ้าคดีร้ายแรง หรือเคยกระทำผิดหลายครั้ง ก็จะถูกส่งเข้ามาที่ Remand Centre เพื่อรอวันขึ้นศาล" เธอกล่าว
เธออธิบายว่าหากศาลอนุญาตให้ประกันตัว ผู้ต้องหาก็สามารถออกไปรอการพิจารณาคดีภายนอกเรือนจำได้ แต่หากศาลไม่อนุญาต ก็ต้องถูกควบคุมตัวต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษา
เก๋บอกว่าเมื่อผู้ต้องขังเดินทางมาถึงเรือนจำจะเป็นการเก็บข้อมูลและประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด
เจ้าหน้าที่จะตรวจร่างกายเพื่อบันทึกลักษณะเฉพาะของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นรอยสัก แผลเป็น สีผิว โรคประจำตัว หรือข้อจำกัดด้านสุขภาพ รวมถึงสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาหารและความต้องการทางการแพทย์
หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจค้นร่างกายแบบถอดเสื้อผ้า หรือ strip search เก๋อธิบายว่า การตรวจค้นดังกล่าวดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่เพศเดียวกัน และมีขั้นตอนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้ต้องขัง
"ถ้าเป็นผู้หญิง เราจะไม่ให้ถอดทั้งหมดทีเดียว แต่จะแบ่งเป็นครึ่งบนและครึ่งล่าง ตรวจเสร็จก็ให้ใส่เสื้อก่อน แล้วค่อยตรวจอีกส่วนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ที่ตรวจต้องเป็นผู้หญิงเหมือนกัน" เธอกล่าว
เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจค้น ผู้ต้องขังจะถูกถ่ายภาพ ทำบัตรประจำตัว และเข้าสู่ขั้นตอนการจำแนกประเภทก่อนส่งไปยังยูนิตต่าง ๆ ภายในเรือนจำ

ห้องพักภายในเรือนจำ
เก๋อธิบายว่า ภายในเรือนจำไม่ได้จัดผู้ต้องขังให้อยู่รวมกันทั้งหมด แต่แบ่งตามระดับความเสี่ยงและความปลอดภัย
ผู้ต้องขังทั่วไปจะอยู่ในกลุ่ม Mainstream ขณะที่บางคนจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Protection หากไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้ต้องขังคนอื่นได้
"Protection จะเป็นนักโทษที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ เช่น คดีที่ค่อนข้างกระทบกระเทือนจิตใจ หรือมีปัญหากับนักโทษคนอื่น อย่างเรื่องหนี้สินหรือความขัดแย้งภายใน" เธอกล่าว
นอกจากนั้น ภายในเรือนจำยังแบ่งเป็นยูนิตหลายส่วน โดยบางยูนิตรองรับผู้ต้องขังเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับแก๊งมอเตอร์ไซค์ เก๋ยอมรับว่าในเรือนจำที่เธอปฏิบัติงานอยู่มีผู้ต้องขังในกลุ่มดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อย
ชีวิตประจำวันในเรือนจำ
หลังผ่านขั้นตอนแรกรับและถูกส่งเข้ายูนิตแล้ว ผู้ต้องขังจะเริ่มใช้ชีวิตตามตารางเวลาที่เรือนจำกำหนด
เก๋อธิบายว่า ทุกเช้า เจ้าหน้าที่จะตรวจนับจำนวนผู้ต้องขังก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อยืนยันว่าทุกคนอยู่ครบตามจำนวน ก่อนจะปลดล็อกประตูห้องขังให้ผู้ต้องขังออกมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง
"สิ่งแรกที่เราทำคือเช็กจำนวนนักโทษก่อนซึ่งเราเรียกว่า มาสเตอร์ (Master)โดยที่ยังไม่เปิดประตู จากนั้นเมื่อยืนยันว่าจำนวนถูกต้อง เราถึงจะปลดล็อกให้ทุกคนออกมา" เธอกล่าว
สำหรับยูนิตขนาดเล็ก จะมีผู้ต้องขังไม่เกิน 40 คน ส่วนยูนิตขนาดใหญ่ อาจมีผู้ต้องขังราว 80-90 คน แต่จะไม่ปล่อยออกมาพร้อมกันทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นช่วงเวลา เพื่อลดความแออัดและให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลได้ทั่วถึง
เมื่อออกจากห้องขัง ผู้ต้องขังสามารถใช้เวลาตามกิจกรรมที่เรือนจำจัดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเล่นบาสเกตบอล ออกกำลังกาย เล่นหมากรุก ตีปิงปอง ดูโทรทัศน์ หรือโทรศัพท์ติดต่อครอบครัว
"เขาก็ใช้ชีวิตตามปกติ โทรหาที่บ้าน ออกกำลังกาย ตีปิงปอง ดูทีวี อะไรก็ได้ที่เขาอยากทำ" เก๋กล่าว
ผู้ต้องขังบางคนยังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ Unit Worker รับผิดชอบงานประจำภายในยูนิต เช่น ซักผ้า ทำความสะอาด หรือแจกจ่ายอาหารให้ผู้ต้องขังคนอื่น
"จะมีนักโทษกลุ่มหนึ่งเป็นคนซักผ้าให้ แล้วก็อีกกลุ่มเป็นคนเอาอาหารมาแจก ทุกคนก็จะได้รับอาหารครบสามมื้อ" เธอกล่าว
อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตภายในเรือนจำยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่จะนับจำนวนผู้ต้องขังหลายครั้งตลอดทั้งวัน ทั้งช่วงสาย ช่วงบ่าย และก่อนล็อกห้องในช่วงเย็น
สิบโมงครึ่งเรานับอีกครั้ง บ่ายสองครึ่งก็นับอีก แล้วประมาณห้าโมงครึ่งก็ให้ทุกคนกลับเข้าห้อง ก่อนจะนับอีกครั้งตอนล็อกห้องเก๋ ศรัณย์ภัทร
แม้ผู้ต้องขังจะต้องกลับเข้าห้องขังในช่วงเย็น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้านอนทันที หากยังสามารถใช้เวลาภายในห้องได้ตามระเบียบของเรือนจำ

การฝึกอาชีพในคุกออสเตรเลีย
การฟื้นฟูผู้ต้องขังเป็นอีกภารกิจสำคัญของระบบราชทัณฑ์ออสเตรเลีย นอกเหนือจากการควบคุมตัว ข้อมูลของ Australian Bureau of Statistics ระบุว่าตัวอย่างเช่น ในรัฐควีนสแลนด์ มีผู้ต้องขัง 3 ใน 5 คน (ร้อยละ 60) เคยมีประวัติถูกจำคุกมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สะท้อนความท้าทายในการลดการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ
ด้วยเหตุนี้ เรือนจำหลายแห่งจึงเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังเรียนหนังสือ ฝึกอาชีพ และเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม เก๋เล่าว่า เรือนจำที่เธอทำงานมีหลักสูตรหลากหลาย
ตั้งแต่งานบริการ การชงกาแฟ ไปจนถึงการอบรมเพื่อขอ White Card ซึ่งเป็นใบรับรองด้านความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับการทำงานในภาคก่อสร้างของออสเตรเลีย
"ถ้าใครอยากออกไปทำงานก่อสร้าง ก็มีหลักสูตร White Card หรือถ้าสนใจงานบริการก็มี Hospitality และการชงกาแฟ" เธอกล่าว
สำหรับผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ยังสามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้
"ถ้าเป็นนักโทษที่ศาลตัดสินแล้ว และอยากเรียนปริญญาตรีหรือปริญญาโทก็สามารถเรียนได้" เธอกล่าว
อย่างไรก็ตามผู้ต้องขังทั่วไปจะยังไม่มีโอกาสออกไปทำกิจกรรมนอกเรือนจำ เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ในชุมชน เก๋อธิบายว่า สิทธิ์ดังกล่าวมีเฉพาะผู้ต้องขังในระดับ Low Custody ซึ่งใกล้พ้นโทษและผ่านการประเมินแล้วว่า มีความเสี่ยงต่ำ
ผู้ต้องขังกลุ่มนี้อาจได้รับอนุญาตให้ออกไปทำความสะอาดในเรือนจำแห่งอื่น หรือปฏิบัติงานบางอย่างภายนอกภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่
หากเป็นชาวต่างชาติ จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร
อีกหนึ่งคำถามที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีชาวต่างชาติถูกดำเนินคดีในออสเตรเลีย คือ หากไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ จะเข้าถึงสิทธิของตนเองได้อย่างไร
เก๋เล่าว่า หากเรือนจำมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารภาษาของผู้ต้องขังได้ เจ้าหน้าที่คนนั้นจะเข้ามาช่วยอธิบายข้อมูลก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลผ่านบุคคลภายนอก
"วันนี้เพิ่งไปช่วยเป็นล่ามให้ผู้ต้องขังชาวไทยคนหนึ่ง เพราะข้อมูลในเรือนจำค่อนข้างเป็นความลับ เราจึงพยายามใช้เจ้าหน้าที่ภายในก่อน ถ้าจำเป็นจริง ๆ ถึงจะใช้ล่ามทางโทรศัพท์" เธอกล่าว
เธอระบุว่า ภายในเรือนจำยังมีหน่วยงานที่ช่วยประสานเรื่องสิทธิของผู้ต้องขัง เช่น การติดต่อครอบครัว การจัดหาทนายความ หรือการประสานกับ Legal Aid เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับความช่วยเหลือตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
ความขัดแย้งในเรือนจำและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
แม้เรือนจำจะมีตารางเวลาและกฎระเบียบที่ชัดเจน แต่เก๋ยอมรับว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้ต้องขังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะในเรือนจำสำหรับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดี
เก๋อธิบายว่า ผู้ต้องขังกลุ่มนี้ยังไม่รู้ว่าคดีของตนจะสิ้นสุดเมื่อใด หรือจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจ และกลายเป็นชนวนให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้บ่อยครั้ง
มีทุกวัน วันละสองถึงสามครั้ง อย่างที่ทำงานอยู่ตอนนี้เป็น Remand Centre คนที่อยู่ข้างในไม่รู้เลยว่าจะต้องอยู่ต่ออีกนานแค่ไหน บางคนก็หงุดหงิด เครียด รำคาญ แล้วก็ชกต่อยกันบ้างเก๋ ศรัณย์ภัทร
เมื่อเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะประกาศรหัสฉุกเฉิน ก่อนเจ้าหน้าที่ในแต่ละจุดจะรีบเข้าควบคุมสถานการณ์
"ถ้าเขาตีกัน เราก็จะมีการเรียกโค้ด แล้วทุกคนก็ต้องวิ่งไปช่วยกัน" เธอกล่าว
เก๋เล่าว่าผู้ต้องขังที่ศาลตัดสินโทษแล้วมักมีพฤติกรรมแตกต่างออกไป
"คนที่รู้แล้วว่าอีกสองปีหรืออีกสามปีจะได้ออก เขาจะมีความหวังมากกว่า รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรเพื่อรอวันนั้น" เก๋กล่าว
แม้วันนี้จะคุ้นเคยกับการทำงานในเรือนจำ แต่เก๋ยอมรับว่า วันแรกที่ก้าวเข้าไปในเรือนจำชาย เธอรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย
"ตอนแรกกลัวสั่นเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นยังไง แล้วศูนย์ที่ทำงานก็เป็นเรือนจำชาย" เธอกล่าว
ความกังวลของเธอไม่ได้มีเพียงเรื่องความปลอดภัย แต่ยังรวมถึงการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานที่ในแต่ละวัน เจ้าหน้าที่ต้องประกาศคำสั่ง เรียกชื่อผู้ต้องขัง และควบคุมสถานการณ์
"เราคิดตลอดว่า เวลาเรียกชื่อเขาจะฟังเราออกไหม เวลาเราพูด เขาจะเข้าใจไหม ส่วนใหญ่เรากลัวเรื่องภาษาของเรามากกว่า" เธอกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เธอพบกลับแตกต่างจากที่เคยคิดไว้ เธอเล่าว่าผู้ต้องขังบางคนกลับแสดงความเคารพต่อเจ้าหน้าที่หญิง และในบางสถานการณ์ยังเข้ามาช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่จากผู้ต้องขังที่ก่อเหตุรุนแรง
"บางคนตะโกนบอกเราว่า 'Miss พูดให้ดังหน่อย' หรือถ้ามีผู้ต้องขังคนอื่นทำร้ายเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ก็จะมีคนตะโกนว่า 'ปล่อย จะออกไปเดี๋ยวจัดการเองทำผู้หญิงได้ยังไง'"
คุกออสเตรเลียไม่ได้สบายอย่างที่คิด
ก่อนเข้ามาทำงาน เก๋ยอมรับว่า เธอเองก็เคยมีภาพจำว่าเรือนจำในออสเตรเลียเป็นสถานที่สะอาด เป็นระเบียบ และมีความเป็นอยู่ค่อนข้างดี แต่เมื่อได้เข้ามทำงานเธอมองว่าภาพที่ถูกนำเสนอเพียงบางส่วนของความเป็นจริง
เคยคิดว่าเรือนจำ (ออสเตรเลีย) คงสะอาดมาก แต่จริง ๆ ก็ไม่ได้สะอาดขนาดนั้น บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ต้องบอกให้ช่วยกันทำความสะอาดเก๋ ศรัณย์ภัทร
เธออธิบายว่า ห้องขังส่วนใหญ่รองรับผู้ต้องขังหนึ่งถึงสองคน มีเตียงแยกกัน และมีห้องน้ำอยู่ภายในห้อง แต่ห้องน้ำไม่มีประตู มีเพียงผนังกั้นบางส่วน
การจัดผู้ต้องขังให้อยู่ห้องเดียวกันก็ไม่ได้ทำแบบสุ่ม หากแต่พิจารณาจากข้อมูลของผู้ต้องขังแต่ละคน ทั้งลักษณะคดี บุคลิก และความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้ง
"เราพยายามดูว่าใครควรอยู่กับใคร จากข้อมูลและบุคลิกของแต่ละคน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น" เธอกล่าว
เก๋เล่าว่าแม้ภายในเรือนจำจะมีผู้ต้องขังที่มีอิทธิพลหรือเป็นแกนนำของกลุ่มต่าง ๆ เหมือนที่เราเคยได้ยินจากเรื่องราวเรือนจำในเมืองไทย แต่ที่ออสเตรเลียเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่มีสิทธิเลือกปฏิบัติ
"มีคนที่เหมือนเป็นลูกพี่อยู่เหมือนกัน แต่เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกัน เพราะเป็นกฎของเรา" เธอกล่าว
ไม่มีอะไรคุ้มค่ากับการต้องเข้ามาอยู่ข้างใน
เก๋กล่าวว่าสิ่งที่อยากฝากถึงคนไทยในออสเตรเลีย ไม่ใช่เพียงเรื่องชีวิตในเรือนจำ แต่คือการหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายตั้งแต่แรก
เธอเตือนว่า แม้บางคดีจะดูเป็นความผิดเล็กน้อย เช่น เมาแล้วขับ หรือการทะเลาะวิวาท แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในต่างประเทศ ทุกอย่างอาจซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบกฎหมายและภาษาอังกฤษ
"อยากให้ทุกคนระมัดระวัง เมาแล้วขับ หรือชกต่อย เพราะเราไม่ได้เป็นคนท้องถิ่น บางทีการอธิบายหรือการสื่อสารมันก็ลำบาก" เธอกล่าว
สำหรับเก๋เรือนจำออสเตรเลียอาจมีระบบดูแลผู้ต้องขังที่เป็นมาตรฐาน มีการรักษาพยาบาล การศึกษา และการฝึกอาชีพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้การสูญเสียอิสรภาพกลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือนว่าน่าจะอยู่สบาย
"หลายคนคิดว่าอยู่ในคุกสบาย มีอาหารสามมื้อ มีหมอ มีพยาบาล แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้สบายอย่างที่ทุกคนคิด มันก็มีกฎที่ต้องทำตาม" เก๋กล่าวทิ้งท้าย
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





