ยังไม่มีวัคซีน ไม่มีวิธีรักษา และ “อันตรายอย่างยิ่ง” ไวรัสนิปาห์มาจากไหน เราควรกังวลหรือไม่

ALC THAI THE BIG BRIEF - BSP HEADER (2).jpg

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดและการคัดกรองการเดินทางมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจำกัดการแพร่กระจายของไวรัสนิปาห์ในอินเดีย Credit: BSIP/BSIP/Universal Images Group

หลายประเทศในทวีปเอเชียกำลังมีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการตัดกรองที่สนามบินต่างๆ


หลายประเทศในเอเชียยกระดับมาตรการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสนิปาห์ ซึ่งเป็นถือโรคร้ายแรง หลังมีรายงานการระบาดในอินเดียเมื่อสัปดาห์นี้

เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาอย่างเป็นทางการ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า โรคดังกล่าวอาจเป็น “อันตรายอย่างยิ่ง” หากเชื้อโรคมีการแพร่กระจายข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่น ๆ

กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียยืนยันเมื่อวันอังคารว่า พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย พร้อมระบุว่า มีผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คนที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังและเข้ารับการตรวจหาเชื้อ

ในปี 2018 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ได้จัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อก่อโรคที่ต้องได้รับการวิจัยและศึกษาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนที่สามารถใช้รับมือกับไวรัสร้ายแรงชนิดนี้ได้

ไวรัสนิปาห์แพร่กระจายอย่างไร

ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic) หมายความว่าสามารถแพร่จากสัตว์สู่มนุษย์ได้

การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะค้างคาวและสุกร หรือจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์เหล่านั้น

นอกจากนี้ มนุษย์ยังอาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจากสัตว์ เช่น ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัดหรือปนเปื้อนสารคัดหลั่ง

ในบังกลาเทศ พบการระบาดหลายครั้งที่มีความเชื่อมโยงกับน้ำหวานจากต้นอินทผลัม (date palm sap) ซึ่งถูกปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากค้างคาวผลไม้

หลังจากแพร่สู่มนุษย์แล้ว ไวรัสนิปาห์ยังสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เช่นเดียวกับการระบาดที่ผ่านมา จะมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดและจำเป็นต้องเข้มงวดกับการคัดกรองการเดินทาง ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจำกัดการแพร่กระจายในอินเดีย

ดร.ซูบาร์นา โกสวามี จากโรงพยาบาลวัณโรคดาร์จีลิง ระบุว่า ทางการอินเดียกำลังเร่งติดตาม ตรวจหาเชื้อ และกักกันผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน

“การติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นอันตรายอย่างยิ่ง” เธอกล่าว

เรายังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะทาง และไม่มีวัคซีนหรือยาป้องกันใดๆ ที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสชนิดนี้และอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงหรืออัตราการเสียชีวิตของโรคนี้อยู่ในระดับสูงมาก
ดร.ซูบาร์นา โกสวามี จากโรงพยาบาลวัณโรคดาร์จีลิง

ข้อมูลจาก ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention) ของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ระหว่างร้อยละ 40 ถึง 75

ไวรัสนิปาห์แพร่เชื้อได้ง่ายเพียงใด

ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกในมาเลเซียเมื่อปี 1998 และได้รับการระบุและตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในปี 1999

นับตั้งแต่นั้นมา มีการระบาดเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เกิดขึ้นแทบทุกปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในบังกลาเทศ ขณะที่อินเดียพบการระบาดเป็นครั้งคราวในบางช่วงเวลา

ข้อมูลจาก พันธมิตรเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations-CEPI) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ติดตามภัยคุกคามจากโรคอุบัติใหม่ ระบุว่า

นับตั้งแต่ปี 1999 จนถึงเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ทั้งหมดประมาณ 750 ราย และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 415 ราย

Bat.png
ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ทราบกันว่าเป็นพาหะของไวรัสนิปาห์ ที่มา: LightRocket / Thai News Pix Credit: LightRocket / Thai News Pix

ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์จาก Norwich Medical School ในสหราชอาณาจักร พอล ฮันเตอร์ อธิบายว่า แม้ไวรัสนิปาห์สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แต่ไม่ได้แพร่ได้ง่ายขนาดนั้น

เขากล่าวว่า “ความเสี่ยงหลักของการติดต่อจากคนสู่คนมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง”

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า

หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ยังมีไม่มากนัก จึงยากที่จะใช้เป็นฐานในการประเมินสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน
ศาสตราจารย์ พอล ฮันเตอร์

อาการของการติดเชื้อไวรัสนิปาห์

อาการของโรคมักปรากฏภายในไม่กี่วันหลังติดเชื้อ โดยอาการเบื้องต้นได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และหายใจลำบาก

ศาสตราจารย์ พอล ฮันเตอร์ ระบุว่า ภาวะสมองอักเสบ (encephalitis) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตมากที่สุดของการติดเชื้อไวรัสนิปาห์

“เมื่อเกิดภาวะสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมาก” เขากล่าว

“จะมีไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการแพ้แสง ซึ่งแสงจะทำให้ดวงตาเจ็บปวด”

ผู้ที่รอดชีวิตจากภาวะสมองอักเสบอาจฟื้นตัวได้ แต่บางรายอาจเผชิญผลกระทบระยะยาว เช่น ภาวะชักหรือโรคลมชัก

จะลดลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างไร

ในเมื่อยังไม่มียาที่ใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันจึงเป็นแนวทางสำคัญที่สุด

ศาสตราจารย์ พอล ฮันเตอร์ ระบุว่า ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ซึ่งมีประวัติการระบาดของไวรัสนิปาห์สามารถลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อได้

“สำหรับการติดเชื้อในระยะแรก สิ่งสำคัญคือการระมัดระวังเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม ที่อาจปนเปื้อนจากค้างคาวผลไม้” เขากล่าว

“ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอไรซ์ หรือไม่ได้ผ่านความร้อนในระดับที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้”

ศาสตราจารย์ Paul Hunter ระบุว่า แม้ไวรัสนิปาห์จะเป็นเชื้อที่อันตรายและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณว่าเชื้อจะพัฒนาให้แพร่จากคนสู่คนได้ง่าย ทำให้การแพร่กระจายในระดับโลกยังถือว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะนี้

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ระยะฟักตัวของโรคที่ค่อนข้างยาวอาจสร้างความท้าทายต่อการติดตามการเคลื่อนย้ายของเชื้อข้ามพรมแดน เนื่องจากตรวจพบได้ยากในระยะแรกของการติดเชื้อ

“การควบคุมโรคที่สนามบินทำได้ยากมาก หากเป็นโรคที่มีระยะฟักตัวประมาณสองสัปดาห์ ในช่วงสองสัปดาห์แรกหลังผู้ติดเชื้อพาเชื้อเข้ามา จะไม่มีทางตรวจพบได้เลย” เขากล่าว

— รายงานเพิ่มเติมโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters)

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก และ Instagram


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now