หากคุณอาศัยอยู่ในรัฐวิกตอเรีย คุณอาจเคยได้ยินคำว่า “designated area”
หรือพื้นที่ที่ตำรวจสามารถตรวจค้นบุคคลใดก็ได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้นหรือเหตุอันควรสงสัย และมักถูกประกาศใช้เพื่อให้ตำรวจสามารถควบคุมหรือจัดการการชุมนุมขนาดใหญ่ได้
เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาตำรวจวิกตอเรีย หรือ Victoria Police ได้ประกาศให้ย่านใจกลางนครเมลเบิร์น (CBD) และพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่ที่ประกาศให้ใช้อำนาจพิเศษ เป็นระยะเวลา หกเดือน เพื่อตอบสนองต่อปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธ
นักเคลื่อนไหวได้ยื่นคำร้องทางกฎหมายเพื่อตั้งคำถามต่อการประกาศดังกล่าว ซึ่งรวมถึงผู้จัดการชุมนุม Invasion Day ในวันชาติออสเตรเลีย โดยให้เหตุผลว่า มาตรการนี้ละเมิด กฎบัตรสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบของรัฐวิกตอเรีย
ต่อมา ตำรวจได้ยกเลิกคำประกาศกำหนดพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเดิมมีระยะเวลาหกเดือน และศาลรัฐบาลกลางมีกำหนดจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีนี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม
ขณะเดียวกัน งานวิจัยฉบับใหม่ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในวงกว้างของการตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้น
อีโล ดิอาซ นักวิจัยจาก ศูนย์ต่อต้านการเหมารวมทางเชื้อชาติ (Centre Against Racial Profiling) ในนครเมลเบิร์น ระบุว่า ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2024 ครอบคลุมพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ที่ประกาศให้ใช้อำนาจพิเศษ มากกว่า 200 แห่ง โดย Victoria Police เขากล่าวว่าได้พบสิ่งที่น่าสนใจคือ
“แม้พื้นที่ designated area จะถูกอธิบายว่าเป็นเครื่องมือที่ Victoria Police ใช้เพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ มาตรการนี้กลับทำให้ชุมชนบางกลุ่มถูกทำให้เป็นเป้าทางเชื้อชาติ ในพื้นที่ที่สิทธิถูกระงับ และคนในชุมชนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอำนาจดังกล่าวมากที่สุด”
อีโล ดิอาซ ระบุว่า พื้นที่อย่าง แดนเดนอง และ บริมแบงก์ ซึ่งมีประชากรจากหลากหลายเชื้อชาติ มักตกเป็นเป้าของการตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้น เมื่อเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ที่ประกาศให้ใช้อำนาจพิเศษ
เขากล่าวว่า
“นี่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่สมส่วน ตัวอย่างเช่น หากเปรียบเทียบชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติสูงสุด 10 เปอร์เซ็นต์ กับชุมชนที่มีความหลากหลายน้อยที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนคนผิวขาว จะพบว่าชุมชนที่มีความหลากหลายสูงได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ มากกว่าถึง 3.5 เท่า”
รัฐบาลรัฐวิกตอเรียได้สั่งห้ามการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในการบังคับใช้กฎหมายมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว
อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านมากว่าทศวรรษ รัฐวิกตอเรียยังจำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหานี้ให้มากขึ้น ตามความเห็นของ เจมมา คาฟาเรลลา ทนายความจาก Liberty Victoria
เธอกล่าวว่า
“นี่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญอย่างยิ่ง งานวิจัยของ Liberty Victoria พบว่า เมื่อใดก็ตามที่ตำรวจใช้อำนาจเหล่านี้ ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ของกรณี จะถูกใช้กับบุคคลที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย นั่นหมายความว่าอัตราการพบการกระทำผิดจริงมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น”
เธอระบุว่า ปัญหานี้ร้ายแรงเพราะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ สิทธิในความเป็นส่วนตัว และ สิทธิของประชาชนในการใช้ชีวิตและเดินบนท้องถนนโดยไม่ถูกรบกวนหรือแทรกแซงโดยไม่มีเหตุอันควร
รัฐบาลรัฐวิกตอเรียได้ออกแถลงการณ์เพื่อตอบสนองต่อผลการศึกษาดังกล่าว โดยในแถลงการณ์ระบุว่า
“ประชาชนในรัฐวิกตอเรียสมควรได้รับความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ และไม่มีข้ออ้างใดสำหรับการพกพาอาวุธ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลมอบอำนาจให้ตำรวจสามารถนำอาวุธออกจากท้องถนนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า
“ข้อกล่าวหาใด ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะถูกพิจารณาอย่างจริงจังและมีการสอบสวน และประชาชนสามารถยื่นร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของตำรวจได้ต่อคณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริตของรัฐวิกตอเรีย Independent Broad-based Anti-corruption Commission (IBAC) ได้”
แม้แถลงการณ์ดังกล่าวจะออกโดย รัฐบาล รัฐวิกตอเรีย
อย่างไรก็ตาม เจมมา คาฟาเรลลา ระบุว่า รัฐบาลรัฐวิกตอเรียจำเป็นต้องทบทวนการใช้อำนาจตามกฎหมาย พื้นที่ที่ประกาศให้ใช้อำนาจพิเศษ เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยสาธารณะอีกครั้ง
เธอกล่าวว่า
“สิ่งที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นคือ อำนาจเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อ ตอกย้ำความเสียเปรียบ โดยมุ่งเป้าไปที่ชุมชนที่ถูกทำให้เป็นเป้าทางเชื้อชาติ และชุมชนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ”
“เรายังคงยืนยันว่ารัฐบาลรัฐวิกตอเรีย จำเป็นต้องทบทวนกฎหมายเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด และกลับไปเริ่มต้นออกแบบแนวทางแก้ไขที่สามารถจัดการกับ ปัจจัยรากเหง้าของอาชญากรรม ได้จริง แทนที่จะลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนผิวสีและผู้ที่มีความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram








