“เหลียวเอ้ย เหลียวขึ้นเมือทางบ้านแถวทางเขาภูพาน
อีสานพื้นฟ้าหย่อนๆ เหลียวไปหายโสธร เมืองอุดร
เมฆตั้งก้อน สะออนเด้ คู่บ่อมี คู่บ่อมี"
เสียงลำกลอนที่ น้อย สุวีณา แองเจลุคชี ร้องให้เราฟัง ขณะนั่งอยู่ในบ้านของเธอในพื้นที่ภูมิภาคฝั่งตะวันออกของรัฐวิกตอเรีย ใบหน้าที่แต่งแต้มสีสันสดใสยังคงสะท้อนความรักในการแสดงไม่ต่างจากวันที่เธอขึ้นเวที
เธอสวมผ้าซิ่นลวดลายอีสาน พร้อมผ้าเบี่ยงสีใกล้เคียงกันพาดบนบ่า คล้ายกับภาพถ่ายจากหลากหลายเวทีที่ประดับอยู่ตามผนังบ้าน ซึ่งบันทึกช่วงเวลาของชีวิตที่หมอลำยังคงเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเธอเสมอ
ในวัย 60 ปี สุวีณายังคงมีความสุขกับการแต่งตัว แต่งหน้า และถือไมโครโฟนขึ้นร้องเพลงตามงานชุมชนต่าง ๆ
แต่วันนี้ หมอลำสำหรับเธอไม่ได้เป็นเพียงศิลปะการแสดงอีกต่อไป มันกลายเป็นทั้งที่พักใจและพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอกัน

จากครอบครัวหมอลำ
สุวีณาเล่าว่า เธอเติบโตมากับเสียงหมอลำที่สืบทอดกันมาในครอบครัว
“ตระกูลคุณพ่อเป็นหมอลำกลอน จังหวัดศรีสะเกษค่ะ อำเภอกันทราราม แม่ก็ชอบหมอลำตั้งแต่เด็ก ที่บ้านก็ฟังกัน”
เธอเริ่มเรียนหมอลำอย่างจริงจังตั้งแต่วัยเด็ก และเคยไปฝึกกับครูหมอลำที่จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ประมาณสองปี ก่อนจะได้มีโอกาสขึ้นแสดงบนเวทีจริง
แต่เส้นทางชีวิตไม่ได้เดินไปตามความฝันเสมอไป เมื่อวงการหมอลำเริ่มซบเซา งานแสดงลดลง เธอต้องปรับตัว โดยนำทักษะการร้องเพลงไปใช้ในงานอื่น เช่น การเป็นนักร้องลูกทุ่งตามร้านอาหาร
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชีวิตพาเธอมาถึงออสเตรเลียและเสียงเพลงก็ค่อย ๆ หายไปจากชีวิต
สำหรับผู้อพยพจำนวนมาก การเริ่มต้นชีวิตใหม่บางครั้งก็หมายถึงการต้องทิ้งบางอย่างไว้ข้างหลัง แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่รักก็ตาม

จากเวทีเล็ก ๆ สู่บทบาทในชุมชน
จากการร้องเพลงในงานภายในชุมชนไทยเล็ก ๆ สุวีณาเริ่มได้รับเชิญเป็นตัวแทนของชุมชนไทยไปแสดงในงานพหุวัฒนธรรมต่างๆ ของออสเตรเลีย
“เราเป็นจิตอาสา เราก็ทำงานกันด้วย ถ้าไปได้ก็ไป ผู้จัดเขาก็อยากให้ไป ดนตรีหมอลำเขาบอกว่ามัน exciting (น่าตื่นเต้น)”
หนึ่งในประสบการณ์ที่เธอจำได้ดี คือการที่เธอติดต่อขอไปแสดงในสถานดูแลผู้สูงอายุเพื่อช่วยเป็นกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ
แม้ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นชาวออสเตรเลียที่ไม่มีใครเข้าใจภาษาไทยแต่เหมือนที่สุวีณาบอกว่า ภาษาของดนตรีนั้นไม่มีพรมแดน
เขาก็ไม่เข้าใจหรอกค่ะว่าเราร้องอะไร แต่บางท่านที่ยังเดินได้ก็ออกมาฟ้อน บางท่านที่อยู่ในวีลแชร์ก็ตบมือไปด้วยสุวีณา แองเจลุคชี
สุวีณาบอกว่าดนตรีช่วยเชื่อมโยงชุมชน แม้ไม่รู้จักกันแต่สามารถทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างมหัศจรรย์
"ดนตรีทำให้คน get together เวลาร้องเพลงหมอลำ คุณก็ออกมาฟ้อน ไม่รู้จักกันนะ แต่เราก็ยิ้มให้กัน ได้มิตรได้ความสัมพันธ์ไม่ว่าชาติศาสนาใด"

นอกจากใช้ศิลปะพื้นบ้านช่วยสร้างความสุขให้กับชุมชนแล้ว
สุวีณายังได้ใช้ความสามารถพิเศษของเธอบำเพ็ญประโยชน์อื่นๆ ให้กับสังคม
ไม่ว่าจะร้องเพลงเพื่อเปิดให้บริจาคแก่โรงพยาบาลทั้งในส่วนภูมิภาคของรับวิกตอเรียหรือในเมืองไทย เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์
"เราอยากใช้ความสามารถเป็นประโยชน์ให้กับสังคม ทำคอนเสิร์ตเล็กๆ ทุกคนก็ช่วยซัพพอร์ต ได้เงินไปก็ไปซื้อเตียงให้โรงพยาบาลไม่เฉพาะที่เมืองไทยนะ ที่นี่ local แม่ก็ทำ"
หมอลำบำบัดจิตใจ
นอกจากเสียงเพลงหมอลำจะเป็นสิ่งที่ให้ความสุขแก่คนหมู่มากแล้ว สุวีณาไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งเธอต้องใช้ดนตรีมาบำบัดจิตใจตนเองเช่นกัน
เธอเล่าว่าก่อนที่สามีจะเสียชีวิต เธอเคยมีอาการไมเกรนและเกือบจะเป็นซึมเศร้า ซึ่งแพทย์บอกว่าเกี่ยวกับความเครียดแต่เมื่อเธอกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง อาการเริ่มดีขึ้น
“ดนตรีช่วยได้เยอะค่ะ ยาแก้ปวดหัวไม่ต้องกินเลย”
ในอนาคต สุวีณายังอยากเห็นหมอลำมีคนสืบทอดเพราะเธอไม่อยากเห็นศิลปะนี้หายไป
อยากมีลูกศิษย์ มีคนสืบทอด หมอลำมันเหมือนโอเปร่าอีสาน เป็นมนต์เสน่ห์ อย่างลูกทุ่งเนี่ยใครก็ร้องได้ แต่หมอลำนี่มันเป็นพรสวรรค์อยู่ในตัวสุวีณา แองเจลุคชี
ทุกวันนี้ ราชินีหมอลำออสเตรเลีย ฉายา ที่สุวีณาบอกกับเราว่าไม่กล้าเรียกตัวเอง ยังมีความสุขกับการร้องเพลงลำและเดินทางไปแสดงงานชุมชนบ้างเป็นบางครั้ง
"เรามาอยู่ไกลบ้านนอย่างที่ทุกคนรู้ ทำงาน กลับบ้าน ไม่ได้ค่อยได้ไปสังสรรค์ ทีนี้พอมันมีดนตรีมา ช่วยได้เยอะ"
สำหรับสุวีณาชีวิตบทใหม่ในวันนี้ อาจไม่ต้องการอะไรมาก ถ้าเสียงแคน เสียงลำ ทำให้ใครสักคนหายคิดถึงบ้าน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





