แม้เขตเลือกตั้งแห่งนี้จะถูกมองว่าเป็นฐานเสียงของพรรค วัน เนชัน (One Nation) แต่ผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งกลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ในเขตเลือกตั้งในภูมิภาคฮันเตอร์ (Hunter) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคแรงงาน (Labor) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เหมืองถ่านหิน ไร่องุ่น รวมถึงอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง ขณะนี้พื้นที่แห่งนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าจับตา
ระหว่างที่ทีมข่าวเอสบีเอส ไทย ลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนในเมืองซิงเกิลตัน (Singleton) ใจกลางเขตเลือกตั้งใกล้แหล่งผลิตไวน์ชื่อดังฮันเตอร์วัลเลย์ (Hunter Valley) และเมืองโมริสเซต (Morisset) ชานเมืองกึ่งชนบทใกล้ทะเลสาบแมควอรี (Lake Macquarie)
พบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยแสดงการสนับสนุนพรรค One Nation และพอลลีน แฮนสัน ผู้นำพรรค
"สู้ ๆ พอลลีน"
ชาวเมืองรายหนึ่งตะโกนขณะเดินผ่านกล้องของเอสบีเอส นิวส์ ในเมืองโมริสเซต ขณะที่อีกรายกล่าวว่า "เธอเป็นคนดี เธอทำเพื่อออสเตรเลีย"
แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้สนับสนุนพรรค One Nation หลายคนก็ยอมรับว่าได้รับรู้ถึงกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแฮนสัน นักการเมืองที่เป็นที่รู้จักตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จากจุดยืนต่อต้านการอพยพ
และเคยสร้างความขัดแย้งจากคำกล่าวว่า ออสเตรเลียกำลัง "ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการที่ชาวเอเชียหลั่งไหลเข้ามาจนล้นประเทศ" โดยบางคนถึงกับประหลาดใจเมื่อพบว่าเพื่อนของตนเองหันไปสนับสนุนพรรคดังกล่าว
อย่างไรก็ตามในเขตฮันเตอร์ พรรค One Nation มีฐานเสียงที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยในการเลือกตั้งสหพันธรัฐครั้งล่าสุด ฮันเตอร์เป็นหนึ่งในเพียงสองเขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครของพรรคได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับสอง
สจวร์ต บอนด์ส ผู้สมัครของ One Nation ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 41 หลังการจัดสรรคะแนนความนิยม ขณะที่ แดน รีพาโชลี จากพรรคแรงงาน ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนร้อยละ 60
ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของ One Nation ทั่วประเทศ ทั้งการคว้าที่นั่งแรกในสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งซ่อมเขตแฟร์เรอร์ (Farrer) และผลสำรวจความคิดเห็นที่แสดงให้เห็นว่าพรรคมีคะแนนนิยมแซงหน้าพรรคใหญ่ทั้งสองเป็นครั้งแรก
ไซมอน เวลช์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและชื่อเสียงของ RedBridge กล่าวว่า หากพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ แล้ว ฮันเตอร์เป็นเขตเลือกตั้งที่ One Nation มีโอกาสคว้าชัยชนะ
"เขตนี้มีทั้งพื้นที่ภูมิภาคและชานเมืองรอบนอก ทุกอย่างบ่งชี้ว่าเป็นพื้นที่ที่ One Nation ควรทำผลงานได้ดี"
อย่างไรก็ตาม แม้พรรค One Nation จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนจำนวนไม่น้อยในเขตฮันเตอร์ แต่นโยบายบางประเด็นของพรรคก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
กระแสสนับสนุน พอลลีน แฮนสัน เพิ่มขึ้น
ประชาชนจำนวนมากที่ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ สะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยเริ่มหมดศรัทธากับพรรคการเมืองใหญ่ ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงและปัญหาที่อยู่อาศัยที่ยังไม่คลี่คลาย
แม้แต่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านเฮดดอน เกรตา (Heddon Greta) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตเลือกตั้งฮันเตอร์ ก็เป็นที่รู้กันในชุมชนว่าเจ้าของร้านให้การสนับสนุนพอลลีน แฮนสัน โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ภายในร้านมีการติดรูปถ่ายของแฮนสันคู่กับเจ้าของร้านซึ่งเป็นสามีภรรยาชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน
เซ็ง ลิม เจ้าของร้าน May & Seng Chinese Takeaway เล่าว่า ในช่วงที่พบกับแฮนสันครั้งแรก เขาไม่ได้รู้จักจุดยืนทางการเมืองของเธอมากนัก เพียงแต่ทราบว่าเธอเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมในรัฐควีนส์แลนด์
แฮนสันเดินทางมารับประทานอาหารที่ร้านแห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2011 พร้อมเพื่อน และกลับมาอีกหลายครั้ง รวมถึงในปี 2013

"เธอดีกับผม ภรรยาและลูก ๆ ของผมมาก" ลิมกล่าว
ลิมเชื่อว่า กระแสสนับสนุนพอลลีน แฮนสันในพื้นที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยระบุว่ามีลูกค้าหลายคนสอบถามถึงรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นของแฮนสันที่เคยติดไว้ภายในร้าน ก่อนจะนำออกระหว่างการปรับปรุงร้านเมื่อไม่นานมานี้
"ผมคิดว่าตอนนี้คนแถวนี้หลายคนชอบเธอมาก" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ลิมยังกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซี โดยมองว่า "ก็ไม่ได้แย่"
"ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาทำงานได้ดีมากเพื่อประเทศนี้"
เมื่อถูกถามว่า กังวลหรือไม่ว่ากระแสสนับสนุนพรรค One Nation ที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติที่รุนแรงขึ้น ลิมตอบว่า เขาไม่คิดเช่นนั้น
"ผมไม่คิดอย่างนั้น เพราะเราพยายามทำดีกับทุกคนเสมอ"
"ทุกคนที่มาในร้านก็เหมือนคนในครอบครัว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลูกค้าอุดหนุนร้านของเรามาโดยตลอด"
วิจารณ์การย้ายถิ่นฐาน แต่ยังสนับสนุนสังคมพหุวัฒนธรรม
เมื่อเดือนที่ผ่านมา พอลลีน แฮนสัน จุดกระแสถกเถียงเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "พหุวัฒนธรรม" (multiculturalism) หลังกล่าวว่า นโยบายการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลียทำให้ประเทศกำลังเผชิญภาวะวิกฤต
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ National Press Club เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน แฮนสันระบุว่า
"หัวใจของวิกฤตครั้งนี้คือนโยบายพหุวัฒนธรรมที่มีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง" พร้อมกล่าวว่า
"ออสเตรเลียไม่สามารถเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมได้" และย้ำว่า
"เราเป็นสังคมที่ประกอบด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ แต่เราควรมีวัฒนธรรมเดียวร่วมกัน"

หนึ่งสัปดาห์หลังการกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว ทีมข่าวเอสบีเอส นิวส์ ลงพื้นที่ในเขตเลือกตั้งฮันเตอร์เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อคำกล่าวของแฮนสัน
โรเบิร์ต ชาวเมืองโมริสเซต วัย 75 ปี ซึ่งเคยสนับสนุนพรรคแรงงานแต่ปัจจุบันรู้สึกผิดหวังกับพรรค เห็นด้วยกับนโยบายบางประการของ One Nation โดยเฉพาะข้อเสนอที่ว่าออสเตรเลียมีผู้อพยพมากเกินไป
"คนที่อยู่ที่นี่มานานจำนวนมากกำลังเสียโอกาส เพราะมีผู้คนย้ายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา" เขากล่าวกับเอสบีเอส นิวส์
อย่างไรก็ตาม โรเบิร์ตย้ำว่า เขาไม่ได้คัดค้านสังคมพหุวัฒนธรรม
"ผมเห็นด้วยกับสังคมพหุวัฒนธรรม แต่คิดว่าควรลดจำนวนผู้อพยพลง"
เมื่อถูกถามว่าคิดอย่างไรกับคำกล่าวของแฮนสันที่ว่า ออสเตรเลียควรเป็น "สังคมวัฒนธรรมเดียว" (monocultural) โรเบิร์ตเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลายคนที่ยอมรับว่ายังไม่แน่ใจว่าคำดังกล่าวหมายถึงอะไร
"คำว่า 'สังคมวัฒนธรรมเดียว' ก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอหมายถึงอะไร" เขากล่าว
"ถ้าหมายถึงออสเตรเลียที่มีแต่คนผิวขาว ผมไม่เห็นด้วย"
"แต่ถ้าหมายถึงการที่ทุกคนปรับตัวเข้ากับสังคม เป็นคนออสเตรเลีย และเคารพธงชาติออสเตรเลีย ผมก็เห็นด้วย"
เช่นเดียวกับจัสติน วัย 56 ปี ผู้สนับสนุนพรรค One Nation มาเป็นเวลานาน ซึ่งบอกว่าเขาไม่ได้ติดตามคำกล่าวของแฮนสันเกี่ยวกับ "สังคมวัฒนธรรมเดียว" แต่เชื่อว่าออสเตรเลียเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาโดยตลอด
"เราเป็นแบบนั้นมาหลายร้อยปีแล้ว" เขายังยกตัวอย่างว่า แฟนของเขาเป็นชาวติมอร์-เลสเต พร้อมระบุว่า
"ผมไม่มีปัญหาเลย หากพวกเขาพร้อมจะมาที่นี่และทำงานหนัก"
กระแสของ One Nation กับการเหยียดเชื้อชาติ
เคิร์ต ชายวัย 36 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เมืองซิงเกิลตัน กล่าวว่า ขณะนี้เขาไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใหญ่พรรคใด และยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้ใคร
แม้เขาจะเห็นด้วยกับนโยบายบางประการของ One Nation เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอิสลาม แต่ก็มีความกังวลต่อจุดยืนด้านอื่นของพรรค รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับจีนา ไรน์ฮาร์ต มหาเศรษฐีธุรกิจเหมืองแร่ ซึ่งเพิ่งมอบเครื่องบินขนาดเล็กให้พรรค
เช่นเดียวกับผู้ให้สัมภาษณ์อีกหลายคน เคิร์ตกังวลว่าถ้อยคำและวาทกรรมทางการเมืองของ One Nation อาจยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติในสังคม
"ผมไม่ได้คิดว่าพอลลีน แฮนสันเป็นคนเหยียดเชื้อชาติเสมอไป" เขากล่าว
"แต่ผมคิดว่าผู้สนับสนุนของเธอหลายคนเป็น ผมไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนั้น"
ด้านแอนดรูว์ ยาคูโบวิช ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (University of Technology Sydney) มองว่า คำกล่าวของแฮนสันเรื่อง "สังคมวัฒนธรรมเดียว" ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของจุดยืนที่เธอแสดงมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคำกล่าวเมื่อต้นปีนี้ที่ตั้งคำถามว่า
"เรายังมีมุสลิมที่ดีอยู่หรือไม่"
ยาคูโบวิชกล่าวว่า แฮนสันไม่ได้กำลังเสนอให้ทุกคนในออสเตรเลียมีวัฒนธรรมเดียวกัน
"สิ่งที่เธอกำลังสื่อคือ 'เราไม่ต้องการให้ชาวมุสลิมอยู่ที่นี่'" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม แฮนสันได้ออกมาตอบโต้เสียงวิจารณ์ โดยกล่าวต่อวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนว่า สิ่งที่เธอเรียกว่า "สังคมวัฒนธรรมเดียวของออสเตรเลีย" หมายถึงการยึดถือคุณค่าร่วมกัน ได้แก่ การให้โอกาสอย่างเป็นธรรม (a fair go) ความอดทนอดกลั้น ระบอบประชาธิปไตยแบบโลกวิสัย หรือหลักประชาธิปไตยที่แยกศาสนาออกจากการบริหารประเทศ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการนับถือศาสนา และหลักนิติธรรม
เธอยังกล่าวด้วยว่า แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการยอมรับเอกลักษณ์แบบออสเตรเลีย ทั้งความไม่เคร่งครัดในพิธีรีตองและอารมณ์ขันแบบขี้เล่น ช่างแซว และไม่ยึดติดกับลำดับชั้นทางสังคม"
พร้อมกล่าวติดตลกว่า "เอา พอล โฮแกน และ นอร์แมน กันสตัน กลับมาเถอะ"

แฮนสันยังปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ว่า เธอต้องการห้ามอาหารจากต่างประเทศ พร้อมยกตัวอย่างทีมฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย หรือ ซอคเกอร์รูส์ (Socceroos) ว่าเป็นภาพสะท้อนของแนวคิด "สังคมวัฒนธรรมเดียว" ตามความหมายของเธอ
"ผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง หลากหลายวัฒนธรรม และหลากหลายประเทศ ต่างสวมเสื้อสีเขียวและสีทองของออสเตรเลียเหมือนกัน" เธอกล่าวต่อรัฐสภา
Picture
อย่างไรก็ตาม ยาคูโบวิชมองว่า สิ่งที่แฮนสันกำลังอธิบายนั้น แท้จริงแล้วคือแนวคิดของ "พหุวัฒนธรรม" มากกว่า
เขาอธิบายว่า พหุวัฒนธรรมคือความสามารถของผู้คนในการทำงานร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง ยอมรับจุดแข็งที่เติมเต็มกันและกัน และเดินหน้าร่วมกันในฐานะสังคมหนึ่งเดียว
ส่วน "สังคมวัฒนธรรมเดียว" นั้น ยาคูโบวิชกล่าวว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเกาหลีเหนือ
"เมื่อมีผู้นำเพียงคนเดียวของประเทศคอยกำหนดว่าประชาชนควรประพฤติหรือปฏิบัติตัวอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมเดียว" เขากล่าว
"สังคมวัฒนธรรมเดียวที่มีอยู่จริง เช่น เกาหลีเหนือ ไม่ใช่สถานที่ที่ผมคิดว่าคนในออสเตรเลียคนใดอยากไปใช้ชีวิตอยู่"
ผลสำรวจชี้คะแนนนิยมพอลลีน แฮนสันเริ่มลดลง
หลังการแถลงที่ National Press Club ซึ่งแฮนสันยังได้วิจารณ์นโยบายลาคลอดแบบได้รับค่าจ้าง กล่าวถึงข้อร้องเรียนของภาคธุรกิจที่ไม่สามารถเลิกจ้างพนักงานได้ง่าย สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ และระบุว่า หากเธอมีอำนาจ SBS "คงหมดไป" คะแนนสนับสนุน One Nation ดูเหมือนจะเริ่มอ่อนตัวลง
ผลสำรวจ Australian Financial Review/RedBridge Group/Accent Research ที่จัดทำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าคะแนนเสียงขั้นต้นของ One Nation ลดลง 2 จุด มาอยู่ที่ร้อยละ 29 ขณะที่ผลสำรวจ Guardian Essential ก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกัน โดยพบว่าคะแนนเสียงขั้นต้นของพรรคลดลง 2 จุด มาอยู่ที่ร้อยละ 26
แม้ผลสำรวจทั้งสองสำนักจะยังอยู่ในกรอบค่าความคลาดเคลื่อนทางสถิติ แต่ไซมอน เวลช์ ชี้ว่า คะแนนความนิยมสุทธิ (net favourability) ของแฮนสันกลับลดลงถึง 10 จุด ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ
เขามองว่า ปัจจัยหนึ่งอาจมาจากเสียงวิจารณ์ต่อนโยบายเศรษฐกิจของ One Nation เช่น จุดยืนในอดีตของแฮนสันที่คัดค้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม เวลช์กล่าวว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยยังคงรู้สึกผิดหวังกับระบบการเมืองและพรรคการเมืองกระแสหลัก จึงยังไม่เห็นทางเลือกอื่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของตน
แนวคิด "สังคมวัฒนธรรมเดียว" อาจเป็นโจทย์ยากของ One Nation
เวลช์กล่าวว่า ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม (focus groups) พบว่า ประชาชนจำนวนมากกังวลกับระดับการอพยพที่เพิ่มขึ้น เพราะเชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตที่อยู่อาศัย การจราจรติดขัด และปัญหาอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มเดียวกันกลับมีทัศนคติเชิงบวกต่อสังคมพหุวัฒนธรรม และบางคนถึงกับพร้อมปกป้องแนวคิดดังกล่าว
เขาระบุว่า ความแตกต่างที่ละเอียดอ่อนนี้เป็นสิ่งสำคัญ หาก One Nation วิพากษ์วิจารณ์การอพยพในแง่ "วัฒนธรรม" แทนที่จะมุ่งเน้นประเด็น "จำนวนผู้อพยพ" พรรคอาจสูญเสียการสนับสนุนได้
"ผู้สนับสนุน One Nation จำนวนไม่น้อยมาจากชุมชนผู้ย้ายถิ่น และมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมและภาษาที่หลากหลาย"
"คนกลุ่มนี้จะรู้สึกอึดอัดทันที เมื่อการถกเถียงเรื่องการอพยพเปลี่ยนจากประเด็นจำนวน มาเป็นประเด็นเรื่องวัฒนธรรมหรือแนวคิดสังคมวัฒนธรรมเดียว"
เวลช์กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวยังทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากจะผลักดันแนวคิด "สังคมวัฒนธรรมเดียว" จะมีความหมายอย่างไรในทางปฏิบัติ และจะบังคับใช้ได้อย่างไร
"แม้แต่ผู้สนับสนุน One Nation ที่เหนียวแน่นที่สุด ยังพูดว่า
"นี่ไม่ใช่ยุคทศวรรษ 1950 แล้ว พวกเขา (พรรค One Nation)จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะยุคนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว"
การถกเถียงดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านการย้ายถิ่นฐานที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงการกวาดจับผู้อพยพของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในสหรัฐอเมริกา โดยเวลช์มองว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนอาจกังวลว่าตนเองหรือชุมชนของตนอาจตกเป็นเป้าหมาย
เขากล่าวว่า ยิ่ง One Nation ปล่อยให้คำว่า "สังคมวัฒนธรรมเดียว" ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าหมายถึงอะไร และจะถูกนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายอย่างไร ก็ยิ่งสร้างปัญหาให้กับพรรคมากขึ้น
ขณะที่ผลสำรวจของ Guardian Essential ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ พบว่ามีผู้ตอบแบบสำรวจเพียงร้อยละ 20 ที่สนับสนุนการยุตินโยบายพหุวัฒนธรรมของออสเตรเลีย
ด้านแอนดรูว์ ยาคูโบวิช กล่าวว่า เขาหวังว่ารัฐบาลจะรับมือกับความท้าทายของสังคมพหุวัฒนธรรมด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง มากกว่าการปลุกเร้าความหวาดกลัวหรืออคติ
"เราจำเป็นต้องมีสถาบันและเครือข่ายที่ช่วยยืนยันคุณค่าของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนต่าง ๆ"
"เราต้องยอมรับว่ามีบางคนได้รับผลกระทบหรือความรู้สึกเจ็บปวด และเดินหน้าหาทางแก้ไขร่วมกัน"
บางส่วนยังไม่เชื่อว่า One Nation พร้อมบริหารประเทศ
แนวคิดอื่น ๆ ที่แฮนสันเสนอได้รับการสนับสนุนในระดับต่ำเช่นกัน โดยผลสำรวจ Guardian Essential พบว่ามีผู้เห็นด้วยเพียงร้อยละ 18 กับการทบทวนกฎหมายแรงงานเพื่อให้นายจ้างมีอำนาจมากขึ้น และร้อยละ 25 ที่เห็นว่าควรยุติการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และหันกลับไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก
นอกจากนี้ ชาวเขตเลือกตั้งฮันเตอร์ที่เอสบีเอส นิวส์ พูดคุยด้วยยังตั้งคำถามถึงความสามารถของ One Nation ในการผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง
สตีเวน เจ้าของธุรกิจในเมืองซิงเกิลตัน ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์พรรคแรงงาน กล่าวว่า แฮนสันเป็นคนประเภทที่ "นั่งดื่มเบียร์ในปาร์ตี้บาร์บีคิวแล้วบ่นเรื่องรัฐบาล"
"แต่เธอไม่ใช่คนที่เหมาะจะบริหารประเทศ" เขากล่าวกับเอสบีเอส นิวส์
"คนรู้จักของผมหลายคนพูดถึงพอลลีน แฮนสัน และอาจกำลังคิดจะลงคะแนนให้เธอ แต่ผมไม่คิดว่าสุดท้ายพวกเขาจะทำแบบนั้น"
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนอื่น ๆ ในซิงเกิลตันก็ยังไม่เชื่อมั่นเช่นกัน เกล วัย 57 ปี กล่าวว่า เธอยังไม่เห็น "นโยบายที่เป็นรูปธรรมและตั้งอยู่บนความเป็นจริง" จาก One Nation ขณะที่นิกิ วัย 38 ปี มองว่าพรรค "ขาดความต่อเนื่องในการผลักดันนโยบาย" และไม่ไว้วางใจแฮนสัน
"มันน่ากลัวมากที่คิดว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ อย่างการเข้มงวดกับผู้อพยพ อาจเกิดขึ้นในออสเตรเลียได้เช่นกัน" เกลกล่าว
"เราต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง"
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคแรงงานก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียฐานเสียงบางส่วนให้กับ One Nation
ฟิลิปป์ ชาวเมืองโมริสเซต วัย 73 ปี ซึ่งเคยลงคะแนนเสียงให้พรรคแรงงาน กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเขาตั้งใจจะหันไปสนับสนุน One Nation แม้จะยังเห็นด้วยกับแนวคิดสังคมพหุวัฒนธรรมก็ตาม
"เราต้องการความเปลี่ยนแปลง" เขากล่าวกับ เอสบีเอส นิวส์
ด้านโรเบิร์ต อดีตผู้สนับสนุนพรรคแรงงานอีกคน กล่าวว่า เขาไม่ชื่นชอบนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซี
"พวกเขาเคยบอกว่าจะเป็นรัฐบาลที่เปิดกว้างและโปร่งใส แต่สุดท้ายกลับเป็นตรงกันข้าม"
เมื่อถูกถามว่า กำลังพิจารณาลงคะแนนเสียงให้ One Nation หรือไม่ โรเบิร์ตตอบว่า
"ผมคงเลือกพรรคเสรีนิยมไม่ได้ และก็เลือกพรรคแรงงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเลือกพรรคอื่น"
ชายวัย 75 ปี ย้ำว่า แม้จะไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบายของ One Nation ทุกเรื่อง แต่เขาเชื่อว่าแฮนสัน "พูดความจริง" และเห็นว่าออสเตรเลียรับผู้อพยพมากเกินไป
"มีคนจำนวนมากในออสเตรเลียที่กำลังใช้ชีวิตในสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่เหมาะสม"
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย (ABS) ระบุว่า การย้ายถิ่นฐานสุทธิจากต่างประเทศ (Net Overseas Migration) พุ่งสูงสุดหลังการระบาดของโควิด-19 โดยอยู่ที่เกือบ 538,000 คนในปีงบประมาณ 2022–23 ก่อนจะลดลงเหลือ 429,000 คนในปี 2023–24 และ 306,000 คนในปี 2024–25
โรเบิร์ตกล่าวว่า เขายังคงกังวลต่ออนาคตของหลาน ๆ รวมถึงปัญหาค่าครองชีพ และไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของออสเตรเลีย โดยให้เหตุผลว่า
"เรายังมีถ่านหินเหลือเฟือ"
"ผมคิดว่าผู้คนเริ่มทนไม่ไหวกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เราต้องหยุดขายประเทศของเรา และกลับไปสู่ยุคที่ผมยังเป็นหนุ่ม ตอนที่เรียนจบแล้วก็มีงานรองรับ ไม่ว่าจะอยากทำอาชีพอะไรก็ตาม"
แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างโรเบิร์ตจะหันมาสนับสนุน One Nation มากขึ้น จากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและความผิดหวังต่อพรรคการเมืองกระแสหลัก แต่ไซมอน เวลช์ มองว่า ผลสำรวจความคิดเห็นอาจไม่สามารถสะท้อนแนวโน้มความนิยมของผู้สมัครท้องถิ่นได้ทั้งหมด
เขาชี้ว่า แดน รีพาโชลี ผู้สมัครของพรรคแรงงานในเขตฮันเตอร์ มีจุดแข็งเฉพาะตัวที่เหนือไปกว่าภาพลักษณ์ของพรรค
"เขามีคุณค่าในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าชื่อของพรรคแรงงานเพียงอย่างเดียว"
"สุดท้ายแล้วจะเพียงพอหรือไม่ ผมยังตอบไม่ได้ แต่คิดว่านี่จะเป็นหนึ่งในเขตเลือกตั้งที่น่าจับตามองมากที่สุด"
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ





